หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
โชห่วยโวยผังเมืองใหม่เอื้อยักษ์ค้าปลีก

กรุงเทพธุรกิจ  วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2548

ค้าปลีกรากหญ้าเตรียมเท้าพบ"เสริมศักดิ์ -สว่าง" เหตุแอบแก้ไขผังเมืองเอื้อประโยชน์ยักษ์ค้าปลีก ด้านอธิบดีกรมโยธาฯ ชี้ไม่กระทบค้าปลีกรายย่อย พร้อมชงเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทยและคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนคาดอีก 5-6 เดือนประกาศใช้ได้

ตามที่กรมโยธาธิการ และผังเมือง ได้สรุปแก้ไขกฎหมายผังเมือง ที่ควบคุมผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ โดยกำหนดระยะห่างจากเมือง แก้ไขจาก 15 กิโลเมตร ลดลงเหลือ 2 กิโลเมตร กำหนดให้ขนาดของค้าปลีก สามารถเปิดใจกลางเมืองได้ โดยแก้ไขจาก 300 ตารางเมตร เพิ่มเป็น 3,000 ตารางเมตร และสามารถต่อเชื่อมกับอาคารอื่นๆได้

จากการสำรวจความคิดเห็นและสอบถามผู้เกี่ยวข้องในแวดวงธุรกิจหรือกลุ่มค้าปลีกรายย่อย ส่วนใหญ่ต่างระบุว่าหากให้ค้าปลีกขนาดใหญ่สามารถสร้างได้ในรัศมีนอกเขตผังเมืองรวมที่อยู่ห่างจากตัวเมือง 2 กิโลเมตร จะกระทบต่อธุรกิจ ผลกระทบที่เกิดขึ้นสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย และตัวแทนผู้ประกอบการค้าปลีกระดับรากหญ้า พบว่าจะมีการรวมตัวกัน เพื่อยื่นหนังสือคัดค้าน ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ทบทวนข้อสรุปดังกล่าวต่อ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และยื่นต่อนายสว่าง ศรีสกุน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

นายสว่าง ศรีสกุน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่าการออกระเบียบดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในรูปแบบของการแก้ไขกฎกระทรวงมหาดไทย เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่จะสร้างอาคารในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศได้ทำตามระเบียบ เนื่องจากในอดีต การขออนุญาตสร้างอาคารต่างๆ มักจะขอกันจำนวนหลายตารางเมตรบางรายหลายหมื่นตารางเมตร ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายเดิมอยู่แล้ว

แต่หากทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ร่วมมือด้วย และขอยกเว้นโดยการขออนุญาตผ่านสภาท้องถิ่น จากนั้นขออนุมัติจากรัฐมนตรี ก็สามารถสร้างอาคารได้เลยด้วยพื้นที่นับหมื่นตารางเมตร ดังนั้นจึงต้องแก้ไขกฎหมาย เพื่อจำกัดเนื้อที่การก่อสร้างให้เหลือเพียง 4,000 ตารางเมตรเท่านั้น ส่วนกรณีการย่นระยะทางการก่อสร้างที่เดิมให้ไกลจากตัวเมือง 15 กิโลเมตร เหลือเพียง 2 กิโลเมตรนั้น จะเป็นการแก้ไขคนละส่วน โดยเป็นการแก้ไขที่ประกาศอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองด้วยเหตุผล เพื่อให้มีความสอดคล้องกัน

ในเมื่อจำกัดเนื้อที่แล้วก็ผ่อนผันเรื่องระยะทาง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกัน ทั้งนี้การประกาศบังคับใช้ทั้ง 2 ส่วนนั้นขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการบังคับใช้ โดยจะต้องเสนอเรื่องนี้ไปยังกระทรวงมหาดไทยและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนอีกครั้งหนึ่งก่อน ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 5-6 เดือนจะประกาศใช้ได้ ซึ่งเชื่อว่าอย่างน้อย 3 เดือนต่อจากนี้คงยังไม่ประกาศใช้

"ส่วนเรื่องผลกระทบต่อผู้ค้าปลีก หรือโชห่วยคงไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะโชห่วยยังจะต้องไปซื้อสินค้าจากร้านค้าใหญ่ๆ ที่เปิดตามประกาศนี้ เพื่อนำไปจำหน่ายปลีกอีกต่อหนึ่ง แต่ผู้ที่เดือดร้อนคือ ผู้ที่ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ด้วยกันเอง เพราะจะมีคู่แข่งมากขึ้น" นายสว่าง กล่าว

อย่างไรก็ตามหากมีการต่อต้านจากผู้ประกอบการท้องถิ่นทางกรม ก็จะเตรียมเจ้าหน้าที่ไว้คอยชี้แจงกับผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้เข้าใจต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าหากปล่อยให้ผู้ที่สร้างอาคารขนาดใหญ่ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป ก็จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอน ยกตัวอย่างกรณีเกิดปัญหาความร่วมมือระหว่างห้างสรรพสินค้ากับส่วนท้องถิ่นว่า ในกรณีที่เมืองพัทยา หาดใหญ่ จ.สงขลา หรือเมืองใหญ่ๆ อื่นๆ

ปัจจุบันพบว่ามีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ เกิดขึ้นมากมายและมีเนื้อที่นับหมื่นตารางเมตร โดยเริ่มต้นผู้ประกอบการมักจะขออนุญาตจากกรมโยธาธิการและผังเมือง แต่ไม่ได้รับการอนุญาตจึงไปร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และหลายแห่งท้องถิ่นเห็นดีด้วยทางกรมก็จำเป็นต้องยินยอมตามนั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้บรรทัดฐานเดียวกัน เพื่อไม่ให้เป็นข้ออ้าง เพราะการจะก่อสร้างต้องจำกัดในวง 4,000 ตารางเมตรเหมือนกันหมดเท่านั้น

สมาคมค้าปลีกเผยไม่กระทบ

นายลิขิต ฟ้าปโยชนม์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า เรื่องของกฎหมายผังเมืองที่จะมีการผ่อนปรนเรื่องระยะทางจาก 15 กิโลเมตรมาเหลือเป็น 2 กิโลเมตรนั้น ในความเห็นส่วนตัวมองว่า อาจจะมีผลกระทบบ้างโดยเฉพาะกับห้างค้าปลีกภูธร เพราะหากสามารถสร้างใกล้กับเทศบาลก็จะยิ่งทำให้ใกล้กับห้างภูธรหรือห้างท้องถิ่นมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันห้างภูธรหลายๆ แห่งได้มีการพัฒนาและปรับโฉมกันแล้ว และมีการปรับตัวรองรับกับรายใหม่ๆ เช่น การรวมตัวเป็นพันธมิตรกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

“ที่ผ่านมาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดหลายๆแห่ง ดิสเคาท์สโตร์ที่เกิดขึ้นใหม่ก็มีการสร้างไปแล้ว เช่นที่จังหวัดอุดรธานี ก็มีห้างใหม่สร้างอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2 กิโลเมตร ถามว่ากระทบต่อโรบินสันที่ตั้งอยู่เดิมหรือไม่ ก็คงไม่กระทบ หรือจะกระทบกับรายเล็กๆ ก็คงไม่กระทบเท่าไรนัก เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการรายเล็กหรือโชห่วยเข้าใจในสถานการณ์ และมีการปรับตัวกันไปแล้ว” นายลิขิตกล่าว

หากมองในมุมกลับกัน ในเรื่องของการกำหนดการสร้างห้างค้าปลีก ถ้าหากให้มีระยะห่างจากตัวเทศบาลมากเกินไป ก็อาจจะไม่เกิดการลงทุนในท้องถิ่น ไม่มีการแข่งขันแบบเสรี ผู้บริโภคก็จะไม่ได้ประโยชน์

แฟมิลี่มาร์ทระบุต้องแก้ผูกขาดการค้า

นางสาวช่อผกา วิริยานนท์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด แฟมิลี่มาร์ท ผู้บริหารคอนวีเนียนสโตร์ แฟมิลี่มาร์ท เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า การแก้กฎหมายผังเมืองครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบกับธุรกิจค้าปลีกเท่าไรนัก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจ หรือเข้ามาแย่งตลาดในรูปแบบอื่นๆ ได้อยู่แล้ว เช่น การปรับขนาดของร้านหรือห้างให้เล็กลง ดังนั้นการกำหนดเรื่องระยะทางของการตั้งห้างสรรพสินค้าหรือดิสเคาท์สโตร์ หรือการแก้กฎหมายในทางปฏิบัติจึงไม่มีผลนัก

“ในทางธุรกิจแล้วผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่หากรัฐบาลไม่มีการแก้กฎหมายดังกล่าว โดยยังให้อยู่ในกรอบเดิมคือ ระยะทางที่ห่างจากตัวเทศบาล 15 กิโลเมตร ก็จะทำให้การลงทุนสร้างแห่งใหม่ทำได้ช้าลง แต่สุดท้ายแล้วผู้ประกอบการรายย่อยอย่างโชห่วยก็ต้องปรับตัว เพราะทุกวันนี้การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกรุนแรงมาก” นางสาวช่อผกา กล่าว

นางสาวช่อผกา กล่าวว่าไม่ว่าจะมีการกำหนดออกมาในรูปแบบใด สิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้ก็คือ รัฐควรส่งเสริมให้ความรู้กับผู้ประกอบการรายย่อยหรือโชห่วยในด้านระบบการจัดการ และระบบโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุด เพราะเรื่องโลจิสติกส์ หมายถึงต้นทุนของระบบการจัดการ ซึ่งหากรัฐมีการช่วยเหลือโชห่วยในด้านนี้ ก็จะทำให้ต้นทุนต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอีกด้วย

นอกจากนี้สิ่งที่แฟมิลี่มาร์ทอยากจะฝากไว้ให้กับภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือ ปัจจุบันเรื่องของการแก้กฎหมายผังเมืองถือว่ายังไม่ใช่เป็นประเด็นใหญ่ หรือเรื่องเร่งด่วนนัก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ ควรจะแก้ไขเรื่องของการผูกขาดทางการค้า เพราะทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่จะมีอำนาจในการต่อสู้ และแข่งขันในตลาดได้ ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐจัดทำมาตรการการผูกขาดทางการค้าออกมาช่วยเหลือ

“สิ่งนี้เป็นประเด็นใหญ่และสำคัญที่สุด ดูได้จากธุรกิจทุกวันนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่มีอำนาจผูกขาดตลาดแค่ไหน แต่เหมือนไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องกฎหมายผังเมืองก็ไม่มีผลกระทบกับแฟมิลี่มาร์ท” นางสาวช่อผกา กล่าวและว่าปัจจุบันแฟมิลี่มาร์ทยังคงมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดทั่วประเทศมีอยู่ทั้งหมด 500 สาขา

ชี้ใช้กฎหมายท้องถิ่นคุมค้าปลีกต่างชาติ

ด้านนายพีระพล พัฒนาพีรเดช นายกเทศมนตรีเทศบาลนครขอนแก่น เปิดเผยว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องว่ามีการประกาศให้ห้างต่างชาติเข้ามาก่อตั้งในเขตรัศมี 2 กิโลเมตร แต่ถ้าดูจากเจตนารมณ์ของโยธาธิการและผังเมืองแล้ว คงไม่เกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์กับห้างต่างชาติ แต่เพื่อต้องการให้ค้าปลีกเกิดการแข่งขันด้านการลงทุนมากกว่า แต่หากมองในทางกลับกัน การเปิดโอกาสให้ห้างต่างชาติเข้ามาก่อตั้งตามจังหวัดต่างๆ นั้น อาจจะเป็นการผูกขาดทางการค้าก็ได้ กล่าวคือ เมื่อสังคมอยู่ในยุคของทุนนิยม ผู้ที่มีทุนก็เข้ามาลงทุน ทำให้ผู้บริโภคอาจจะซื้อของในราคาที่ถูกในช่วงแรกและก็นิยมเข้าห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะทำให้ร้านโชห่วย หรือค้าปลีกขนาดเล็กต้องล่มสลายไป และในที่สุดห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ก็จะผูกขาดทางการค้า โดยที่กำหนดราคาเอง

“การที่ประเทศนำเอาคำว่า “เสรี” มาใช้นั้นมันก็เปรียบเสมือนเป็นดาบสองคม ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะมองในด้านใดเพียงเท่านั้น แต่ผมหวังว่ารัฐบาลควรมีหลักการที่ชัดเจน คือจะต้องดูแลคนที่อ่อนแอ ไม่เปิดคอกให้ต่างชาติเข้ามาทำลายคนในประเทศ จนทำให้ค้าปลีกของคนไทยต้องล่มสลายไปเพราะว่าคำการค้าเสรี” นายพีระพล กล่าว

ด้านนายเกียรติสุทธิ์ วรรัตนธรรม ประธานหอการค้าจังหวัดสกลนคร กล่าวถึงการอนุญาตให้ห้างสรรพสินค้าเข้ามาก่อตั้งในเขตเมืองรัศมี 2 กิโลเมตร นี้คาดว่ากระทบกับร้านค้าปลีกอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะ ณ ขณะนี้สกลนครมีห้างต่างชาติที่เข้ามาเปิดในรูปแบบดิสเคาท์สโตร์แล้ว 2 ห้างคือ แม็คโครกับเทสโก้โลตัส และล่าสุดห้างท้องถิ่นได้ร่วมทุนกับห้างบิ๊กซีกำลังจะเปิดดำเนินการในเร็วๆ นี้

หากมองว่าในแง่ของผู้บริโภคนั้น ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากการที่ห้างต่างชาติเข้ามา เพราะเมื่อเขาเข้ามาพร้อมๆ กันก็เกิดความหลากหลายของสินค้า ซึ่งผู้บริโภคจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน แต่ในส่วนของผู้ประกอบการค้าปลีกนั้น ณ เวลานี้คงไม่ต้องมาพูดถึงคำว่ากระทบหรือไม่ แต่ค้าปลีกหรือโชห่วยจะต้องปรับตัวเพื่อรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และที่สำคัญจะต้องรู้ทันข่าวสารว่ามีการเข้ามาลงทุนประเภทค้าปลีกมากน้อยแค่ไหน จึงจะสามารถอยู่รอดได้

แม้ว่าจะมีการประกาศให้มีการก่อสร้างห้างในรัศมี 2 กิโลเมตรก็ตาม แต่คาดว่าจะยังไม่มีผลบังคับใช้ได้ทันที คงจะต้องผ่านขั้นตอนพระราชกฤษฎีกาก่อน ซึ่งหากจังหวัดใดที่ยังไม่มีห้างต่างชาติเข้าไปก่อตั้ง อาจมีกฎหมายท้องถิ่นเพื่อออกมาควบคุมการเข้ามาของห้างต่างชาติได้ ซึ่งหากมีกฎหมายท้องถิ่นควบคุม การทำเอฟทีเอก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้

เอกชนสงขลาค้านห้างใหญ่สร้างเขตเมือง2กิโลเมตร

นายเกียรติพงษ์ สิริธนวงศ์สกุล กรรมการผู้จัดการเค แอนด์ เค ซูเปอร์ค้าส่ง และในฐานะรองประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่าประเด็นนี้ได้เตรียมประสานเครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ทั่วประเทศ เพื่อหารือกับสมาคมค้าปลีกแห่งประเทศไทย เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว และที่ผ่านมาได้แสดงเจตนารมณ์ และจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ให้รัฐหรือผู้เกี่ยวข้องล้มเลิกความคิดนี้ นอกจากนี้เตรียมร้องเรียนผ่านเวบไซต์ระฆังทองอีกด้วย

ทั้งนี้ผลพวงที่ตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือผู้ประกอบกิจการค้าปลีกในพื้นที่เขตเมืองจะมียอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงกับผู้ทำธุรกิจขนาดเล็กแล้ว ปัญหาที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกนั้นคือ ความแออัดในสังคมเมือง แทนที่รัฐจะกระจายความเจริญออกไปยังพื้นที่รอบนอกทุกอย่างจะกลับไปกระจุกในพื้นที่จุดๆเดียวเท่านั้น

"ผลพวงที่เห็นชัดเจนในพื้นที่หาดใหญ่ หลังจากมีห้างขนาดใหญ่เกิดขึ้นในเขตเมือง คือในพื้นที่ร้านค้าปลีกสินค้านานาชนิดทั้งตลาดสดพลาซ่า ตลาดกิมหยง หรือตลาดสันติสุขมียอดขายลดฮวบทันที และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องและนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น และกระทบผู้ประกอบการรายย่อยเป็นวงกว้าง"นายเกียรติพงษ์ กล่าว