หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ออมเงินภาวะตึงตัว...ความ จริงที่นายกฯ ต้องยอมรับ

อาจารย์ วิษณุ บุญมารัตน์ กรรมการหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยบูรพา  กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2548

การออมของไทยมีแนวโน้มลดลงมาก ประกอบกับในระยะ 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้เงินมากในโครงการเมกะโปรเจ็กที่จะเริ่มตั้งแต่ปี 2548-2552

ความวิตกกังวลเรื่องขาดแคลนเงินออมเพื่อนำมาลงทุนอาจมีไม่มากนัก เพราะหลังวิกฤติเศรษฐกิจ การลงทุนในประเทศยังขยายตัวไม่มาก ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่อง ประกอบกับภาครัฐไม่ค่อยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แต่สถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มส่งสัญญาณเศรษฐกิจกำลังประสบปัญหา จึงต้องเร่งระดมเงินออมเพื่อปิดช่องว่างของการออมกับลงทุน

ความสำคัญของเงินออมนอกจากจะช่วยรองรับการลงทุนของภาครัฐและเอกชนในประเทศ เงินออมที่เพิ่มขึ้นยังจะช่วยให้ผู้มีเงินออมมีเงินเพียงพอสำหรับดำรงชีพในอนาคตหรือในยามเกษียณอายุ รวมทั้งช่วยแบ่งเบาภาระสวัสดิการของรัฐบาลซึ่งผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับประเทศชาติ เพราะรัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้ลงทุนหรือพัฒนาประเทศได้มากขึ้น

หากมองในด้านของรัฐบาล การที่จะให้ประชากรมีการออมเพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องส่งเสริมการออมและลงทุนเป็นระบบ โดยเริ่มจากส่งเสริมให้ประชาชนมีวินัยในการออม ส่งเสริมให้รู้จักวางแผนทางการเงิน เพื่อให้เกิดการออมระยะยาว โดยชี้ให้เห็นผลดีของการกำหนดวงเงินการใช้จ่ายแต่ละเดือน เช่น ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หนี้สินที่ต้องผ่อนชำระ และเงินออมที่ต้องกันไว้สำหรับค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน และที่สำคัญคือ การกระตุ้นให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด

ปัจจุบันการออมของไทยอยู่ที่คนเพียงบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีฐานะ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสนับสนุนให้มีเงินออมในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าครองชีพในปัจจุบันได้เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้ประชาชนเดือดร้อนจากข้าวของแพง ที่สำคัญ นายกรัฐมนตรี ต้องยอมรับความจริงกันก็คือ นโยบายประชานิยมของรัฐที่ทำให้การเข้าถึงสินเชื่อกระทำได้ง่ายขึ้น กระตุ้นบริโภคสินค้าของผู้ผลิต รวมทั้งพฤติกรรมบริโภค ทำให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยและเป็นหนี้สินกันมาก

ผลที่เกิดขึ้นคือการออมภาคครัวเรือนลดลงตรงข้ามการบริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าคงทน เช่นรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืมที่สะดวกขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ โครงการประกันสุขภาพของรัฐก็มีส่วนทำให้ครัวเรือนลดความจำเป็นที่จะออมเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน และที่สำคัญครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และ/หรือมีการศึกษาต่ำจะเป็นกลุ่มที่มีการออมไม่เพียงพอและมีปัญหาวางแผนที่จะออม

ขณะที่ค่าเงินแท้จริงหดตัวลงต่อเนื่อง จากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเกินกว่าการขยายตัวของรายได้ “บริโภคนิยม” จึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่า “การออมนิยม” จะไล่ทัน ซึ่งถ้าไม่มีวินัยทางการเงินที่ดี การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่าย จะย้อนกลับมาส่งผลเสียรุนแรงต่อเศรษฐกิจ กลายเป็นเข้าถึงแหล่งหนี้เพิ่มขึ้น

จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งทำการสำรวจทุก 2 ปี พบว่า ในปี 2547 หนี้สินคงค้างเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 104,571 บาท เพิ่มขึ้นถึง 12.6% ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 14,963 บาท เพิ่มขึ้น 4.4% ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อรายได้เฉลี่ยต่อปีของครัวเรือน คิดเป็น 58% ซึ่งสะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน จะทำให้ครัวเรือนมีความอ่อนไหวและเปราะบางต่อปัจจัยเสี่ยงที่ตามมา เช่น การลดลงของรายได้ การว่างงาน ราคาสินค้าสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น

ในการกลับมาของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นจึงถูกมองว่า เป็นดาบสองคม ด้านหนึ่ง อาจเป็นโชคดีของผู้ออม เพราะทำให้มีทางเลือกออมเปิดกว้างมากขึ้นไม่เฉพาะเพียงออมไว้กับธนาคารพาณิชย์ หากยังรวมถึงการลงทุนในกองทุนรวม และออมเงินผ่านประกันชีวิต ซึ่งแต่ละสถาบันจำเป็นต้องดีไซน์รูปแบบให้เข้ากับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อแข่งขันชิงเงินฝาก แต่ในด้านผู้กู้หรือผู้มีหนี้สินแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องแบกรับภาระหนักอึ้ง และได้รับความเดือดร้อนนอกเหนือจากค่าครองชีพที่นับวันจะมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น

กระแสดอกเบี้ยขาขึ้นจึงเป็นที่จับตามองว่า จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการออมและลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนมากขึ้นหรือไม่ เนื่องจากมีแรงผลักดันเข้ามาช่วยกระตุ้นการออมหลายปัจจัย เช่น มาตรการเพิ่มสัดส่วนการออมของประเทศจาก 30.5% ของจีดีพีในปี 2546 เป็น 34% ตามกรอบนโยบายการคลังปี 2548-2552 เพื่อรองรับโครงการเมกะโปรเจ็ก และลดขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

แนวคิดของทางการที่จะจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ หรือ กบช. ซึ่งเป็นรูปแบบการออมภาคบังคับ โดยระยะแรกจะให้ประชาชนที่ทำงานในบริษัท ห้างร้านและนิติบุคคลทั่วไปออมในอัตรา 3% ของเงินเดือน และจะเพิ่มเป็น 6% ในท้ายที่สุด ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีรูปแบบการออมเงินอยู่ 2 รูปแบบที่เป็นตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม คือ 1.การออมเงินในลักษณะที่รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ เช่น กองทุนประกันสังคมและกองทุน กบข. และ 2.การออมแบบสมัครใจ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ

แนวโน้มการออมของครัวเรือนอาจไม่เพิ่มขึ้น เพราะแม้ว่ารายจ่ายของครัวเรือนจะไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเริ่มมีการประหยัดค่าใช้จ่ายกันมากขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง แต่เนื่องจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้รายได้ของคนลดลงและทำให้ส่วนต่างระหว่างรายได้เมื่อนำมาหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะเหลือเป็นเงินออมของครัวเรือนซึ่งอยู่ในอัตราที่ลดลง

รัฐบาลจะออกนโยบายส่งเสริมการออมมากขนาดไหนก็ตาม แต่หากยังไม่เร่งแก้ไขฐานรากของปัญหา ซึ่งได้แก่ปัญหาภาระหนี้สินของภาคประชาชน อันเกิดจากนโยบายประชานิยมที่เร่งกระตุ้นภาคครัวเรือนให้จับจ่ายใช้สอยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาสินค้าสูงขึ้น ค่าของเงินที่ลดลง และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ ทำให้ครัวเรือนต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้น เพื่อให้ได้สินค้าในระดับเท่าเดิม

สุดท้ายเมื่อการออมไม่เพียงพอต่อการลงทุน คงหนีไม่พ้นการกู้เงินจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ซึ่งถึงจุดหนึ่งอาจกลายเป็นชนวนก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นอีก