หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
อาบ อบ นวด

โดย วัลลภ ตังคณานุรักษ์  มติชนรายวัน วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10059

กรณีการอนุญาตให้เปิดสถาน "อาบ อบ นวด" ขึ้นตรงข้ามโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ย่านถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ได้ก่อให้เกิดกระแสคัดค้านอย่างรุนแรงและขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ กระทั่งนายกรัฐมนตรี ต้องออกมากล่าวเป็นนัยสำคัญทำนองที่ว่า "ต้องดูแลศีลธรรมประชาชนด้วย โดยเฉพาะส่วนที่กระทบต่อเด็กและเยาวชน อย่าได้ตีความกฎหมายแบบศรีธนญชัยและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้องรีบทบทวน"

เท่านั้นเองการมีคำสั่งเรียกประชุมใหญ่นายตำรวจระดับนายพลทั้งหลาย ก็เริ่มขึ้นภายใต้โจทย์ข้อใหญ่ ที่เป็นความเห็นสองฝ่ายก็คือ ฝ่ายเห็นด้วยให้เหตุผลว่าเปิดได้เพราะอยู่ในเขตโซนนิ่ง

ส่วนฝ่ายที่คัดค้านยึดเอากฎหมายสถานบริการ ที่กำหนดไว้ว่าสถานบริการนั้นห้ามตั้งใกล้วัด ใกล้สถานศึกษา ใกล้ศูนย์เยาวชน ฯลฯ เป็นเหตุผลข้อห้ามที่สำคัญ

ซึ่งผลสรุปสุดท้ายดังที่ได้ทราบกันแล้วก็คือ "ไม่อนุญาตให้เปิด"

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นอะไรในสังคมไทย คำตอบที่ชัดแจ้งก็คือ

หนึ่ง สังคมไทยปล่อยให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายมานานหลายสิบปี โดยอนุญาตให้เปิดสถานบริการใกล้วัด ใกล้สถานศึกษา ใกล้ศูนย์เยาวชน ใกล้บ้านเรือนผู้คน ฯลฯ เรื่อยมา เข้าทำนอง "เงินเป็นใหญ่ ง้างอะไรก็ได้" ดังปัจจุบันที่สถานบริการมากมายได้ผุดรายล้อมสังคมและสร้างปัญหาอยู่มากมาย

ดังนั้นข้อเสนอที่น่าจะเป็นก็คือ "การออกใบอนุญาตให้แก่สถานบริการทั้งหลายนั้น น่าจะอยู่ในรูปของคณะกรรมการร่วม จากหลายส่วนราชการและบุคคลภายนอก มากกว่าให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตำรวจแต่ฝ่ายเดียว"

สอง เมื่อเกิดกรณีสถานอาบ อบ นวด แห่งนี้ขึ้นและนำไปสู่การพิจารณาอย่างตรงไปตรงมานั้น น่าคิดว่าสถานบริการที่เปิดอยู่ทั่วไปทั้งประเทศ ทั้งที่เปิดผิดกฎหมายโดยเปิดใกล้สถานที่ห้ามเปิด เปิดโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เปิดด้วยใบอนุญาตแบบหนึ่งแต่ไปให้บริการอีกลักษณะหนึ่ง หรือแอบเปิดให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปใช้บริการ ต่างๆ นานาเหล่านี้ยังมีอยู่มากมาย

ข้อเสนอเร่งด่วนก็คือบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีควรจะใช้โอกาสที่ดีนี้ ออกคำสั่งให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทบทวน และจัดการแก้ปัญหาให้แก่สังคมโดยเร็ว ซึ่งเบื้องต้นนั้นขอให้ใช้ข้อมูลที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำการเก็บสำรวจสถานบริการ ที่เปิดอยู่รอบๆ โรงเรียนทุกแห่งไว้แล้ว ยกขึ้นมาเป็นส่วนแรกในการดำเนินการได้

หรือจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วประเทศส่งข้อมูลสถานบริการที่ตั้งในที่ไม่เหมาะสมมาให้ทบทวน ก็จะได้ข้อมูลที่เป็นจริงกว้างขวางขึ้น

สาม ขอให้ช่วยพิจารณาใช้มาตรา 5 ของ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ที่กำหนดว่า "เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นสมควรจะกำหนดเขตอันมีปริมณฑลจำกัดในท้องที่ใด (โซนนิ่ง) เพื่อการอนุญาตหรืองดอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ก็ให้กระทำได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา"

ประการนี้ข้อเสนอก็คือให้รัฐมนตรีช่วยประกาศให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาเข้าชื่อร้องขอ เพื่อให้ช่วยกำหนดเขตโซนนิ่งไม่ให้มีสถานบริการ (เขตปลอดสถานบริการ) ก็จะช่วยให้สังคมมีสภาพแวดล้อมที่ดีเพิ่มมากขึ้น และเป็นการจำกัดสถานบริการไปในตัว ไม่ใช่ให้เกิดขึ้นจนประชาชนต้องย้ายหนีเหมือนปัจจุบัน

ข้อสังเกตประกอบข้อเสนอแนะทั้งสามประการนี้ หวังว่าจะได้รับการขานรับเพราะผู้เขียนได้เรียกร้องมานานหลายปีแล้ว และเกือบสำเร็จในช่วงที่ ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่หากสามารถดำเนินการขึ้นได้สำเร็จในช่วงนี้ ก็ยังไม่สายเกินไป ทั้งนี้ก็เพราะว่ารัฐบาลได้ประกาศเป็นนโยบาย และแถลงต่อรัฐสภาไว้แล้วเมื่อวันพุธที่ 23 มีนาคม 2548 ว่า

"...รัฐบาลจะจัดตั้งเขตปลอดอบายมุขรอบสถานศึกษา โดยผลักดันกฎหมายและมาตรการเพื่อให้อบายมุข ยาเสพติด และสิ่งยั่วยุทางเพศ อยู่ห่างไกลจากเยาวชน..."

รีบใช้โอกาสที่ดีนี้ดำเนินการตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ แล้วเสียงแซ่ซ้องจากประชาชนจะดังขึ้นมากกว่าการจัดการกับสถานอาบ อบ นวด เพียงแห่งเดียว

เพราะเข้าข่ายการเลือกปฏิบัตินะ จะบอกให้

หน้า 9