|
||||||||||||||
|
เศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยเมื่อไหร่
คอลัมน์ ระดมสมอง โดย เพสซิมิสต์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3725 (2925) นักเศรษฐศาสตร์หลายคนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องหน้าแตกไปตามๆ กัน เพราะได้ออกมาคาดการณ์ว่า ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐ-ไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลงบประมาณ การออมภาคครัวเรือนที่ตกต่ำ ในขณะที่หนี้สินพอกพูน จะต้องทำให้เศรษฐกิจสหรัฐต้องประสบปัญหา และเข้าสู่สภาวะถดถอยอย่างรุนแรงในที่สุด เวลาก็ล่วงเลยมาแล้ว 2-3 ปี แต่ก็ไม่เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีปัญหาอะไร จีดีพีก็ยังขยายตัวได้ในอัตรา 3.5-4.0% เงินเฟ้อก็ต่ำ การว่างงานก็ต่ำ จนสรุปได้ว่า ในบรรดาประเทศพัฒนาแล้วนั้น เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในสถานะที่ดีกว่าใครเพื่อน และยังเป็นเศรษฐกิจชั้นแนวหน้าที่ประเทศต่างๆ ต้องพึ่งพา เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของตนเอง การคาดการณ์เกี่ยวกับการล่มสลายของเศรษฐกิจสหรัฐนั้น เกิดขึ้นมาเกือบ 5 ปีแล้ว เริ่มต้นจากการแตกของฟองสบู่ ที่เกิดจากการลงทุนในหุ้นอินเทอร์เน็ต เมื่อต้นปี 2000 ซึ่งครั้งนั้น ก็มีการคาดการณ์กันว่า ราคาหุ้นในสหรัฐที่ลดลงนั้น คิดเป็นมูลค่าเสียหายถึง 5-7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้หลายคน เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะต้องถดถอยอย่างรุนแรง แต่การถดถอยที่เกิดขึ้นนั้น ถือได้ว่า เล็กน้อยมาก ต่อมาก็ประสบกับการก่อการร้ายที่นครนิวยอร์ก และกรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 แต่ในที่สุด เศรษฐกิจสหรัฐก็สามารถฟื้นตัวได้ ซึ่งส่วนสำคัญน่าจะเป็นผลมาจากการปรับลดดอกเบี้ยจาก 6.5% ในปี 2000 มาเหลือเพียง 1.0% ในปี 2001 แต่ก็ยังมีการวิเคราะห์ต่อว่า การลดดอกเบี้ยดังกล่าว ได้ทำให้เกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ อย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน ครัวเรือนสหรัฐก็หลงระเริงกับราคาบ้านที่สูงขึ้น เพราะสามารถกู้เงินมาใช้จ่ายได้อย่างฟุ่มเฟือย โดยใช้บ้านเป็นหลักประกันในการกู้เงิน จนในขณะนี้ภาคครัวเรือนของสหรัฐ แทบจะมีหนี้สินพ้นตัว ในขณะที่อัตราการออมติดลบ จึงทำให้เศรษฐกิจสหรัฐน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะธนาคารกลางกำลังปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่นักวิเคราะห์ เศรษฐกิจสหรัฐส่วนใหญ่ ก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนกันมากนัก และก็ยังคาดการณ์ว่า การบริโภคจะสามารถขยายตัว 3-4% และเป็นตัวแปรที่จะนำไปสู่การขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐยังไมสามารถปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ยังเป็นตัวเลข 2 หลักในขณะนี้ และไม่เห็นว่าจะมีปัญหาฟองสบู่แตกแต่อย่างใด สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เป็นห่วงมากที่สุด ดูเหมือนว่าจะเป็นปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐที่สูงขึ้นต่อเนื่องถึง 6% ของจีดีพี (7 แสนล้านเหรียญ) และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นได้อีก ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ขาดดุลงบประมาณมากถึง 4 แสนล้านเหรียญ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะต้องเผชิญกับปัจจัยลบ 2 ตัว คือ การอ่อนตัวของค่าเงินเหรียญสหรัฐพร้อมๆ ไปกับการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วของดอกเบี้ยทั้งดอกเบี้ยระยะสั้น และดอกเบี้ยระยะยาว ต่อมานักเศรษฐศาสตร์ก็เริ่มหันมาวิเคราะห์การไหลเข้าของเงินทุน ซึ่งช่วยให้สหรัฐสามารถขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้อย่างต่อเนื่อง เป็นจำนวนมากๆ และพบว่าการใช้จ่ายเกินตัวของคนสหรัฐ (หรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด) นั้น ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลางของประเทศเอเชียเป็นสำคัญคือ เอเชียเป็นผู้ขายสินค้าให้สหรัฐในราคาถูกๆ เพื่อให้สหรัฐมีความกินดีอยู่ดี เกินสถานะทางการเงินของตนเอง โดย "ปล่อยกู้" ให้กับชาวสหรัฐ โดยการนำเอาเงินดอลลาร์มาเก็บเอาไว้เป็นทุนสำรอง (ขายสินค้าเพื่อแลกกับกระดาษ) ซ้ำร้าย ยังนำเอาเงินดอลลาร์ที่ได้มาไปใช้ในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน ทำให้พันธบัตรราคาสูง หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ดอกเบี้ยของสหรัฐปรับตัวอยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นประโยชน์กับสหรัฐยิ่งขึ้น เพราะนอกจากธนาคารกลางของเอเชียจะปล่อยกู้ให้กับสหรัฐแล้ว ยังใจดีปล่อยกู้ให้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำอีกด้วย ต่อมานักเศรษฐศาสตร์อเมริกันที่วิเคราะห์ว่าพฤติกรรมของธนาคารกลางของเอเชียนั้น จะเป็นไปอย่างนี้อีกนับเป็นสิบๆ ปี ดังที่ธนาคารกลางยุโรปเคยเก็บสะสมเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อ 40-50 ปีก่อนหน้า หรือที่เรียกกันว่าระบบ Bretton Woods ผู้ที่เชื่อการวิเคราะห์ดังกล่าวก็จะสามารถวางใจได้ว่าประเทศเอเชียจะขายสินค้าราคาถูกพร้อมๆ กับการปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำให้สหรัฐต่อไป ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ในลักษณะเช่นที่เป็นอยู่ปัจจุบันไปได้อีกนับเป็นสิบปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเอเชียที่เอื้ออาทรนี้มีจริง ก็ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐ (เช่นประธานคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ของประธานาธิบดีบุช Mr.Ben Bernake) ออกมาวิเคราะห์ว่าการที่สหรัฐต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นจำนวนมาก กล่าวคือ ต้องนำเอาเงินออมของโลกมาใช้จ่ายเป็นจำนวนมากนั้น เป็นเพราะประเทศอื่นๆ มีปัญหาคือ มีเงินออมมากเกินไปจึงต้องหาแหล่งที่จะรับเอาเงินออมส่วนเกินดังกล่าวไปใช้จ่าย หมายความว่า ประเทศต่างๆ ที่ตำหนิสหรัฐว่าใช้จ่ายเกินตัวนั้นควรที่จะขอบคุณสหรัฐเสียด้วยซ้ำ ที่รับอาสานำเอาเงินออมส่วนเกินในโลกไปใช้ ซึ่งก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และในเมื่อนักเศรษฐศาสตร์ที่อาวุโสจนเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีบุช ยังมองไม่เห็นว่าสหรัฐมีปัญหาการขาดดุลยภาพทางเศรษฐกิจแล้ว การแก้ปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่สำคัญคือ Mr.Ben Bernake เป็นตัวเลือกคนหนึ่งที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐ แทนนายกรีนสแปนที่จะพ้นตำแหน่งไปในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะความไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐนั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก และเป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่งที่บรรจุอยู่ในเอกสาร World Economic Outlook สำหรับปี 2005 ของไอเอ็มเอฟที่จะพิมพ์ออกมาในเร็ววันนี้ โดยใจความในบทที่ 2 ของเอกสารดังกล่าวตอกย้ำถึงอันตรายของเศรษฐกิจโลก ที่ต้องพึ่งพาการใช้จ่ายอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา กล่าวคือ ไอเอ็มเอฟ มองเห็นว่าหากผู้บริโภคสหรัฐเกิดประสบปัญหาขึ้นมา แล้วชะลอการบริโภคเศรษฐกิจโลก ก็จะชะลอตัวลงอย่างรุนแรงได้ ที่สำคัญ คือ สถานะทางการเงินของผู้บริโภคสหรัฐนั้นค่อนข้างจะย่ำแย่เพราะเป็นหนี้มาก ในขณะที่ดอกเบี้ยกำลังเป็นขาขึ้นพร้อมกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจนเริ่มเป็นปัญหา นอกจากนั้นก็ยังมีความเป็นไปได้ว่าฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ก็อาจแตกได้ เพราะราคาปรับตัวขึ้นเกินจริงมาหลายปีแล้ว ต่อประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันบางคน (โดยเฉพาะ Mr.bernake) อ้างว่าสหรัฐต้อง "ช่วยโลก" โดยการเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เพราะประเทศอื่นๆ ในโลกออมเงินมากเกินไปนั้น ไอเอ็มเอฟได้วิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยละเอียดและให้คำตอบว่า "เงินออมนั้นลดลงทั่วโลกมานานหลายปีแล้ว ตั้งแต่ 1998 จนถึงจุดต่ำสุดในปี 2002 ไม่ใช่ว่าเงินออมของโลกมีเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด" "การลดลงของเงินออมนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงของเงินออมในประเทศอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการออมของครัวเรือน ซึ่งการออมของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นทดแทนได้ไม่หมด การออมในประเทศตลาดเกิดใหม่และผู้ส่งออกน้ำมันก็เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถทดแทนได้หมดเช่นกัน" "ข้อสรุปคือ โลกไม่ได้มีเงินออม "เหลือเฟือ" และขณะนี้เงินออมกำลังไหล "ผิดทาง" คือ จากประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งควรลงทุนเพิ่ม) มาสู่ประเทศสหรัฐซึ่งเอาไปใช้บริโภค" บทวิเคราะห์ของไอเอ็มเอฟให้คำตอบที่ถูกต้องว่าปัญหาไม่ใช่การออมที่มากเกินไป แต่กลายเป็นปัญหาการลงทุนที่น้อยเกินไป ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา นอกจากนั้น ที่น่าสนใจคือ ไอเอ็มเอฟคำนวณว่าผลตอบแทนจากการลงทุน (return on capital) ในประเทศกำลังพัฒนานั้นอยู่ในระดับต่ำ คือ ประมาณ 13.3% ในช่วง 1994-2003 เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ 7.8% ในประเทศกลุ่มจี-7 บางคนอาจถามว่าทำไมจึงพูดว่าต่ำทั้งๆ ที่สูงกว่าการลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วเกือบ 6% คำตอบ คือ การลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาผันผวนกว่าและมีความเสี่ยงด้านต่างๆ มากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งเพิ่งผ่านวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 1997 หากการออมไม่ได้มากเกินไปแล้ว การแก้ปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐ กิจโลกจะต้องทำอย่างไร คำตอบคือ จะต้องเร่งการลงทุนในเอเชีย และเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่นและยุโรป เพื่อให้ปริมาณเงินออม หันกลับมาสู่ประเทศเอเชีย และทำให้สหรัฐลดการบริโภคและเพิ่มการออมของตน แต่ข้อเสนอดังกล่าวนั้น เป็นข้อเสนอที่พูดง่ายแต่ทำยาก ดังนั้น เศรษฐกิจจึงน่าจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐ จะเพลี่ยงพล้ำ และสร้างปัญหาให้เศรษฐกิจโลกเป็นอันมากในไม่นานนี้ และเหตุการณ์ที่อาจจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการปรับตัวอาจเป็นพายุ Katrina ก็เป็นไปได้ ทั้งนี้ เพราะพายุดังกล่าวได้ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นจนถึงจุดที่ผู้บริโภคเริ่มจะรับภาระไม่ไหวแล้ว (ราคาจึงลดลงจาก 70 เหรียญมาเป็น 63 เหรียญ) และความเสียหายจาก Katrina ก็เพิ่มขึ้นจนอาจสูงถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนักการเมืองสหรัฐกำลังเร่งอนุมัติงบประมาณให้เพื่อเอาใจประชาชน ซึ่งกำลังไม่พอใจอย่างมากที่ภาครัฐให้ความช่วยเหลืออย่างไร้ประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน นักการเมืองก็ไม่กล้าที่จะขึ้นภาษีหรือลดรายจ่ายประเภทอื่นๆ ดังนั้น การขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ ก็จะต้องสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวต้องปรับตัวขึ้นไปพร้อมๆ กับดอกเบี้ยระยะสั้น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการลดการบริโภค และการทำให้ฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์แตกอีกครั้ง การคาดการณ์ต่างๆ ของผู้ที่เป็นห่วงเกี่ยวกับความเปราะบางและความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของสหรัฐ จึงอาจเป็นจริงได้ในปีหน้านี้ หน้า 2 |