|
||||||||||||||
|
อสมท
สู่แดนสนธยาอีกแล้วหรือ?
สิทธิชัย ฝรั่งทอง วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2548 ภายหลังการปลดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ในฐานะที่เป็นผู้ติดตามรายการนี้ทาง Modern nine T.V. มาโดยตลอด เนื่องจากเป็นรายการที่มีสาระและสร้างสรรค์อยู่มาก โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข่าว เป็นรายการที่พูดได้ตรงไปตรงมา ทำให้สังคมเกิดปัญญา และคิดได้รอบด้าน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่มีรายการที่ดีให้ได้รับชมอีก ถ้าวิเคราะห์ดูจะเห็นได้ว่า ประเด็นแรก การที่ อสมท อ้างว่า มีการลบหลู่เบื้องสูงและพาดพิงบุคคลที่สามนั้น ผู้เขียนเห็นว่า การพาดพิงถึงบุคคลที่สามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เนื่องจากเป็นรายการวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง จึงต้องมีการกล่าวถึงประกอบการวิเคราะห์ ส่วนเหตุผลที่มีการพูดไปถึงสถาบันเบื้องสูงนั้น จากการได้ดูรายการในวันนั้น และสอบถามกับบุคคลทั่วไปจำนวนมาก ที่ได้รับชมรายการในวันนั้น ก็ยังไม่เคยได้ยินคนที่ได้รับชมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์คนใด พูดว่า รายการนี้ คิดในทางลบต่อสถาบันเบื้องสูง แต่กลับมีความรู้สึกว่า เป็นการปลุกเร้าให้รู้ถึงพระคุณและคุณค่า รวมทั้งการใช้พระราชอำนาจ ประเด็นที่สอง ก็คือ T.V. 9 ใช้ชื่อว่า Modern nine ไม่ทราบว่าเป็น Modern ตรงไหน? จะกลับเข้าสู่แดนสนธยาอีกแล้วหรือ? แต่เดิม อสมท ดำเนินการด้วยภาษีของประชาชน แต่ภายหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์กลับกลายเป็นของกลุ่มทุน แล้วประชาชนจะได้อะไรจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ บทบาทการทำธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ต้องมีความโปร่งใส ใช้หลักธรรมาภิบาลมาบริหารจัดการ แล้วใช้หลักการหรือหลักเกณฑ์อย่างไร? ในการยกเลิกถอดรายการแบบกะทันหันความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด ถ้าสิ่งที่รายการนี้พูดไม่ตรงกับความเป็นจริง บทลงโทษจากสาธารณชนมีอยู่แล้วและจะเป็นผู้ตัดสินเอง ซึ่งยุคนี้คนมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้น มีความคิดมากขึ้น สามารถแยกแยะสิ่งที่ถูกผิดได้ แต่ถึงกับโดนถอดรายการออก ผู้เขียนเห็นว่านับเป็นความผิดพลาดของกระบวนการตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากกระแสของสังคม กำลังตื่นตัวต่อการครอบงำสื่อจากระบบทุนนิยมหรือการเมือง ดังนั้น หากมีการลงโทษโดยการห้ามออกอากาศ 1-2 อาทิตย์ พร้อมมีหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ ให้ทั้งบริษัท และประชาชนได้ทราบ หรือให้ส่งเป็นเทปรายการแล้วทำการตรวจสอบก่อนออกอากาศ น่าจะเป็นทางออกที่ดี แต่น่าเสียดายที่ทาง อสมท กลับใช้วิธีที่สวนกระแสสังคม ประเด็นที่สาม คือ ต่อไปเราจะมีรายการไหนที่คอยตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนความจริงทางสังคม รายการที่มีอยู่หรืออยู่ได้ในอนาคตก็คงต้องเป็นรายการที่ยกย่อง เชิดชู ชมเชย สรรเสริญ เยินยอ รัฐบาล หรือเป็นรายการที่หยิบหนังสือพิมพ์รายวันและนิตยสาร มาอ่านให้ผู้ชมฟัง พร้อมใส่ความคิดเห็น หรือความรู้สึกของตนเองลงไปในข่าว หรือเป็นรายการที่นำคนสองฝ่ายมาเถียง หรือตีกันในรายการ จึงจัดว่าเป็นรายการที่ดี ประเทืองปัญญา แล้วสังคมไทยจะเกิดองค์ความรู้ภูมิปัญญาได้อย่างไร? ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็ นและสื่อมวลชนมีอิสระทางความคิดในการทำหน้าที่ ตรวจสอบการทำงานของรัฐ รวมทั้งการนำเสนอความจริงต่อประชาชน แต่ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสัดส่วนของการนำเสนอรายการส่วนใหญ่ จะเป็นรายการบันเทิงประเภทเกมโชว์ เรียลลิตี้โชว์ มิวสิคโชว์ แล้วเมื่อไรวงการโทรทัศน์ไทยจะเกิดการพัฒนามีรายการที่วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นข่าวให้ความรู้แง่คิดกับประชาชน ประเด็นที่สี่ นับว่าปรากฏการณ์ในวันนี้ ถือเป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่ทำรายการประเภทนี้สื่อมวลชน และเจ้าของสถานี ที่ต้องมีการจัดเตรียมข้อมูลที่เป็นจริงในการสร้างความน่าเชื่อถือ การวางผังรายการ รวมทั้งการวางกรอบของการวิเคราะห์วิจารณ์ โดยที่ผู้บริหารต้องเข้าใจในบทบาทของผู้สื่อข่าว เรียบเรียงข่าว ผู้ประกาศข่าว ผู้วิเคราะห์ข่าว ผู้ดำเนินรายการ มิใช่ว่าใครก็ได้ที่มานำเสนอผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ก็เพียงพอต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ของประชาชน ไม่เช่นนั้นแล้ว การถอดรายการแบบฟ้าผ่า ย่อมจะไม่เกิดผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร และผู้บริหาร รวมถึงการกำหนดมาตรฐานของการทำธุรกิจร่วมกันมิใช่ทำธุรกิจแบบเด็กเล่นขายของ อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าปัจจุบันรายการประเภทวิเคราะห์เจาะลึกเฟ้นหาความจริง มาตีแผ่ในสังคมยังคงเป็นเรื่องที่สื่อมวลชน ต้องทำหน้าที่เปรียบเสมือน "หมาเฝ้าบ้าน" ต่อไป แม้ว่าในความเป็นจริงจะถูกจำกัดให้อยู่ในวงแคบก็ตาม ประเด็นท้ายที่สุด คือ การอธิบายชี้แจงทางสังคมไม่มีความชัดเจน หากทุกอย่างมีความโปร่งใสถูกต้องแล้วในการตัดสินใจครั้งนี้ ควรมีการนำทั้งสองฝ่ายมาออกอากาศรายการถึงลูกถึงคนทางช่อง 9 ซึ่งเป็นรายการที่ อสมท สนับสนุนอยู่ ก็น่าจะให้ความกระจ่างชัดต่อสังคมโดยรวมได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าปรากฏการณ์ทางสังคมของทุนนิยมในยุคโลกาภิวัตน์ จะเคลื่อนย้ายการดำเนินธุรกิจจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนขอฝากข้อคิดไว้แต่เพียงว่า การดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นยุคใดก็ตาม สิ่งที่ยังคงควบคู่กับธุรกิจก็คือ คุณธรรม จริยธรรม และเมตตาธรรม หากปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ความร่ำรวย ความรุ่งโรจน์ ก็หาใช่ความยั่งยืน แต่กลับจะเป็นความวิบัติในอนาคต เปรียบเสมือนน้ำทำให้เรือลอยได้ฉันใด ก็ทำให้เรือจมได้ฉันนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาว่าจะช้าหรือเร็ว รวมทั้งอย่าลืมด้วยว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง
|