หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
จีนในศตวรรษที่ 21 เข้มแข็ง ยิ่งใหญ่ แต่ไม่คุกคาม?

หน้าต่างความคิด : ธีระ นุชเปี่ยม นักวิจัยอาวุโส ประจำสถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2548

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่โดดเด่น เข้มแข็ง และมีบทบาทสำคัญในโลกมากยิ่งขึ้น โดยได้พยายามปรับเปลี่ยนทั้งภาพลักษณ์และท่าทีด้านต่างประเทศ และขยายการติดต่อสัมพันธ์กับประเทศและกลุ่มประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวาง

แต่ความเข้าใจของประชาคมโลกเกี่ยวกับจีนมักจะมีภาพลักษณ์ของการเป็น "ภัยคุกคาม" เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยโดยทางการจีนเอง ดูจะตระหนักดีถึงความหวาดระแวงไม่ไว้ใจที่ยังหลงเหลืออยู่ในบรรดาชาติต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงพยายามที่จะแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า การก้าวขึ้นมามีความเข้มแข็งโดดเด่นของจีน เป็น "การก้าวขึ้นมาอย่างสันติ" (peaceful rise)

"การทูตใหม่" ของจีน? ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 จีนได้ปรับความสัมพันธ์และขยายการติดต่อกับประเทศต่างๆ จำนวนมาก มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการทูต ซึ่งรวมไปถึงการยอมรับกระแสโลกาภิวัตน์ การเข้าร่วมในข้อตกลงด้านการค้า และความมั่นคงหลากหลาย การเข้าไปมีบทบาทในสถาบันและเวทีพหุภาคีทั้งของโลกและภูมิภาค การมีส่วนร่วมจัดการกับปัญหาความมั่นคงระดับโลกหลายกรณี พร้อมๆ ไปกับการหาทางยุติ หรือลดปัญหาข้อขัดแย้ง และกรณีพิพาททางดินแดนกับชาติเพื่อนบ้าน ที่ได้สร้างความบาดหมางตึงเครียดระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน มาเป็นเวลายาวนาน ในการเข้าไปมีบทบาทในลักษณะต่างๆ เหล่านี้ จีนมีท่าทีและแนวทางที่เป็นการเผชิญหน้าน้อยลง มีความลุ่มลึกและแสดงออกซึ่งความมั่นใจมากขึ้น และนอกจากนั้น ยังเป็นไปในแนวทางสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นด้วย

ทางเลือกนโยบายที่น่าสนใจยิ่งของจีนก็คือ การใช้โลกาภิวัตน์ที่ขยายขอบเขตครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัย จัดการกับการครอบงำทางอำนาจของสหรัฐอเมริกา และส่งเสริมขึ้นมามีฐานะทางอำนาจของตน "แนวทางพหุภาคี" ที่กลายมาเป็นแนวทางใหม่ของจีน มุ่งหวังที่จะให้มีผลทั้งยับยั้งการดำเนินงานโดยพลการของสหรัฐ และส่งเสริมการขึ้นมามีฐานะทางอำนาจของตน นั่นคือหวังว่าจะช่วยลดความหวั่นเกรงเกี่ยวกับการขึ้นมามีบทบาทของจีนด้วย

ปักกิ่งเริ่มสนใจแสวงหาแนวทางที่จะทำให้โลกาภิวัตน์เปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันทางอำนาจแบบดั้งเดิมที่เป็นไปในลักษณะของ "zero-sum game" มาเป็นการแข่งขันที่สามารถจะเอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย (win-win competition)

ดังนั้น แม้ว่าการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากกระแสโลกาภิวัตน์ จะทำให้จีนต้องผูกพันตนเองกับระบบโลกมากขึ้น แต่ก็เปิดโอกาสให้จีนได้ส่งเสริมผลักดันการมีบทบาทผู้นำของตน เช่น ใน WTO โดยไม่ก่อให้เกิดความหวั่นเกรง เกี่ยวกับการขึ้นมามีบทบาทนี้

ยุทธศาสตร์ของจีนปัจจุบันจึงเป็นการอาศัยกลไกทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ตั้งแต่สถาบันพหุภาคี ไปจนถึงการสร้างความผูกพันทางเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมบทบาทของจีนทั้งในระดับภูมิภาคและบนเวทีโลก การเข้าเป็นสมาชิก WTO และการเข้าร่วมในสนธิสัญญาองค์กรระหว่างประเทศ และกิจกรรมระหว่างชาติต่างๆ (รวมทั้งการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งต่อไปใน ค.ศ.2008) เป็นเครื่องบ่งบอกถึงการก้าวขึ้นมาอย่างโดดเด่นและเข้มแข็งของจีน แต่ก็เป็นการก้าวขึ้นมา "อย่างสันติ"

จีนเป็นภัยคุกคาม?

แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทและท่าทีของจีนในด้านต่างๆ แต่การที่จีนกำลังเติบใหญ่มั่งคั่งมากขึ้น ในทางเศรษฐกิจ  และก้าวหน้าเข้มแข็งขึ้นในทางทหาร ย่อมก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับผลที่จะตามมา เมื่อประกอบกับปัญหาระหว่างประเทศ ที่จีนเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น กรณีไต้หวันที่จีนถือว่าเป็นเรื่องภายในของตน กรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ และความหวาดระแวงเกี่ยวกับอิทธิพลของจีนต่อบางประเทศ เช่น เมียนมาร์และเกาหลีเหนือ ทำให้ความคิดที่ว่า "จีนเป็นภัยคุกคาม" ยังเป็นทั้งประเด็นถกเถียง และปัจจัยสร้างความหวาดระแวงที่มีต่อจีนในปัจจุบัน

ทางการสหรัฐซึ่งเป็นแหล่งที่มาสำคัญของความคิดเรื่องการเป็นภัยคุกคามของจีน พยายามชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้ จีนมิได้เผชิญกับการคุกคามโดยตรงจากประเทศใด แต่ยังคงลงทุนมหาศาลในกิจการทหาร โดยเฉพาะในโครงการ ที่แสดงถึงการมุ่งขยายขอบเขตการใช้อำนาจของตน ดังนั้น ในอนาคตเมื่อกำลังอำนาจทางทหารของจีน เติบโตขยายตัว ผู้นำจีนก็อาจจะมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะใช้กำลังหรือใช้การบังคับทั้งเพื่อความได้เปรียบทางการทูต การส่งเสริมผลประโยชน์ด้านความมั่นคง และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

นอกจากนั้น การกลับมาของอิทธิพลของภาษาและวัฒนธรรมจีน จากการขยายตัวการติดต่อสัมพันธ์ด้านต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว ซึ่งจีนมีบทบาทสำคัญในขณะนี้ ก็อาจกลายเป็นปัจจัยสร้างความหวาดระแวงในอนาคตได้ เช่น ในบรรดาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เข้มแข็งเติบใหญ่อย่างสันติ?

ทั้งทางการและวงวิชาการจีนตระหนักถึงความหวาดระแวงของประชาคมโลก เกี่ยวกับการก้าวขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นของจีน ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 จึงมีความเคลื่อนไหว เพื่อลดความหวาดระแวงดังกล่าว แนวคิดสำคัญ ซึ่งเสนอขึ้นมาเพื่อตอบโต้ความคิดที่ว่า "จีนเป็นภัยคุกคาม" คือความคิดว่าด้วย "การก้าวขึ้นมาอย่างสันติ" โดยผู้นำจีน ทั้งประธานาธิบดี หู จิ่นเทา และนายกรัฐมนตรี เวิน เจียเป่า ได้นำแนวคิดดังกล่าวนี้ไปกล่าวย้ำในวาระต่างๆ หลายครั้ง ในช่วง ค.ศ.2003-2004 ทั้งในเอเชียและสหรัฐ

แม้ว่าความคิดนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยทั้งในจีนเองและในต่างประเทศ แต่ความพยายามของจีน ที่จะเสนอภาพของการมุ่งในแนวทางสันติ และสร้างสรรค์คงจะมีต่อไป เช่น การใช้การรำลึกถึง 600 ปีของ "เจิ้งเหอ" (ซึ่งคนไทยรู้จักกันในนาม "ซำปอกง" ที่เคยมาแวะมาไทยสมัยอยุธยาตอนต้น) แม่ทัพเรือผู้เกรียงไกรของราชสำนักหมิง เป็นแบบอย่างหรือตัวแทนภาพลักษณ์ของจีน ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์อย่างสันติกับประเทศต่างๆ จีนคงประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในเรื่องนี้ แต่หากจะให้ความหวาดระแวงหมดไปโดยสิ้นเชิงนั้นคงเป็นไปไม่ได้