|
||||||||||||||
|
ไทยรุกย้ายบัญชีอ่อนไหว
"6 สินค้า"
เปิดเจรจาเอฟทีเอสหรัฐรอบ
5 วันนี้
กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2548 ไทยรุกสหรัฐปรับย้ายบัญชีสินค้าอ่อนไหว 400 รายการ เจรจาเอฟทีเอรอบ 5 วันนี้ พบหมกเม็ดยอมลดภาษีหลายรายการ กีดกันสินค้าอุตสาหกรรมศักยภาพสูงของไทย 6 กลุ่มสินค้า จี้เปิดตลาดทันที ขณะที่เกษตรฯ เสนอใช้วิธีฉายรังสีผลไม้ต้านแมลง ยึดกรอบดับบลิวทีโอเปิดตลาดเกษตร เอกชนแนะเจรจาลดภาษีควบคู่แหล่งกำเนิดสินค้า หวั่นซ้ำรอยญี่ปุ่น แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ รอบที่ 5 ระหว่างวันที่ 26-30 ก.ย.นี้ ที่ มลรัฐฮาวาย ในส่วนการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมนั้น ฝ่ายไทยเตรียมเสนอให้สหรัฐเปิดตลาดอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เพราะการเจรจารอบ 4 นั้น สหรัฐยอมลดภาษีสินค้า 0% ให้ไทยหลายรายการ แต่รายการสินค้าที่ไทยมีศักยภาพส่งออก สหรัฐกลับนำไปใส่ในรายการสินค้าอ่อนไหว มีระยะเวลาลดภาษีนานกว่า 10 ปี หรือบางรายการสหรัฐขอลดภาษีภายใน 6-10 ปี โดยสินค้าที่สหรัฐขอลดภาษีกว่า 10 ปี มี 228 รายการในสินค้า 6 กลุ่ม ได้แก่ รองเท้า ปลาทูน่ากระป๋อง ยานยนต์ เครื่องจักรกลที่ใช้กับยานยนต์ (หัวเทียน แบตเตอรี) เซรามิค แก้ว และกระจก มียอดส่งออก 691 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 5% ของมูลค่าการนำเข้ารวมของสหรัฐจากไทย ส่วนกลุ่มสินค้าที่สหรัฐลดภาษีเหลือ 0% ใน 6-10 ปี และเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพส่งออกมี 172 รายการ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เซรามิค ตลับลูกปืน เครื่องแก้ว มูลค่าส่งออก 735 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 7% ของการนำเข้ารวมของสหรัฐจากไทย ไทยคงยอมไม่ได้ และต้องให้สหรัฐทบทวนรายการสินค้าในบัญชีสงวนไว้ ให้ลดภาษีเร็วที่สุด หรือจาก 10 ปี เหลือ 5 ปี และ 6-10 ปีเป็นลด 0% ทันที เพราะสินค้าที่สหรัฐลดภาษีเป็น 0% มีจำนวนมากก็จริง แต่ลดจากอัตราภาษีที่ต่ำอยู่แล้ว จึงได้ประโยชน์ไม่มาก แต่ที่ได้มากกลับไม่ลด จึงต้องเจรจากัน สินค้าอ่อนไหวของสหรัฐมีมากถึง 400 รายการ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วไม่ควรมีมากเช่นนี้ ควรให้แต้มต่อกับไทยบ้าง " แหล่งข่าวกล่าว สำหรับสินค้าอ่อนไหวของไทย มีเพียง 87 รายการ และไทยจะลดภาษีเหลือ 0% ภายใน 6-10 ปี ซึ่งในจำนวนนี้มี 37 รายการเป็นสินค้าอ่อนไหว เช่น ปลา พลาสติก ปิโตรเคมี เหล็ก แก้ว และอะลูมิเนียม ซึ่งภาคเอกชนของไทยไม่ต้องการที่จะให้ลดภาษีในทันที ทั้งนี้ ผลการเจรจาก่อนหน้านี้ ไทยเสนอลดภาษีสินค้าเหลือ 0% ทันที จำนวน 2,200 รายการ รวมกับสินค้าที่มีภาษี 0% อยู่แล้ว 168 รายการ ไทยจะมีอัตราภาษีเหลือ 0% ทันที 61% ของรายการสินค้า หรือคิดเป็น 74% ของมูลค่าการนำเข้า ขณะที่สหรัฐ จะลดภาษีเหลือ 0% ทันที 1,990 รายการ รวมกับรายการที่มีภาษี 0% อยู่แล้วอีก 3,285 รายการ สหรัฐจะมีอัตราภาษีเหลือ 0%ทันที 74% ของรายการสินค้าทั้งหมด หรือ 80% ของมูลค่าการนำเข้า เกษตรฯ ยึดกรอบลดภาษีตามดับบลิวทีโอ นางกาญจนา สิงหอำไพ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า การเจรจารอบ 5 นั้นส่วนของการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ไทยยึดตามกรอบดับบลิวทีโอในการลดภาษี โดยทุกรายการจะอยู่ที่ 0-5% โดยเสนอรายการสินค้าภาพรวมทั้งหมด ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะภาษีนำเข้าของไทยขณะนี้จัดเก็บในอัตราสูงกว่า เมื่อเทียบกับภาษีสหรัฐ ที่จัดเก็บต่ำอยู่แล้ว ดังนั้นสหรัฐต้องมีแต้มต่อให้ไทยที่เป็นประเทศเล็กกว่า " การเจรจาเปิดตลาดสินค้าเกษตร คาดว่าจะคืบหน้าน้อย เพราะเป็นการเสนอรายการสินค้า ให้พิจารณาเป็นครั้งแรก น่าจะรับไปพิจารณากันก่อนแล้วนำมาหารืออีกครั้งในรอบต่อไป ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของการเจรจา การลดภาษีนำเข้า ต้องดำเนินการรอบคอบ โดยเฉพาะไทยที่ปัจจุบันเก็บภาษีสูงกว่า " นางกาญจนา กล่าว สหรัฐจี้ไทยศึกษาวิธีต้านแมลงในผลไม้ นางสาวดุจเดือน ศศนาวิน ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร (มกอช.) กล่าวว่า การเจรจามาตรฐานสินค้าเกษตรกับสหรัฐนั้น สหรัฐเสนอให้ไทยศึกษาโรคแมลงในพืช และให้ดำเนินการทันทีตามกรอบเจรจามาตรฐานสุขอนามัยพืชและสัตว์ (เอสพีเอส) โดยกำหนดให้ไทยวิจัยข้อมูลแมลงที่มีในโลกทั้งหมด ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วพบว่า มีแมลงผลไม้ 1 สปีชีส์ในไทย การศึกษาใหม่จะต้องรอฤดูกาลผลไม้ในปีต่อไป โดยไทยจะเสนอให้สหรัฐพิจารณา วิธีทำลายแมลงในผลไม้ ด้วยการอบไอน้ำ รมเมทิลโบมาย ฉายรังสี และ รักษาความเย็น หรือโคลทรีทเมนท์ ซึ่งทั้งเป็นวิธีการที่คู่ค้าของไทยยอมรับ พร้อมวิธีฉายรังสีที่ไทยจะเสนอใช้กับสหรัฐเป็นแห่งแรก ซึ่งวิธีที่เหมาะสมต่อการส่งออกไปสหรัฐมากสุด คือรักษาความเย็น แต่ไทยยังไม่ได้วิจัยแมลงผลไม้เพิ่ม การส่งออกผลไม้นับจากนี้ ควรใช้วิธีฉายรังสีไปก่อน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะขอความร่วมมือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ติดตั้งเครื่องฉายรังสีต่อไป กรมทรัพย์สินฯ ขอปันส่วนแบ่งไบโอไพเรซี่ นางสาววิบูลลักษณ์ ร่วมรักษ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ในการเจรจาประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา ทางฝ่ายสหรัฐยังไม่มีท่าทีว่าจะเจรจาเรื่องสิทธิบัตรในรอบนี้หรือไม่ แต่ไทยเตรียมเสนอการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทางชีวภาพ หรือไบโอไพเรซี่ โดยมีหลักการว่า หากมีการวิจัยต่อยอด พืชที่นำไปจากประเทศไทย เมื่อมีการวิจัยเสร็จแล้ว จะต้องให้ส่วนแบ่งผลประโยชน์กับท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของพืชชีวภาพ 2.การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ และผ้าไหม แม้ว่า สหรัฐจะไม่มีกฎหมายคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ แต่ไทยต้องการให้สหรัฐ ใช้กฎหมายคุ้มครองทางการค้า ในการคุ้มครองสินค้าข้าวหอมมะลิของไทย ไม่ให้ถูกละเมิด จากประเทศคู่ค้า และสหรัฐเอง เช่นเดียวกับผ้าไหม ซึ่งต้องมีการคุ้มครอง ผ้าไหมที่ทำจากประเทศไทย " ถ้าเป็นผ้าไหม ใช้คำว่า ไทยแลนด์ ซิลล์ และผลิตจากประเทศไทยก็จะได้รับการคุ้มครอง แต่ถ้าเป็นสินค้าที่แม้จะเขียนคำว่า ไทยแลนด์ ซิลล์ แต่ไม่มีการผลิตในประเทศไทย สหรัฐต้องไม่อนุญาต แม้จะวางขายในท้องตลาดตอนนี้ ไทยก็กำลังกำหนดหลักเกณฑ์ทั้งข้าวหอมมะลิ และผ้าไหมไทยให้ได้รับการคุ้มครองในสหรัฐ " นางสาววิบูลลักษณ์ กล่าว เอกชนจี้เจรจาแหล่งกำเนิดควบลดภาษี นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเจรจารอบนี้ คาดว่าจะคืบหน้าเพียง 20% เท่านั้น แม้ระดับผู้นำประเทศจะส่งสัญญาณให้การเจรจาเร็วขึ้น แต่ไม่ได้กำหนดวันสรุปผลที่ชัดเจน เพราะทั้ง 2 ฝ่ายทราบดีว่า การเจรจามีขั้นตอนยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือถึง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เสนอให้เจรจาควบคู่ระหว่างเปิดตลาดและกฎแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง เหมือนกรณีเอฟทีเอญี่ปุ่น แม้จะลดภาษีได้ แต่ติดปัญหาแหล่งกำเนิดสินค้า สำหรับการเจรจาด้านมาตรฐานสินค้านั้น คิดว่า ไม่เหมาะสมที่จะนำมาเจรจาพร้อมการลดภาษี แต่ควรจะใช้วิธีประสานความร่วมมือต่อกันหรือตั้งคณะทำงานร่วมกันระดับผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อแก้ปัญหา และสร้างมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ร่วมมือแบ่งปันเทคโนโลยีที่สหรัฐมีมากกว่าไทย โดยไทยสามารถใช้ข้อต่อรองลดภาษีมากกว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยน รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมและบริการด้วย "การเจรจากับสหรัฐนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่ไทยจะต้องรอบคอบ ซึ่งคงต้องใช้เวลานาน ขณะนี้สหรัฐถือว่าเป็นต่อมาก เพราะเป็นประเทศมหาอำนาจ ข้อเสนอของไทย จึงไม่ได้รับความสนใจ แต่ไทยต้องขอแต้มต่อให้ได้มากที่สุด และดึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ที่สหรัฐมีมากกว่าไทยมาใช้ให้มากที่สุด " นายพรศิลป์ กล่าว
|