|
||||||||||||||
|
เขาว่าเรากำลังถูกหลอก?
ธรรมรัฐ : ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ wamorn@chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2548 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เชิงวิชาการกับผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการเงินและตลาดหลักทรัพย์ ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงท่านหนึ่ง ขอนำสาระมาเล่าสู่กันฟังด้วยถ้อยคำที่สามารถเข้าใจได้ เช่นเดียวกับกลยุทธ์ทางการตลาด ของบริษัทใหญ่บางแห่ง ที่นำเอา "ยอดจำหน่ายบะหมี่สำเร็จรูป" มาเป็นตัวชี้วัดโดยไม่จำเป็นต้องอ้าง จีดีพี (GDP) หรือ ซีพีไอ (CPI) ต่างๆ ให้ยุ่งยากซับซ้อน ประเด็นหนึ่งที่ได้วิเคราะห์วิจารณ์กันคือ ความกังวลต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลแถลงชี้แจงออกมา ทั้งในเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเกินดุลการค้า และสัพเพเหระที่ประกาศออกมาเป็นระลอกนั้น มีความถูกต้องตรงกับความเป็นจริงตามหลักการแห่งธรรมาภิบาล และความถูกต้องโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน ในท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าขณะนี้จะลดเพดานลงมาบ้าง แต่ปัจจัยแทรกซ้อนทั้งภัยธรรมชาติจากพายุเฮอร์ริเคนในสหรัฐ และกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมัน (OPEC) ที่ไม่สามารถตอบสนองต่อปริมาณการใช้สอยของประชาคมโลก ย่อมเป็นไปได้ว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะถีบตัวสูงขึ้นไปอีก แต่น่าสังเกตว่า ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจโลกที่ว่านี้ออกจะสวนทางกับการกระชากขึ้นมามากกว่า 700 จุด ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐบาลถือเป็นเป้าหมายเชิงจิตวิทยาต่อนักลงทุน ในขณะที่คำกล่าวหาถึงการซื้อขายหุ้นโดยใช้ข้อมูลภายในและ "การสร้างราคาหรือการปั่นหุ้น" ไม่เคยหมดไปจากตลาดหุ้นไทย จึงน่าสงสัยว่า การขึ้นลงของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะอย่างยิ่งที่ซื้อขายโดยนักลงทุนต่างชาตินั้น เป็นต่างชาติที่แท้จริง หรือเป็นต่างชาติที่มีใครบางคนอยู่เบื้องหลังการสั่งซื้อขาย โดยการนำเอาทรัพยากรที่เป็นของส่วนรวมไปเคาะซื้อเก็งกำไร เมื่อได้กำไรก็หยอดกระปุกกลับคืน แต่เมื่อขาดทุนก็ต้องหาทางวิ่งเต้นล็อบบี้ปรับตัวเลขเศรษฐกิจกันวุ่นวาย นับเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างยิ่ง ถ้าการวิเคราะห์ของผู้รู้ที่ให้ข้อมูลมามีความถูกต้องเป็นจริง เพราะข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริงเท่านั้น จึงจะถือเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จและความเป็นไปที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่ตัวเลขที่เกิดจากการรังสรรค์ปั้นแต่ง เพื่อความพึงพอใจของผู้หนึ่งผู้ใด แม้ว่าประเด็นนี้จะเคยมีนักวิชาการ และผู้รู้หลายท่านทำการถกเถียงมาก่อน แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดชี้หรือหาข้อมูลมายืนยันได้ว่า เป็นเรื่องจริง กระทั่งจากการสนทนาในครั้งนี้ได้มีการนำข้อมูลของนักวิเคราะห์การเงินจากสถาบันการเงินชั้นนำในยุโรป และอเมริกาหลายแห่ง ที่เห็นพ้องต้องกันว่า รูปแบบวิธีการเคลื่อนไหว (Pattern) ของธุรกรรมทางการเงินของรัฐบาลไทย มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติไปจากธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจโดยทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ FED (Federal Reserve) หรือธนาคารกลางของสหรัฐ มีการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารนับสิบครั้ง ในรอบปีนี้ แต่กรณีของไทยเรื่องคล้ายๆ กันนี้ กลับเงียบงันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ความจริงปรากฏว่า ประเทศไทยเองมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารไปแล้วหลายครั้ง ผู้ที่มีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ในจำนวนที่มากพอสมควร จะสามารถสังเกตได้จากยอดเงินที่เพิ่มมากขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงไปในเวลาที่ทำการปรับปรุงรายการสมุดบัญชีเงินฝากหรือที่เรียกว่า อัพเดทบัญชีอย่างแน่นอน การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นนี้ย่อมไม่กระทบต่อเงินฝากเท่านั้น แต่ได้ส่งผลถึงการกู้ยืมเงินต่างๆ ที่จะต้องมีอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย ถือเป็นการทำกำไรระหว่างการทำธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลรู้เห็นเป็นใจ ซึ่งในที่สุดกำไรที่ได้จากส่วนต่างนี้ จะต้องมีการไหลเข้าสู่คลังของรัฐไม่ต่างจากการเก็บภาษีทางอ้อมจากประชาชนอ ย่างที่เราท่านทั้งหลายไม่รู้เนื้อรู้ตัว แม้ว่ารัฐจะอ้างเสมอว่า มีเงินมากเพียงพอที่จะลงทุนในโครงการยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะเมกะโปรเจ็กหลายๆ โครงการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่การใช้จ่ายอย่างเกินตัวในระบบเศรษฐกิจมหภาคตามนโยบายการตลาดของรัฐ ได้สะท้อนออกมาแล้วถึงการขาดแคลนเม็ดเงินกระทั่งต้องชะลอโครงการหลายโครงการเช่น ทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่เป็นปัญหา นับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้เห็นเค้าลางว่า ภาพลักษณ์ของเศรษฐกิจที่หลายคนอาจมองเห็นว่าดีว่าเติบโต แต่ความเป็นจริงคือความกลวงโบ๋ที่เมื่อล้วงลึกไป เราอาจไม่มีเงินเพียงพอที่จะรับมือกับมหันตภัยทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ในรอบต่อไป นอกจากนี้การพึ่งพาต่างประเทศจากกลไกเอฟทีเอ (Free Trade Agreement; FTA) ของประเทศมหาอำนาจ ก็คือสิ่งที่ยืนยันอีกคำรบหนึ่งว่า เราไม่มีอำนาจต่อรองที่เพียงพอ เพราะโดยพื้นฐานแล้วส่วนต่างระหว่างผลประโยชน์ ของประเทศมหาอำนาจ กับประเทศเล็กๆ อย่างเรานี้ เมื่อหักลบกลบหนี้กันแล้ว กำไรย่อมอยู่กับเขามากกว่าเรา แต่รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์พยายามเข็นเอาเรื่องของเอฟทีเอ เป็นผลงานเชิดหน้าชูตาโดยไม่สามารถชี้แจงให้เกิดความกระจ่างว่า สิ่งที่ประเทศจะต้องเสียประโยชน์นั้น มีมากกว่าเพียงการขาดรายได้จากภาษีนำเข้าเครื่องจักรหรืออุปกรณ์การบินหลายเท่านัก สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นมาว่า หากรัฐบาลทำตัวเหมือนนักเก็งกำไร โดยใช้รายได้ผลประโยชน์ของรัฐ ไปลงทุนใช้จ่ายในธุรกรรมทางเศรษฐกิจโดยไม่ได้รับฉันทานุมัติความยินยอมจากประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องพันธสัญญาที่ต้องสืบต่อชั่วลูกชั่วหลานนี้ เรากำลังถูกมองว่า กินแกลบแทนข้าวหรือไม่อย่างไร
|