หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เสรีภาพสื่อมวลชน ในวิถีแห่งประชาธิปไตย และทุนนิยม

โดย คมสรรค์ เมธีกุล สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  มติชนรายวัน วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10057

อย่าแปลกใจหากผู้เขียนจะสรุปว่า สงครามยึดกิจการสื่อมวลชนระหว่างบริษัทแกรมมี่ฝ่ายทุน กับบริษัทมติชนฝ่ายสื่อมวลชน ที่จบลงในเวลาอันสั้นด้วยชัยชนะของมติชน เป็นเพียงชัยชนะแห่งการตั้งรับของสื่อมวลชนค่ายหนึ่งในสมรภูมิกว้างใหญ่ ที่แนวรบของกองทัพสื่อสารมวลชนไทย กำลังถอยร่นจวนเจียนแตกทัพอยู่รอมร่อ

สัญญาณเตือนที่แจ่มชัดยิ่งท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นแห่งชัยชนะของมติชนก็คือ ความพ่ายแพ้ของค่ายสื่อร่วมอุดมการณ์อย่าง น.ส.พ.เครือบางกอกโพสต์ และรายการทีวี "เมืองไทยรายสัปดาห์" ที่ไม่อาจมองข้าม

แม้แต่มติชนเองก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไป เพราะการที่แกรมมี่ยังคงถือครองหุ้น 20% ไว้ในมือนั้นไม่ต่างไปจากการถอนทัพออกมาตั้งค่ายประจัญนอกกำแพงเมือง เพื่อพักรบชั่วคราว ซึ่งอาจหมายถึงการกรีธาทัพที่ลึกซึ้งและอำมหิตกว่าในครั้งต่อไป

จึงไม่น่าแปลกใจที่กองทัพประชาชนจากทั่วแผ่นดินที่เป็นหัวใจสำคัญแห่งชัยชนะของมติชนในการสัประยุทธ์ครั้งนี้ จึงยังคงตั้งทัพจัดกระบวนรบกันอย่างคึกคักและเข้มแข็งยิ่ง

ทิวธงรบซึ่งประกาศเจตนารมณ์ของประชาชนที่หวงแหนในสิทธิและเสรีภาพด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จึงโบกสะบัดท้าทายผู้หมายละเมิดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

นั่นเป็นเพราะประชาชนตระหนักดีว่าสิทธิและเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤตแล้ว ผลกระทบที่เห็นชัดคือ พื้นที่การรับรู้ข่าวสารที่มีเนื้อหาเที่ยงธรรมของประชาชนค่อยๆ หดแคบลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งผกผันกับการขยายอาณาเขตของข่าวสารที่ปนเปื้อนหรือปลอมปนในลักษณาการต่างๆ

ที่ผ่านมาใช่ว่าสื่อมวลชนจะไม่สำเหนียกภัยคุกคามดังกล่าว เห็นได้จากการที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ออกมาแสดงพลังพิทักษ์สิทธิ และเสรีภาพของสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า และมีแนวโน้มถี่ขึ้นตามลำดับในยุคสมัยที่อาจกล่าวได้ว่า อำนาจรัฐกับอำนาจทุนกลมกลืนเป็นทองเนื้อเดียวกัน

การจัดทำรายงานสถานการณ์ด้านสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนประจำปี โดย ผศ.วิลาสิณี พิพิธกุล และคณะ ที่เสนอต่อองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนครั้งล่าสุด ส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างชัดเจนว่า สถานการณ์มีแนวโน้มความรุนแรงถึงขนาดหลักการต่างๆ ที่ให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนไม่สามารถหยั่งรากลงได้ในสังคมไทย

คณะผู้จัดทำรายงานชี้ว่าปัจจัยสำคัญของปัญหาเกิดจากสภาพการแทรกแซง ของกลุ่มทุน และกลุ่มการเมืองที่มีความเกี่ยวโยง และเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ทำให้รูปแบบของการแทรกแซงสื่อมีลักษณะซับซ้อนหลายชั้น

เช่น การควบคุมผ่านกลไกของรัฐในการตรวจสอบสื่อ ผ่านทางกระบวนการต่อรองด้านการสนับสนุนทางธุรกิจ และโฆษณาในสื่อของกลุ่มทุนการเมือง ผ่านการควบคุมข้อมูลข่าวสารของรัฐและการกำหนดวาระข่าวสารให้แก่สื่อ กระทั่งผ่านการแทรกแซงเชิงโครงสร้าง โดยการใช้อำนาจทุนเข้ามาถือครองธุรกิจหรือสัมปทานสื่อ

ดังเช่นกรณีของไอทีวีเรื่อยมาจนถึงกรณีล่าสุด เป็นต้น

น่าแปลกใจที่กระบวนการแทรกแซงและทำลายสื่อเกิดขึ้นในยุคสมัยที่มีหลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพของสื่อนานัปการ ถ้าเปรียบเป็นรั้วป้องกันก็มีมากมายหลายชั้นไล่ตั้งแต่ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ข้อ 19 ที่คุ้มครองสิทธิพื้นฐานของบุคคลในการแสดงความคิดเห็น โดยปราศจากการแทรกแซงและมีเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งประเทศไทยต้องเคารพและปฏิบัติในฐานะรัฐภาคี

หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 37 ที่คุ้มครองเสรีภาพในการสื่อสารของบุคคล และใน มาตรา 39 และมาตรา 41 ที่รับรองเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นรวมถึง มาตรา 40 ที่คุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนประเภทวิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม

แต่ไม่น่าแปลกใจถ้าพิเคราะห์ความขัดแย้งโดยธรรมชาติระหว่างฝ่ายผู้มีอำนาจทางการปกครอง ที่มักอ้างความจำเป็นในการควบคุมสื่อ เพื่อความมั่นคง และความสงบเรียบร้อย กับฝ่ายสื่อมวลชนที่ยึดถือว่า เสรีภาพของสื่อหมายถึงเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเสรีภาพในอันที่จะตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐให้เป็นไปตามครรลองแห่งคลองธรรม เพื่อประโยชน์สุขที่แท้จริงของปวงชน

ยิ่งในสภาวะที่ฝ่ายการเมืองยึดครองเสียงข้างมากในสภาแบบเด็ดขาด และสยายปีทะมึนเหนือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งแทบทุกองคาพยพของสังคม ประกอบกับนโยบายที่เน้นตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจ เหนือกว่าความมั่นคงทางรากฐานของสังคม ก็ยิ่งทำให้ภาระในการตรวจสอบ และถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ ถูกผลักให้มาหนักอึ้งบนบ่าของสื่อมวลชนอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้

นี่เองที่ทำให้ความอดทนของประชาชนถึงจุดแตกหัก ถึงขนาดพร้อมใจกันโดยมิได้นัดหมาย ในการลุกขึ้นมาปกป้องพื้นที่การแสดงความคิดเห็น และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เหลือน้อยเต็มทีในปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับมติชนซึ่งได้พิสูจน์ความเป็นสื่อของปวงชนมาอย่างยาวนานโดยไร้ข้อกังขา

ดูเหมือนว่ามวลชนทั้งหลายจะไม่ยินยอมให้การสู้รบครั้งนี้จบลงแค่เพียงการสยบอำนาจทุนให้หยุดอยู่หน้าบ้านของมติชน วัดได้จากทิศทางของเสียงโห่ร้องฮึกหาญและปลายทวนคมดาบที่มุ่งจะบดขยี้ข้าศึก เพื่อตีชิงเอาพื้นที่แห่งเสรีภาพสื่อมวลชน ที่สูญเสียไปกลับคืนมาให้จงได้

อาทิ ข้อเสนอให้องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนยกร่างกฎหมายฉบับประชาชน เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน และผู้บริโภคข่าวสารที่มาพร้อมๆ กับการเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นกฎหมายเผด็จการที่ล้าสมัย

หรือข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนมหาชน เพื่อป้องกันการครอบงำกิจการสื่อผ่านระบบตลาดทุน ประสานกับการตั้งคำถาม เกี่ยวกับความชอบธรรม ในธุรกรรมของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ซึ่งอนุมัติสินเชื่อเงินกู้ซื้อหุ้นมติชน และบางกอกโพสต์ ให้แก่นักธุรกิจบันเทิงคนดังกล่าว อย่างมีเงื่อนงำและเบื้องหลังที่เป็นปริศนา

หรือคำแนะนำและกำลังใจที่ส่งถึง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้จัดรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ให้ต่อสู้ปัญหาการถูกสั่งยุบรายการให้ถึงที่สุดในกระบวนการยุติธรรมทางศาลปกครอง

ส่วนกองบรรณาธิการ น.ส.พ.เครือบางกอกโพสต์ เองก็ประกาศจุดยืนของตนอย่างเข้มแข็งว่า จะยืนหยัดจิตวิญญาณแห่งความเป็นอิสระ และเป็นกลาง ในการทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างไม่หวั่นไหว ต่อการเข้ามาถือครองหุ้นของค่ายแกรมมี่แม้แต่น้อย

การจัดทัพของสื่อมวลชนกับประชาชนผู้บริโภคข่าวสารในวาระนี้ จึงเต็มไปด้วยคึกคักเป็นยิ่งนัก แม้นว่านอกกำแพงเมืองจะเต็มไปด้วยข่าวการสูญเสียป้อมค่ายใหญ่น้อยของสื่อมวลชนนับไม่ถ้วน ซ้ำยังอึงอลไปด้วยเสียงรี้พลและเสียงกระทบกันของศาสตราวุธจำนวนมหาศาลแห่งกองทัพทุน และอำนาจทางการเมืองที่น่าสะพรึงกลัวก็ตาม

เพราะถึงที่สุดแล้วย่อมเป็นธรรมดาที่ประชาชนย่อมมีสิทธิเชื่อมั่นในชัยชนะของตน ตราบเท่าที่ระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ที่เคารพสักการะยิ่งทรงเป็นประมุข โดยมีรัฐธรรมนูญที่กำหนดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมือของประชาชน ให้สามารถเลือกบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใดก็ได้มาเป็นผู้ใช้อำนาจแทนปวงชนทุกวาระสี่ปี

หน้า 6


ทุน-มติชน-นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่  มติชนรายวัน วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10057

เป็นความ "ผิดปกติ" ในแง่ของ "จริยธรรม" ของการเป็นนักธุรกิจที่ดี กรณีนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหารบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ที่ไปกว้านซื้อหุ้นมติชนจากฝรั่งมาครอบครอง 66 ล้านหุ้น คิดเป็น 32.23% มากกว่านายขรรค์ชัย บุนปาน ผู้ก่อตั้งมติชนและเป็นประธานกรรมการ บริษัท มติชน ที่ถือหุ้นเพียง 24% เพราะไม่มีการบอกเล่าเก้าสิบให้รู้ล่วงหน้า

ใจคอนายไพบูลย์ยังอาจหาญคิดไปไกลกว่านั้นอีก (ดูจากอากัปกิริยาที่แข็งกร้าวและถ้อยคำสัมภาษณ์อันขึงขังจริงจัง ที่เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อบ่ายวันอังคารที่ 13 กันยายน 2548 ที่บริษัท แกรมมี่ฯ)

ประการแรก นายไพบูลย์ต้องการจะมาเปิดแถลงข่าวที่มติชนในเช้าวันอังคารที่ 13 กันยายนเสียด้วยซ้ำ โดยถือว่าตนเองถือหุ้นใหญ่ตัวจริง แต่ผู้บริหารมติชนไม่ยินยอม นายไพบูลย์จึงเปิดแถลงที่บริษัทแกรมมี่ฯ

ประการที่สอง นายไพบูลย์ตั้งใจจะซื้อหุ้นมติชนด้วยการทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ (ประกาศซื้อหุ้นมติชน) ให้ได้ถึง 75%

ประการที่สาม การเข้ากว้านซื้อหุ้นมติชนแบบสายฟ้าแลบเพื่อต้องการต่อยอด ขยายผลธุรกิจของแกรมมี่ ให้กว้างขวางใหญ่โตมากขึ้นไปอีก

"ผมมีวิทยุ มีทีวี หนังสือพิมพ์เป็นสื่อหนึ่งที่มีรายได้ที่มั่นคงสุดเมื่อเทียบกับสื่ออื่น หนังสือพิมพ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแบรนด์ รอยัลตี้สูงที่สุดอย่างหนึ่งในโลก ผู้คนจะผูกพันกับยี่ห้อ...การลงทุนของผมจากธุรกิจที่ผมทำอยู่หลากหลาย (เมื่อได้มติชนและบางกอกโพสต์จะทำ) ให้มีขาหยั่งมากขึ้น นั่นเป็นแนวคิดผมมาตลอดชีวิต" นายไพบูลย์กล่าวในการแถลงข่าว (มติชน 14 กันยายน)

แต่ตลอดชีวิตของนายไพบูลย์ไม่เคยคิดสักเสี้ยววินาทีหรือแค่เพียงอึดใจในยามที่จิตใจสงบนิ่งไร้ซึ่งความโลภ โกรธ หลงบ้างเชียวหรือว่า การเข้าไปเทกโอเวอร์มติชนในลักษณะ "ฮุบ" เช่นนี้ ขาดความชอบธรรม และจะก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อส่วนรวมจนประเมินค่าไม่ได้

ขณะเดียวกันก็อาจจะขัดต่อกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ที่โดยหลักแล้ว กฎเกณฑ์ควรจะมีไว้เพื่อป้องกันมิให้ใคร อาศัยเงินทุนมหาศาล และมากด้วยเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงที่จะเข้าไปปั่นหุ้นหรือเทกโอเวอร์บริษัทอื่นๆ อย่างง่ายๆ ในลักษณะ "ชุบมือเปิบ" เช่น การให้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เวลาซื้อหุ้นเพิ่ม 5%

ประสาคนเป็นมิตรเขาทำกันอย่างนี้หรือ?

หลังจากนายไพบูลย์แถลงข่าวได้ไม่ทันข้ามวันก็ถูกต่อต้านคัดค้านอย่างหนักหน่วงรุนแรง และกว้างขวางขยายไปในขอบเขตทั่วประเทศ จากประชาชนวงการต่างๆ เช่น นักวิชาการ นักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่น นักศึกษา ศิลปิน ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน กลุ่มองค์กรประชาธิปไตย ผู้รักเสรีภาพและต้องการให้มติชนดำรงความเป็นอิสระให้เหมือนเดิมที่พิสูจน์ตัวเองมาตลอด 28 ปี นับแต่ก่อตั้งมติชน ไม่ต้องการให้กลุ่มทุนที่ไหนเข้ามาครองงำ แทรกแซงด้วยการเข้าไปเทกโอเวอร์

นายไพบูลย์ยอมขายหุ้นเหลือแค่ 20% ซึ่งไม่รู้ว่านายไพบูลย์จะเข้ามาต่อยอดธุรกิจตัวเองในมติชนแบบไหนต่อไป

นายไพบูลย์ได้รับบทเรียนอะไรบ้างจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และจะคิดอ่านใช้เงินกู้ยืมจากธนาคารไทยพาณิชย์เป็นร้อยเป็นพันล้าน ไปทำการสิ่งใดกับกิจการหนังสือพิมพ์อีกหรือไม่ นายไพบูลย์น่าจะเปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอีกรอบ แต่สำหรับไทยพาณิชย์สำนึกได้แล้วว่าการปล่อยกู้ให้นายไพบูลย์เป็นการกระทำที่สังคมตำหนิ

ปฏิกิริยาโต้กลับของสังคมในลักษณะ "ไม่ไว้วางใจ" นายไพบูลย์และแกรมมี่ถูกผูกโยงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นทั้งกลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองที่ชอบการเทกโอเวอร์กิจการต่างๆ รวมถึงไอทีวี กระทั่งไม่อาจพูดได้อีกแล้วว่าเป็น "ทีวีเสรี" และชอบทำอะไรที่ "ครบวงจร" เพราะนายไพบูลย์เคยแสดงความเป็นเศรษฐีใจถึงที่พร้อมจะทุ่มเงินก้อนใหญ่ ไปซื้อทีมฟุตบอลลิเวอร์พูลเพื่อหาทางลงให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ต่อให้นายไพบูลย์อมพระใส่ปากมาพูดสักร้อยองค์เพื่อจะปฏิเสธว่า "ไม่จริง" ในเรื่องที่มีอะไรๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณก็ยากที่จะหาคนเชื่อ

เมื่อรัฐบาล "ทักษิณ" มักจะมีข้อพิพาทขัดแย้งกับสื่อกันอยู่บ่อยๆ และถูกวิจารณ์ว่า รัฐบาลคุกคามเสรีภาพของสื่อในรูปแบบต่างๆ การเข้ามาฮุบมติชน และบางกอกโพสต์ของแกรมมี่ด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรนี้จึงถูกตีความว่า ต้องการจะแทรกแซง ครอบงำมิให้มติชนและบางกอกโพสต์เป็นอิสระในการทำหน้าที่เสนอข่าวสารและตรวจสอบรัฐบาล

กระแสมหาชนที่ต่อต้านการฮุบมติชนของแกรมมี่ดำเนินมาต่อเนื่องถึงวันนี้ไปไกลเกินกว่าเรื่องจะจบลงง่ายๆ แม้นายไพบูลย์จะถอยไป 1 ก้าว ยอมขายหุ้น 12% แต่ก็มีข้อเสนอเกิดขึ้นมากมาย เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนเข้ามาแทรกแซง กิจการหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนอื่นๆ ภายหลัง รวมถึงการแก้ไขกฎหมายซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้คิดถึงเรื่องนี้ และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีก็รับว่ารัฐบาลจะพิจารณาในเรื่องนี้

คนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณคิดอย่างไรยังไม่มีใครทราบ รู้เพียงว่าถ้า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เห็นด้วยก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ และก็มีแนวโน้มจะเป็นเช่นนั้นเสียด้วย

ไม่เพียงแต่ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้นที่ตกอยู่ในวังวนที่คนเพ่งเล็งและวิเคราะห์วิจารณ์ว่าเกี่ยวข้องกับกับกว้านซื้อหุ้น แต่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯก็ได้รับผลกระทบไปด้วยเพราะนายไพบูลย์ระบุว่า ตนเองจบมาจากสถาบันแห่งนี้ เรียนมาทางด้านวิชาการหนังสือพิมพ์จึงอยากจะทำหนังสือพิมพ์

ใช่แค่จบมาเฉยๆ นายไพบูลย์ยังเคยได้รับรางวัลในฐานะเป็น "นิเทศศาสตร์ดีเด่น" จากสมาคมศิษย์เก่านิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อหลายปีก่อน

การอยากทำหนังสือพิมพ์ของนายไพบูลย์ ด้วยการใช้เงินเป็นพันล้านเข้าซื้อหุ้นมติชนและบางกอกโพสต์ หวังจะไปต่อยอดและขยายธุรกิจของตนเองโดยไม่คำนึงว่า มติชนจะเป็นอย่างไร สาธารณชนคนอ่านมติชนที่มีอยู่จำนวนมาก จะรับได้หรือไม่ และหากมติชนจะต้องเปลี่ยนไป ไม่สามารถจะรักษาความเป็นอิสระไว้ได้ สังคมไทยจะเสียหายขนาดไหน ถ้าหากมติชนเห็นเงินหรือผลกำไรทางธุรกิจบางอย่างมากกว่า ความจริงและความเป็นธรรมในสังคม เป็นคำถามในเชิงคุณธรรมและจริยธรรมที่นิเทศศาสตร์ จุฬาฯอาจตกอยู่ในสถานภาพของ "จำเลย" ทางสังคมที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง

ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้า อดีตอาจารย์และอดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯกล่าวในการอภิปรายถึงลูกศิษย์คนหนึ่งที่สอนมาและได้เข้ามาเทกโอเวอร์หนังสือพิมพ์นี้ ถ้าหากเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างถูกต้องและชอบธรรมก็คงต้องปรับปรุงการสอนกันใหม่

วิญญูชนโปรดตรึกตรองดูว่า ขณะที่ ดร.ดรุณีกล่าวถ้อยคำเหล่านี้บนเวทีอภิปรายจะมีความรู้สึกกล้ำกลืนและขมขื่นใจเพียงใด ถ้าลูกศิษย์ที่อุตส่าห์พร่ำสอนมากำลังตกเป็นข่าวครึกโครมทางสื่อมวลชนว่าสิ่งที่ทำนั้นสวนทางกับความเหมาะสม

หน้า 6


อินไซเดอร์

คอลัมน์ คลื่นความคิด  เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th  มติชนรายวัน วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10056

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและอนุกรรมาธิการตลาดทุนในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลังและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้มีการตรวจสอบว่า มีการใช้ข้อมูลภายในหรืออินไซเดอร์ในการซื้อขายหุ้นบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ระหว่างที่บริษัท จีเอ็มเอ็มมีเดีย จำกัดพยายามเข้าครอบงำกิจการหรือเทกโอเวอร์บริษัท มติชน ด้วยการเข้าซื้อหุ้นกว่า 32%

นอกจากการเข้าตรวจสอบดังกล่าวแล้วทางสมาคมนักข่าวฯยังขอให้ทางสำนักงาน ก.ล.ต.เปิดเผยผลการตรวจสอบให้สาธารณชนรับทราบด้วย

ผมเข้าใจเอาเองว่า เหตุที่ทั้งสององค์กรยื่นให้สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เพราะอาจมี "ไอ้โม่ง" ซึ่งรู้ข้อมูลว่า กลุ่มแกรมมี่พยายามเข้าเทกโอเวอร์บริษัท มติชน ด้วยการไปเจรจาเพื่อขอซื้อหุ้นจากกองทุนต่างประเทศอย่างน้อย 5 แห่งเข้าซื้อหุ้นเก็บทีละเล็กทีละน้อยเพื่อมิให้ผิดสังเกตมากนัก เพื่อรอจังหวะว่าเมื่อมีการเปิดศึกแย่งชิงหุ้นกันเมื่อไหร่ จะได้ปล่อยเทขายฟันกำไรเนื้อๆ

จากคำให้สัมภาษณ์ของคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ที่บอกว่า กลุ่มแกรมมี่มาติดต่อ เมื่อเดือนกว่ามาแล้ว ว่าต้องการวงเงินในการซื้อหุ้นหนังสือพิมพ์ โดยมิได้แจ้งชื่อว่าเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับไหน (ไม่รู้ต้องอมพระมาพูดหรือเปล่า?) ทำให้ประเมินได้ว่าการเจรจาขอซื้อหุ้นบริษัทมติชน และโพสต์พับลิชชิ่ง ต้องดำเนินการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 เดือน

ด้วยข้อมูลดังกล่าวทำให้ต้องมาไล่ย้อนดูการซื้อขายหุ้นบริษัท มติชน ย้อนหลังพบว่า หุ้นบริษัทมติชนมีสภาพคล่องน้อยมาก อยู่ในระดับหลักร้อย หลักพันหุ้นเป็นส่วนใหญ่(ราคาพาร์ 10 บาท)

กระทั่งมีการแตกพาร์จาก 10 บาทเหลือ 1 บาทต่อหุ้นในวันที่ 27 พฤษภาคม 2548 ปริมาณการซื้อขายหุ้นก็มิได้เพิ่มขึ้นเลย เพราะมีจำนวนแค่หลักพัน หลักหมื่นหุ้นเท่านั้น

เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่อยู่ในระดับ 7-8 บาทต่อหุ้น

จนมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมหรือประมาณเดือนครึ่งก่อนที่แกรมมี่จะประกาศเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 ว่าซื้อหุ้นบริษัทได้แล้วกว่า 32% ปริมาณการซื้อขายหุ้นบริษัทมติชนเพิ่มพรวดเป็น 233,900 หุ้น

จากนั้นปริมาณการซื้อขายก็อยู่ในระดับกว่า 200,000 จนถึงกว่า 560,000 หุ้นมาเกือบตลอด อาจมีบางวันที่อยู่ในระดับกว่า 150,000 หุ้น มีไม่กี่วันที่การซื้อขายจะไม่ถึง 100,000 หุ้น

ขณะเดียวกันราคาเริ่มไต่สูงขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 จาก 8.10 บาท(ราคาปิด) ต่อหุ้นจนถึง 10.90 บาท(ราคาปิด) ในวันที่ 12 กันยายน 2548

ลองนึกภาพดูนะครับว่ากลุ่มคนที่รู้ว่ากำลังมีการเจรจาซื้อหุ้นบริษัท มติชนกว่า 32% มีอยู่กี่คน โดยเฉพาะผู้คนในแวดวงที่เรียกตัวเองซะโก้ว่าที่ปรึกษาทางการเงิน

ประเด็นนี้ถ้าทางสำนักงาน ก.ล.ต.ต้องการสอบสวนอย่างจริงจังแล้วละก็ น่าจะย้อนกลับไปดูสายสัมพันธ์ในช่วงที่มีความพยายาม เอาบริษัท อาร์ทีเอ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในเครือ ททบ.5 เข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยว่า ใครมีความสัมพันธ์กับใครอย่างไร

ใครบางคนยอมลงทุนซื้อหุ้นบริษัท อาร์ทีเอฯถึง 30 ล้านบาท จากคำแนะนำของที่ปรึกษาทางการเงินบางคน และยอมสูญเสียมูลค่าหุ้นจากการลดทุนเหลือหุ้นละ 1 บาทไปเกือบ 30 ล้านบาท เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย

หน้า 20


หลากมุมมอง..หลายบทเรียน กับการเทกโอเวอร์กิจการ

มติชนรายวัน วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10056

*หมายเหตุ* เมื่อวันที่ 20 กันยายน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนาเรื่อง "M&A-Create The Power to Strengthen Your Business" โดยมีวิทยากรคือ นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชียพลัส จำกัด(มหาชน) ม.ล.ชโยทิต กฤดากร กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด นายพิชัย ชุณหวชิร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ การเงินและบัญชีองค์กร บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และนายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด(มหาชน)

 

*นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ  ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน)

"บริษัทที่จะถูกจับตามองในการเข้าซื้อกิจการมากที่สุดคือ บริษัทที่มีมูลค่ามูลค่าหุ้นที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งประเมินว่าการควบรวมกิจการเป็นกลไกสร้างสีสันให้กับตลาดหุ้น รวมถึงเป็นการลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยจากสถิติการควบรวมกิจการทั่วโลก 5 ปีที่ผ่านมา มีการควบรวม 20,000 รายการต่อปี มูลค่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกลุ่มที่มีการควบรวมมากที่สุด 3 กลุ่ม คือ กลุ่มธนาคาร โทรคมนาคม และค้าปลีก และสถิติการควบรวมกิจการในเอเซียแปซิฟิก 5 ปีที่ผ่านมา มีการควบรวม 6,000 รายการต่อปี มูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกลุ่มที่มีการควบรวมมากที่สุด คือ กลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และหลักทรัพย์

หากจะตั้งคำถามว่า ทำไมต้องมีการควบรวมกิจการ เพราะในอนาคตจะมีการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งในอนาคตจะไม่มีกำแพงในเรื่องของภาษี ทำให้มีการลดต้นทุน เป็นการเพิ่มผลิตภัณฑ์และขยายตลาด แลกเปลี่ยนความชำนาญและทรัพยากร รวมศักยภาพทางการผลิต จำกัดการแข่งขันในอุตสาหกรรม และเป็นการขยายธุรกิจใหม่ ข้อควรระวังคือ เป้าหมายในการควบรวมกิจการไม่ชัดเจนนั้นจะทำให้ควบความรวมกิจการล้มเหลว เพราะมีเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน วัฒนธรรมองค์กรเข้ากันไม่ได้ และแผนของธุรกิจที่วางไว้ไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งก่อนที่จะมีการดำเนินงานนั้นจะต้องมีแผนที่ชัดเจนก่อนทำสัญญา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด"

 

*ม.ล.ชโยทิต กฤดากร  กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

"ประโยชน์ของการซื้อหรือการควบรวมบริษัทในต่างประเทศนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะให้ฝ่ายบริหารของบริษัทนั้นๆ มีเป็นทางเลือกของการที่จะขยายกิจการหรือลดต้นทุนของกิจการ หรือจะสร้างรายได้ที่มากขึ้น ส่วนในเอเชีย การควบรวมกิจการที่มีลักษณะที่เป็นแบบไม่เป็นมิตรนั้นมีน้อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นลักษณะเจรจากับเจ้าของบริษัท หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ ก่อนที่จะควบรวมกิจการ แต่ในแถบยุโรปและอเมริกานั้นไม่ใช่จะมีทั้ง 2 รูปแบบ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

การควบรวมเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ เช่น 2 บริษัทตกลงกันว่าคุ้มค่ากับการรวบรวมกันหรือ คุ้มค่าที่จะขายกิจการให้กับเขา แต่บางกรณีนั้น ถ้าเกิดว่าบางบริษัทมีการเจรจากันในตลาดมีการซื้อขายในตลาดที่ต่ำเกินไปกว่าราคาตามมูลค่าทางบัญชี ก็เป็นเหตุให้ผู้ที่ต้องการจะเทกโอเวอร์ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น กลไกสำคัญของการควบรวมจะเป็นการช่วยขยายธุรกิจ ลดต้นทุน และการแบ่งแยกความชัดเจนของธุรกิจ จึงทำให้ในเมืองนอกมีบริษัทที่รอคอยบริษัทจะเข้าเทกโอเวอร์เป็นจำนวนมากว่ามีหุ้นกลุ่มไหนบ้าง หรือหุ้นตัวไหนบ้างที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีก็อาจจะถูกเทกโอเวอร์ได้ แต่ในเมืองไทยมีไม่มาก

ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริหารของบริษัทไม่จำเป็นที่จะต้องคำนึงคือมูลค่าทางตลาดต่ำกว่ามูลค่าตามความเป็นจริง เพราะการควบรวมกิจการนั้นจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นได้ และก็จะช่วยลดต้นทุนได้ด้วย อย่างเช่น กลุ่มธนาคารทหารไทย กับบรรษัทอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือไอเอฟซีที และธนาคารไทยทนุ ที่มีการควบรวมกันเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งวัตถุประสงค์ก็เพื่อขยายฐานกำไรและรายได้ และก็สามารถลดต้นทุนได้ด้วย ทำให้กลายเป็นธนาคารที่มีขนาดอันดับ 5 ของประเทศไทย ดังนั้นการควบรวมจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเพื่อการควบรวมเพื่อต้องการให้สามารถกู้ยืมได้มากขึ้น หรือการต่อยอดทางทางธุรกิจได้ด้วย เป็นต้น ซึ่งก็จะเป็นเหตุผลในการควบรวมกิจการ"

 

*นายพิชัย ชุณหวชิร  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ การเงินและบัญชีองค์กร

บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)

"กลุ่มบริษัท ปตท.ถือว่ามีประสบการณ์ในการควบรวมบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยเป็นข่าว ซึ่งหากกล่าวถึงจุดประสงค์หลักๆ ของการควบรวมส่วนใหญ่ก็เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร ทั้งการขยายในลักษณะแนวนอน และขยายในแนวดิ่ง ดังนั้น หากเกิดการควบรวมเราจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทุกคนจะได้ประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม การที่จะเข้าไปควบรวมกลุ่มบริษัท ควรจะเข้าไปในช่วงที่บริษัทที่เราคิดจะควบรวมกำลังอยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากจะได้กำไรหรือผลตอบแทนที่ดี การเจรจาจะทำได้ง่าย"

 

*นายธีรพงศ์ จันศิริ  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด(มหาชน)

"การควบรวมกิจการ หรือเทกโอเวอร์ ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม โดยทางบริษัทจะคำนึงถึงมูลค่าธุรกิจที่เข้าลงทุนและความเสี่ยงในธุรกิจดังกล่าวเป็นหลัก โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานะการเงินที่เพียงพอในการลงทุน โดยไม่ต้องมีการเพิ่มทุน ซึ่งบริษัทจะรักษาระดับหนี้สินต่อทุนไม่เกิน 1 เท่า เพื่อให้มีฐานเงินทุนที่มั่นคง โดยหากมีการควบรวมกิจการอาจเกิดได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยหากเป็นการลงทุนในต่างประเทศควรได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 15-20% ขณะที่การลงทุนในประเทศควรให้ผลตอบแทนในการลงทุน 25% ซึ่งบริษัทเคยเข้าไปเทกโอเวอร์ บริษัท เชคเค้น แอนด์ เดอะ ซี ซึ่งเคยเป็นลูกค้าของบริษัทมากกว่า 15 ปี และประสบปัญหาฐานะการเงิน และเมื่อเข้าไปเทกโอเวอร์แล้ว ทำให้บริษัทมีฐานการผลิตทูน่า ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฐานการส่งออกขนาดใหญ่ของบริษัท"

หน้า 20


คำแถลงการณ์ของ"กลุ่มเป้าหมาย" Target Group Declaration

มติชนรายวัน วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10056

"จีเอ็มเอ็มฯเข้าถือหุ้นมติชน-โพสต์ เป็นการคุกคามชีวิตประจำวันของพวกเรา"

*หมายเหตุ* - กลุ่มเป้าหมาย ผู้ออกแถลงการณ์ดังกล่าวข้างต้น ประกอบด้วย นิสิตนักศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะสัตวแพทยศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะสังคมศาสตร์ สาขาสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร และสถาบันต้นกล้า

เราในฐานะส่วนหนึ่งของเยาวชนที่มีสิทธิในการเลือกรับชมสื่อ รู้สึกว่าการตัดสินใจของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) ที่เข้าถือหุ้นในกิจการของบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) และบริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด ในครั้งนี้เป็นการคุกคามชีวิตประจำวันของเรา ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.การกระทำของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย แสดงความต้องการรวมกิจการสื่อไว้ที่กลุ่มทุนกลุ่มเดียว และอัตราการถือหุ้นของจีเอ็มเอ็ม แม้จะมีการลดหุ้นลงเหลือร้อยละ 20 ในวันที่ 16 กันยายนแล้วก็ตาม ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สูงพอจะมีอิทธิพลต่อกองบรรณาธิการของสิ่งพิมพ์ในเครือโพสต์ และมติชนได้

2.ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะมีหนังสือพิมพ์กี่หัวอยู่ในประเทศไทย แท้ที่จริงแล้วก็อยู่ในเครือของบริษัทใหญ่ไม่กี่เครือ วิธีการนำเสนอและเนื้อหาแทบไม่แตกต่างกัน หนังสือพิมพ์อย่างมติชนและโพสต์เป็นองค์กรที่อยู่มานาน และมีจุดยืนชัดเจนในการนำเสนอข่าว หากบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย มีอิทธิพลในกองบรรณาธิการของสื่อในเครือทั้งสองบริษัท เราไม่แน่ใจว่าจะทำให้หนังสือพิมพ์ถึงห้าหัวบนแผงหัวสือ รวมทั้งสิ่งพิมพ์อื่นๆ ในเครือสองบริษัทนี้ ต้องมีทิศทางเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าเราจะไม่มีทางเลือกในการอ่านอีกเลย เราไม่ต้องการให้สภาพเช่นนั้นเกิดขึ้น

3.การลดจำนวนหุ้นไม่ได้แสดงถึงเจตนารมณ์ที่จะไม่ควบคุมเนื้อหาของสื่อในเครือโพสต์และมติชน แต่อาจทำเพื่อลดกระแสสังคม อัตราการถือหุ้นร้อยละ 20 นั้น ยังถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีอิทธิพลในการตัดสินทิศทางของสื่อ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการลดหุ้นของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จะแสดงถึงความโปร่งใส

4.เรารู้สึกมาตลอดว่าสื่อถูกคุกคาม ตั้งแต่คลื่นวิทยุ 92.25 ถูกปิด บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ 2 คน ถูกปลดออกจากหน้าที่ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกปลดจากผังรายการช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี จนถึงกรณีนี้ เป็นเหมือนการตอกย้ำเหตุการณ์ที่ผ่านมา บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย เป็นกลุ่มทุนที่แสดงภาพลักษณ์เป็นมิตรกับรัฐบาลมาตลอด เราไม่ได้กล่าวโทษว่าบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย อยู่ฝ่ายรัฐบาล แต่ก็มีจุดที่น่าเคลือบแคลงสูง เนื่องจากทุกวันนี้กลุ่มทุนและรับเป็นพันธมิตรต่อกันอย่างเห็นได้ชัด เราไม่ต้องการตกอยู่ในฐานะคนที่ต้องหวาดระแวงในเนื้อหาสื่อที่เราได้รับตลอดเวลา

ในฐานะที่คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม สำเร็จการศึกษาจากภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราเชื่อว่าคุณไพบูลย์คงเข้าใจดีว่าการทำสื่อนั้นต้องมีพันธะต่อสังคม หากสื่อตกอยู่ในมือของกลุ่มทุน ซึ่งคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐและตัวเองเป็นหลัก คนมากมายที่ต้องเดือดร้อนจากโครงการของรัฐบาลและกลุ่มทุน จะมีสื่อที่มีอิทธิพลสื่อใดอีกที่ช่วยสื่อความทุกข์ของพวกเขาออกมา

5.ถ้าสื่อทั้งประเทศเป็นของกลุ่มทุนและรัฐบาลทั้งหมด อาชีพนักข่าวจะกลายเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนที่ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อสังคมหรือไม่ นักข่าวที่ดี หรือเยาวชนที่ศึกษาอยู่ในสายอาชีพนี้และจบออกมา จะต้องไปอยู่ในองค์กรสื่อแบบใด หากไปทำสื่ออิสระก็จะไม่มีทั้งทุน อิทธิพล และพลังมากพอ สุดท้ายก็ต้องล้มหายตายจาก ความฝันที่จะทำสิ่งที่ดีให้กับสังคมจะยังมีที่อยู่ในองค์กรสื่อขนาดใหญ่หรือไม่

ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะจากเรา หากคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ต้องการช่วยเหลือสังคมอย่างที่พูดจริง สิ่งที่เราเสนออาจเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจบ้าง

1.เราเห็นว่าบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย เป็นกลุ่มทุนใหญ่ มีทุนอยู่ในมือมากและมีเครือข่ายติดต่อมากมายอยู่แล้ว หากต้องการทำสื่อที่สร้างสรรค์ เหตุใดจึงไม่สร้างสื่อทางเลือกใหม่ อาจเป็นหนังสือพิมพ์เพื่อเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของบริษัทอยู่แล้ว เพราะทุกวันนี้สื่อที่ดีสำหรับเยาวชนไม่มีอยู่บนแผงหนังสือเลย

2.บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ในขณะนี้ทำธุรกิจสื่ออยู่แล้ว แต่เป็นสื่อบันเทิง เราเห็นว่าก่อนที่บริษัทจะหันไปจับธุรกิจสื่อใหม่ น่าจะทำสื่อในมือที่มีอยู่เดิมให้ดีก่อน เพราะทุกวันนี้เราต้อฟังแต่เพลงรักที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน และคุณภาพของนักร้องรวมทั้งดนตรีก็ไม่ได้ต่างกัน เราอยากได้ทางเลือกในการฟังเพลงที่สร้างสรรค์และหลากหลายมากกว่านี้

เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องดังกล่าว แต่เราเป็นส่วนหนึ่งสังคม และเราเห็นว่าสื่อทั้งสององค์กรไม่ใช่เพียงธุรกิจสิ่งพิมพ์ แต่เป็นสถาบันทางปัญญาที่เรา เยาวชนของชาติเสพอยู่ทุกวัน ดังนั้น เราไม่สนใจว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร แต่หากเราพบว่าทิศทางของสื่อทั้งสองนี้เปลี่ยนไป เราจะไม่ยอมรับการกระทำดังกล่าว จะเลิกซื้อสินค้าทั้งหมดที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย มีหุ้นส่วนอยู่ รวมทั้งจะเลิกรับชมและรับฟังรายการโทรทัศน์ และคลื่นวิทยุที่เป็นของบริษัทด้วย แล้วหันไปซื้อ Mp3 แทน

หน้า 2


"ก้องเกียรติ"ชี้เปิดเสรีการค้า บีบธุรกิจควบกิจการมากขึ้น

กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2548

ในงานสัมมนาเรื่อง การควบรวมกิจการเพื่อความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ( M&A -CREATE POWER TO STRENGTHEN YOUR BUSINESS) ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส มองว่า การควบรวมกิจการเป็นกลไกสร้างสีสันให้กับตลาดหุ้น รวมถึงเป็นการลดต้นทุนการดำเนินงาน

ดร.ก้องเกียรติ ซึ่งเป็นวาณิชธนากร ที่ยืนยันมาโดยตลอดว่า วิธีการขยายกิจการให้เติบโตเร็วที่สุดคือการควบรวมกิจการ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทั่วโลกกำลังมีกระแสการเปิดการค้าเสรี ซึ่งเป็นเหตุให้บริษัทต่างๆ ทั่วโลกต้องเร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ลดต้นทุนการผลิต ขยายตลาด แลกเปลี่ยนความชำนาญเฉพาะทาง ซึ่งบริษัทในไทยก็มีแนวโน้มควบรวมกิจการมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน

โดยสถิติการควบรวมกิจการทั่วโลก 5 ปีที่ผ่านมา มีการควบรวม 20,000 รายการต่อปี มูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกลุ่มที่มีการควบรวมมากที่สุด 3 กลุ่ม คือ กลุ่มธนาคาร โทรคมนาคม และค้าปลีก สำหรับสถิติการควบรวมกิจการในเอเชีย-แปซิฟิก 5 ปีที่ผ่านมา มีการควบรวม 6,000 รายการต่อปี มูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกลุ่มที่มีการควบรวมมากที่สุด คือ กลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และหลักทรัพย์

ขณะที่ ม.ล.ชโยทิต กฤดากร กรรมการผู้จัดการ บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่าในเอเชียนั้น การซื้อกิจการอย่างไม่เป็นมิตรมีน้อย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลักษณะเจรจากับเจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ในแถบยุโรปและอเมริกานั้นจะมีทั้ง 2 รูปแบบ คือ ทั้งการเจรจาเพื่อควบรวมกิจการและการเข้าซื้อกิจการ

เขากล่าวต่อว่า กลไกสำคัญของการควบกิจการ จะเป็นการช่วยขยายธุรกิจ ลดต้นทุน และการแบ่งแยกความชัดเจนของธุรกิจ ส่งผลให้บริษัทในประเทศแถบตะวันตกบางบริษัท รอคอยให้มีบริษัทเข้ามาซื้อกิจการเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้บริษัทที่มีมูลค่าหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีความเป็นไปได้ที่จะถูกซื้อกิจการสูง แต่ในเมืองไทยมีไม่มาก ส่งผลให้ผู้บริหารบริษัทในประเทศไทยไม่มีความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นทางบัญชีมากนัก

บนกระแสการซื้อกิจการ


เหตุที่ต้องซื้อสื่อ

โดย เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ  มติชนรายวัน วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10058

นักการเมืองกับสื่อเป็นของคู่กัน นักการเมืองอาศัยสื่อ "สร้างข่าว" ขณะที่สื่อก็อาศัยนักการเมือง "ขายข่าว"

ว่าไปสองอาชีพนี้ก็เก่าไม่แพ้กรณี "กำแพงพัง" กับ "ต้นโพธิ์ผุ" จะนับว่าใครพึ่งใครก็คงยาก เพราะเอาอย่างหนึ่งออกไปอีกอย่างก็ต้องพังหรือไม่ก็ล้มทั้งคู่

หากมองจากจุดนักการเมือง เขาต้องการสร้างจุดขาย(ภาษาสื่อเรียกว่า "แย่งชิงพื้นที่") บางคนก็ดังขึ้นมาง่ายๆ เช่น ความผิดของประธานาธิบดีนิกสันทำให้ฟอร์ดได้เป็นทายาท ขณะที่คาร์เตอร์ก็ได้ชัยชนะมาจากคนกลัว ความเป็นทายาทนิกสันของฟอร์ด

การต่อสู้กันทางการเมืองสมัยใหม่ไม่ใช่เอาปืนมาถล่มกันแต่ต้องการเอาชนะใจประชาชน

กติกากำหนดว่าให้สู้กันอย่างสันติ ทว่าในามแห่งความสันตินั้นก็เต็มไปด้วยเล่ห์กลการเมืองจึงเต็มไปด้วยแท็กติก เช่น การหลอกลวงดื้อๆ หรือหลอกกระทั่งตัวเอง หรือเลือกหยิบบางประเด็นมาพูดและปิดบางประเด็นเอาไว้ หรือรีบหาความหมายให้กับข้อมูลที่ผู้คนยังไม่เข้าใจ ทั้งนี้เพื่อรีบชี้นำ

กระบวนการสร้างความนิยมเหล่านี้มี "สื่อ" เป็นตัวกลาง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสื่อสามารถกำหนดผลการเลือกตั้งได้ โลกเราพิสูจน์มามากแล้วว่าสื่อจะสามารถมีผลต่อการเลือกตั้งเฉพาะกรณีที่พรรคต่างๆ อ่อนแอหรือไม่เอาไหนพอกัน บวกกับคะแนนที่เกาะกลุ่มนั้น ถึงจะได้ไม่มากแต่ก็มีความหมายต่อการเลือกตั้ง

กระนั้นนักการเมืองก็ให้ความสำคัญต่อสื่อมาก อันที่จริง "การเล่นการเมือง" ของนักการเมือง ก็คือ "การเล่นสื่อ" ว่ากันตรงๆ แล้ว ไม่มีพรรคการเมืองไหนไม่ซื้อสื่อ

แถมสื่อที่นักการเมืองอยากซื้อนั้น ยิ่งมีความเป็นกลางเท่าใดนักการเมืองก็ยิ่งอยากจะซื้อมากเท่านั้น

เหตุที่เป็นดังนี้เพราะการซื้อสื่อของนักการเมืองแบ่งได้ 3 ประเภท

ประเภทแรก คือ สารที่ไม่เป็นกลาง (unmediated messages) การซื้อสื่อประเภทนี้ ก็คือ การโฆษณาหาเสียงนั่นเอง นักการเมืองในโลกซื้อโฆษณาจำนวนมาก เช่น ซื้อเวลาโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์เพื่อโฆษณานโยบายหรือหาเสียง ยิ่งสื่อส่งข่าวสารออกไปเท่าใด สื่อก็กระจายออกไปถึงประชาชนโดยไม่หยุดชะงัก เช่น คาร์เตอร์เน้นบุคลิกความซื่อสัตย์ของตน เพราะรู้ว่าประชาชนเริ่มไม่พอใจกับการเมืองเดิมที่ขาดความซื่อสัตย์ ขณะที่ฟอร์ดแก้ลำโดยใช้วิธีโจมตีว่าคาร์เตอร์ เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีความสามารถ และขุดคุ้ยเรื่องเก่าของคาร์เตอร์สมัยเป็นผู้ว่าจอร์เจีย

ประเภทที่สอง คือ สารที่เป็นกลางบางส่วน (partially mediated messages) สารประเภทนี้นักการเมือง ไม่ได้พูดความต้องการออกมาตรงๆ แต่มีนักข่าวชงให้หรือสรุปให้ เช่น ผู้สมัครประธานาธิบดี 2 คน นำเสนอนโยบายของแต่ละฝ่ายทางโทรทัศน์ แต่นักข่าวตัดสินให้คนหนึ่งเหนือกว่า หรือรายงานข่าวว่ามีกลุ่มบางกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้หญิงสนับสนุนฝ่ายหนึ่ง

หรือกรณีที่นักข่าวไปสัมภาษณ์คนของฝ่ายหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ แต่บทบาทของคนนั้นเป็นคุณหรือโทษต่อฝ่ายนั้น หรือบางทีก็เป็นกลลวงหรือเป็นแนวร่วมมุมกลับ ซึ่งมีเหยื่อฮุบบ่อยๆ

เช่น กรณีเจ้าของแชร์บริษัทหนึ่งออกมาแถลงว่าจะหาเงินให้ฝ่ายค้านเป็นพันล้านเพื่อสู้กับรัฐบาล หรือกรณีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ซึ่งคะแนนนิยมฝ่ายค้านพุ่งพรวด แต่กลับสะดุดทันทีเมื่อฝ่ายค้านพยายามขยายแผล ไปถึงวงศาคณาญาติของผู้นำ ครั้นเอาจริงกลับไม่มีหลักฐานหรือพยานหักมุม การแสดงความสนับสนุนการเมืองฝ่ายหนึ่ง แต่ผลออกมาตรงกันข้ามเช่นนี้ หากมีการวางแผนจริงก็นับว่าแยบยล แต่ที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องมีสื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ แม้ว่าสมรู้ร่วมคิดหรือไม่ก็ตาม

ประเภทที่สาม คือ สารที่เป็นกลางมากที่สุด (mostly mediated messages) สื่อที่มีผลต่อการเมืองมากที่สุด คือ สื่อที่เสนอข่าวสารโดยทำตัวเป็นท่อผ่านข่าว แม้นักข่าวจะรู้ว่าผู้ให้สัมภาษณ์เลือกแสดง เลือกรับรู้ และเลือกเก็บข่าว แต่นักข่าวคุมข่าวได้โดยนำเสนอเฉพาะตัวข่าว

ปกติสารประเภทนี้ ผู้ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ ก็คือ ตัวแสดงส่วนใหญ่เป็นรัฐที่มีบทบาทในการดำเนินการต่างๆ

เช่น นักข่าวรายงานข่าวว่ารัฐบาลเสนอกฎหมายฉบับนี้แล้ว หรือประธานาธิบดีพูดว่าอย่างนั้น คำพูดของท่านก็ย่อมเป็นนายท่านเอง การได้หรือเสียประโยชน์จากข่าวย่อมขึ้นอยู่กับ "กรรม" คือ ผลของการกระทำสิ่งนั้นเป็นสำคัญ

การเสนอสารที่เป็นกลางนี้นักการเมืองซื้อนักข่าวไม่ได้มาก นอกจากสร้างความคุ้นเคยและเอื้อประโยชน์ให้ เช่น ช่วยหาโฆษณาให้ แต่ทางแก้ปัญหาจริงๆ ก็อยู่ที่การสร้างกรรมดี เพื่อให้ผลดีปรากฏออกไปเป็นข่าว เมื่อทำทุกเมื่อเชื่อวันก็กลายเป็นนิสัยและเป็นกุศลธรรม

สำหรับสื่อที่ส่งสารอย่างเป็นกลางนั้นเมื่อส่งบ่อยๆ คนก็เชื่อและกลายเป็นสถาบัน

สื่อที่เป็นกลางจึงไม่ได้เกิดง่ายๆ เช่น ไม่อาจใช้เงินพันล้านมาลงทุนเพียงเดือนเดียวหรือปีเดียว ในมุมกลับนั้นสื่อประเภทนี้ กลับมีผลต่อการให้การเรียนรู้ทางการเมือง (political socialization) เพราะค่อยๆ หล่อหลอมความคิด และทัศนคติทางการเมืองของสังคม ซึ่งมีบทบาทยกระดับมาตรฐานการเมือง

และว่าไปแล้วกรณีที่นักการเมืองแข่งกันและไม่มีใครดีกว่ากัน นักการเมืองสองฝ่ายก็บาดเจ็บพอกัน เพราะสื่อที่เป็นกลางมักเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นจุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย

เพียงแต่อคติและความฝังใจทำให้แต่ละฝ่ายเลือกรับรู้เมื่อสารที่นำเสนอตรงใจก็คิดว่าสื่อประเภทนี้เป็นพวก

ส่วนสารที่เสนอออกมาขัดใจก็คิดว่าเขาเป็นศัตรู

อันที่จริงสื่อที่ทรงอิทธิพลกับความเป็นกลางนั้น ยากที่จะแยกออกจากกัน

หากสื่อไม่เป็นกลาง สื่อนั้นก็ย่อมมีอิทธิพลต่อสังคมน้อย จุดนี้นี่เองคนที่คิดครอบงำสื่อจึงจ้องตาเป็นมัน เพราะหากเขาค่อยๆ เข้ามาครอบสื่อที่เป็นกลางนั้นได้ เขาก็จะสามารถสร้างความคิดครอบสังคมได้ เนื่องจากผู้อ่านเชื่อในความเป็นกลางของสื่ออยู่ก่อนแล้ว

ผู้อ่านเชื่อว่าสิ่งที่เขาอ่านนั้นเป็นข่าวบริสุทธิ์(pure news) และการคิดว่าไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อปนอยู่ในข่าวหรือมีก็เพียงแต่เล็กน้อยนั้น เป็นตัวกำหนดความคิดของคนอ่าน

แม้ในความเป็นจริงผู้อ่านสามารถพิสูจน์ได้โดยนำข่าวจากสื่อหลายทางมาเปรียบเทียบกัน แต่ความจำกัดเวลาและเงินทองก็ทำให้ผู้อ่านสามารถอ่านหรือฟังข่าวจากสื่อได้ไม่กี่ทาง โอกาสของการพิสูจน์ความจริงจึงมีไม่มาก

ประการสำคัญ คือ การโฆษณาชวนเชื่อที่กระทำผ่านทางสื่อนั้นจับยากเพราะไม่รู้ว่าเป็นการจงใจหรือไม่จงใจ เนื่องจากข้อเท็จจริงนั้นเป็นเรื่องกว้างๆ นักข่าวสามารถหยิบยกเรื่องใดมาเสนอก็ได้ ทั้งพาดหัว หน้ากระดาษ หรือเวลามีจำกัด การนำเสนอนั้นจึงเป็นทั้งอคติและความสามารถของนักข่าว และเป็นไปได้ว่าอาจถูกบิดเบือนมาตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเพียงมูลที่อยู่กับแหล่งข่าว

ความเป็นกลางของสื่อจึงเป็นเรื่องใหญ่เพราะสื่อต้องอาศัย "ศรัทธานำทาง" และผู้อ่านใช้ศรัทธานี้เป็นหลักในการวิเคราะห์สื่อ การเข้ามายึดครองสื่อจึงมีผลทำให้สื่อเสียความเป็นกลาง อีกทั้งยังเสียความเป็น "สถาบัน" เพราะความเป็นสถาบันขององค์การทุกชนิดเกิดจากการพัฒนาจากความเป็นพรรคพวก (factions) ไปสู่การยึดผลประโยชน์ส่วนรวม (public interests) และความเป็นวิชาชีพ (professional) ที่มีจรรยาบรรณเป็นเครื่องกำกับ ซึ่งหมายถึงการไม่ทำผิดแม้อยู่ลับหลังหรือไม่มีใครรู้ อันกระทำได้ด้วยการจัดตั้งสมาคมวิชาชีพตรวจสอบกันเองและการปลูกฝังทางวิชาชีพและจิตวิญญาณ

การเข้ามาเทกโอเวอร์สื่อมีนัยของความเป็นพรรคพวกทางการเมืองอยู่มาก การกระทำนี้จึงมีความหมายมากกว่าการลงทุนทางธุรกิจหรืออ้างว่าตลาดทุนนิยมเปิดช่องให้

และกรณีนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการครอบกิจการที่มีวัฒนธรรมปรปักษ์ต่อกัน หากเป็นกรณีสำคัญมีความหมายต่อการเรียนรู้ มาตรฐานและศีลธรรมทางการเมืองของประเทศ

ความคิดที่ว่าจะปิดปาก "ข่าวร้าย" โดยอาศัยข้ออ้างของการลงทุนนั้นเป็นเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจที่ตื้นเกินไป

ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนอย่างจงใจหรือเป็นเพียงความคิดที่จะเอาใจกัน แต่ก็น่าจะเป็นบทเรียนอีกบทหนึ่งของสังคมไทย

บางคนอาจพูดถูกที่ว่า "มึงมีเงินคนเดียวหรือยังไง"

หน้า 6


สำนึกมโนธรรม

โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์  มติชนรายวัน วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10058

ไม่มีถ้อยคำอื่นใดที่จะมอบให้พี่เพื่อนน้องและท่านผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย โดยเฉพาะท่านผู้อ่าน ท่านผู้แทนจำหน่ายหนังสือพิมพ์ และเพื่อนสื่อมวลชนทุกแขนงที่มีต่อพวกเราชาวมติชน (ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ ฯลฯ) ที่ทั้งพากันเดินทางมาเป็นขวัญและกำลังใจ มอบดอกไม้ เขียนถึง พูดถึง ให้ความรู้เรื่องทางธุรกิจทุนนิยม และที่สำคัญคือสำนึกของความเป็นสื่อมวลชน สำนึกรักและหวงแหนในเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย ของพี่น้องคนไทยทั้งในประเทศ และต่างประเทศ จึงทำให้ขบวนการทุนนิยมต้องล่าทัพถอยไปตั้งหลัก และน่าจะขบคิดถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ ว่าควรจะดำเนินธุรกิจกันอย่างไรต่อไป

ประเทศที่เป็นเสรีนิยม ยึดระบอบประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ย่อมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพลเมืองเป็นหลัก

บทบัญญัติในหมวดแรก มาตรา 4 ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับการคุ้มครอง

หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 39 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น (วรรคสอง) การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยโดยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกัน หรือระงับความเสื่อมทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน (วรรคสาม) การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ (วรรคหก) การให้เงิน หรือทรัพย์สินอย่างอื่น อุดหนุนหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้

มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม (วรรคสอง) การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบ การประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาด หรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

ในมาตรา 50 เสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ แม้จะโดยเสรี แต่ต้องอย่างเป็นธรรม และการจำกัดเสรีภาพนั้นจะกระทำมิได้ เว้นแต่เพื่อป้องกันการผูกขาด หรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

อย่างเป็นธรรมและไม่เป็นธรรม คืออะไรและอย่างไร

ธรรม หรือ ธรรมะ คือ คุณความดี หลักประพฤติปฏิบัติในศาสนา ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎ กฎเกณฑ์ กฎหมาย

ดังนั้น อย่างเป็นธรรมและอย่างไม่เป็นธรรมย่อมมีคำตอบอยู่ในตัวเองแล้ว

มนุษย์ย่อมมีเสรีภาพมาแต่กำเนิด เช่นเดียวกับธรรม มีสิทธิตามที่สังคมนั้นกำหนดขึ้น

เสรีภาพเป็นสภาพของกายคือการกระทำและการพูด ส่วนธรรมเป็นสภาพทางใจ

ขณะที่การกระทำของมนุษย์มีทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม

การกระทำทั้งหลายทั้งปวงของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสรีภาพ สิทธิ จึงต้องมีมโน หรือใจร่วมด้วยเป็นขบวนเสมอ จะแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะมนุษย์มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า

ใจ หรือ มโนที่ดี คือ มโนธรรม หมายถึง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความรู้สึกว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ จึงต้องมีอยู่ในความเป็นมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

มโนธรรม ทำให้ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์ เป็นคนดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้

มโนธรรม ทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เสริมสร้างศีลธรรมอันดีให้กับประชาชน เพื่อความเป็นระเบียบในสังคมและการประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพ ทั้งยังคุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันการผูกขาด โดยเฉพาะเสรีภาพของประชาชน

ใคร หรือสิ่งใดก็ตามที่แสดงถึงเสรีภาพของประชาชน เขาย่อมจะต้องหวงแหน และแสดงออกมาอย่างไม่ยับยั้ง

เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ คือเสรีภาพของประชาชน แล้วจะไม่ให้ประชาชนหวงแหนหนังสือพิมพ์ได้อย่างไร

หน้า 6


สัมภาษณ์พิเศษ ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.กรุงศรีอยุธยา ที่ปรึกษาการทำคำเสนอซื้อหุ้นบริษัทมติชน จำกัด(มหาชน)

มติชนรายวัน วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10057

"การขึ้นเอสพีหุ้นมติชน ไม่ได้ช่วยให้ราคาหุ้นไม่ตก ขณะเดียวกัน ยังเป็นการลิดรอนสิทธิของคนที่ต้องการสภาพคล่องในการซื้อขายด้วย"

- บล.กรุงศรีฯเข้ามาเป็นที่ปรึกษาได้อย่างไร

เริ่มจากเมื่อวันที่ 12 กันยายน บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) ที่มีข่าวการเข้ามาถือหุ้นมติชน 32.23% ก็มีการเช็คข่าวกัน และถูกตามตัวในวันรุ่งขึ้น เราก็เข้ามารับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งความตั้งใจของนายขรรค์ชัย(บุนปาน ประธานกรรมบริษัทมติชน) คือ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงาน

เวลารับงานต้องดูภาพรวมว่ามีอะไรที่เป็นองค์ประกอบของมติชน โครงสร้างผู้ถือหุ้นเดิมก่อนที่จีเอ็มเอ็ม มีเดียเข้ามาเป็นอย่างไร ซึ่งพบว่าในอดีตมีนักลงทุนต่างประเทศถือหุ้นในสัดส่วน 62% แต่ที่มีรายชื่อปรากฏในทะทะเบียนผู้ถือหุ้นมีจำนวน 49% และอีก 12% อยู่ในบริษัทไทยเอ็นดีวีอาร์(บริษัทที่ถือหุ้นแทนต่างชาติ) ซึ่งผู้ถือหุ้นที่ปรากฏรายชื่อในสัดส่วน 49% นั้น ครั้งสุดท้ายที่มีซื้อขายหุ้นกันคือปีครึ่งที่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มผู้ลงทุนเงียบ คงจะมีใครสักคนที่ไปรวบรวมหุ้นจำนวน 32% ออกมาขาย

ส่วนนายขรรค์ชัยที่ถือหุ้นอยู่ 24% และเมื่อรวมพันธมิตรอีก 5% รวมแล้วเกือบ 30% เมื่อเทียบกับจีเอ็มเอ็มที่ถืออยู่ 32.23% ณ วันนั้นจึงมีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 กลุ่ม ดังนั้น จึงคิดว่าจะเกิดอย่างไรกับมติชน แต่ในหลักการที่นึกไว้คือ ในการทำงานทุกคนจะต้องมีความสุข ทั้งผู้ถือหุ้นเดิม ผู้ถือหุ้นใหม่ และผู้ถือหุ้นที่เหลือ ซึ่งรวมถึงผู้ถือหุ้นต่างประเทศที่มีสัดส่วน 62% ยังเหลือ 30% จากที่ขายออกมา 32% และยังมีคนไทยอีก 10% และยังดูไปไกลกว่านั้น เพราะยังมีกองบรรณาธิการ พนักงาน ผู้บริโภคที่อ่านหนังสือพิมพ์มติชน หรือแม้กระทั่งประชาชนที่ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ แต่มีความเป็นห่วงเป็นใยในสื่อที่มีการเปลี่ยนแปลงในแง่การลงทุนในสื่อกลางๆ เมื่อเห็นภาพรวมแล้ว จึงมาดูถึงขบวนการเทกโอเวอร์ อันนี้เป็นสิ่งที่มีในใจ

สรุปคือ ได้วิเคราะห์เหตุการณ์คนที่เกี่ยวข้อง กฎระเบียบ เราจึงเห็นว่าท้ายที่สุดจึงให้คำปรึกษาว่าควรจะทำอย่างไร ซึ่งเจตนารมณ์ของนายขรรค์ชัยคือ ต้องการที่จะให้การทำงานของมติชนไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ตอนนี้มี 2 กลุ่ม จึงต้องการลดความสำคัญของกลุ่มใหม่ ไม่ให้มีบทบาทในการบริหาร จึงเกิดการเจรจา ท้ายที่สุดจึงถอยลงเหลือ 20% ไม่ให้เข้ามาเป็นกรรมการ จนกว่านายขรรค์ชัยจะเห็นเหมาะสม วัตถุประสงค์ต้องการแค่นั้นคือ ให้จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ลดเหลือ 20% จึงต้องขายหุ้นออกมา 12%

จริงๆ แล้วนายขรรค์ชัยต้องการจะหยุดแค่ถือหุ้นเดิม 24% เพราะมีความตั้งใจว่าถ้าเป็นไปได้ อยากให้ผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ที่ยังยึดถือการดำเนินธุรกิจของนายขรรค์ชัยมานาน มอบหมายให้ดำเนินธุรกิจตามวัตถุประสงค์เดิม แต่เมื่อรับเพิ่มมา 12% ทำให้สัดส่วนหุ้นเพิ่มเป็น 36% ซึ่งตามกฎหมายสัดส่วนหุ้นที่เพิ่มเมื่อก้าวข้าม 25% จะต้องทำเทนเดอร์ฯ ซึ่งการทำเทนเดอร์ฯ จะนับจากจำนวนหุ้นของนายขรรค์ชัยที่เพิ่มจาก 24% เป็น 36% และส่วนของจีเอ็มเอ็ม มีเดีย อีก 20% รวมแล้ว 56% เหลือหุ้นที่จะต้องทำเทนเดอร์ฯ 44% หรือคิดเป็น 90 ล้านหุ้นในราคาที่จะทำเทนเดอร์ฯ 11.10 บาท รวมมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท

- ตกลงว่าจะต้องทำเทนเดอร์ฯทั้งจำนวน

ที่ผ่านมาหลายคนพูดว่า ไม่ต้องทำเทนเดอร์ฯทั้งจำนวนหรือทำบางส่วน ทำให้เกิดความสับสนให้กับนักลงทุนว่าจะขายจำนวนเท่าใด ซึ่งในทางกฎหมายนายขรรค์ชัยยังมีทางเลือกคือ การซื้อหุ้นเพิ่มอีก 12% ต้องทำเทนเดอร์ฯทั้งจำนวน หรือเลือกทำเทนเดอร์ฯเลยในขณะนี้ แต่สัดส่วนจะต้องไม่เกิน 50% แต่ทั้งหมดที่คิดจะไม่เลือกวิธีการทำเทนเดอร์ฯก่อน เราได้แนะนำให้นายขรรค์ชัยก้าวข้าม 25% ไปก่อน แล้วทำเทนเดอร์ฯทั้งจำนวน

แม้ช่วงวัน 2 วันที่ผ่านมาจะมีข่าวออกมาตลอด แต่เราได้ชี้แจงไปแล้วว่า ได้เลือกแล้วว่าจะทำเทนเดอร์ฯทั้งจำนวนเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา และยังยึดมั่นในถ้อยแถลงเดิม ซึ่งราคาที่กำหนด 11.10 บาทนั้น เป็นราคาสูงสุด ย้อนหลังในช่วง 90 วัน และหากไปดูย้อนหลัง 90 วันถึง 1 ปี นายขรรค์ชัยไม่ได้ซื้อหุ้นเลย แต่ตกลงซื้อที่ราคา 11.10 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน และขณะนี้ก็ยังไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปรับเพิ่มราคา

-ราคาเทนเดอร์ฯ 11.10 บาทแพงไปหรือไม่

สำหรับราคาเทนเดอร์ฯที่ 11.10 บาท นั้น นักวิเคราะห์มองกันว่า ในเชิงมูลค่าหุ้นของมติชน น่าจะอยู่ที่ 8.5-10 บาท ดังนั้น ราคา 11.10 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สูงเกินไป ดังนั้นในแง่คนขายถือว่าราคา 11.10 บาท เป็นราคาที่ดีอยู่แล้ว แต่ในแง่นายขรรค์ชัย ในราคา 11.10 บาท ถือว่าค่อนข้างสูง แต่เพื่อให้ทุกอย่างลงตัว นายขรรค์ชัยก็ต้องรับซื้อในราคานั้น

ขณะนี้ ภาระของนายขรรค์ชัยอยู่ที่ต้องรับซื้อที่ราคา 11.10 บาท เพราะเป็นราคาสูงสุดที่ซื้อมาล่าสุด ทำไมจึงอยากให้นายขรรค์ชัยจ่ายมากกว่านั้น เชื่อว่าผู้ลงทุนรายย่อย ทั้งที่ไล่เก็บหุ้นเพื่อมาลงคะแนนให้นายขรรค์ชัย ซึ่งเป็นความหวังดี หรือเข้ามาเก็งกำไรไปพร้อมๆ กัน ซึ่งสิ่งที่นายขรรค์ชัยทำไปก็เพื่อให้ทุกอย่างนิ่ง ทั้งในแง่กอง บ.ก.(บรรณาธิการ) ที่จะทำงานตามเจตจำนงเดิม การประกอบการที่ผู้ถือหุ้นจะต้องได้รับผลตอบแทนพอควร ผู้บริโภคได้รับข่าวสารที่เป็นกลาง สังคมมีสื่อที่เป็นกลางเหมือนเดิม

- ผู้บริหารมติชนต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่

สำหรับกรณีที่มีการพูดว่า ผู้บริหารมติชนต้องออกมารับผิดชอบนั้น เป็นความเข้าใจผิด เพราะนายขรรค์ชัยได้ประกาศชัดเจนเมื่อวันที่ 16 กันยายนว่า ตกลงที่จะรับโอนหุ้น 12% และตั้งโต๊ะ บังเอิญอาจจะพูดว่า บางส่วน ไม่ต้องตั้งโต๊ะ ทำให้เกิดความสับสน และข่าวก็ออกมาเรื่อยๆ เกิดความไม่แน่นอน ราคาในตลาดจึงไม่แกว่งไปกว่านั้น

- ทำไมไม่ห้ามซื้อขายหุ้นมติชน(เอสพี)

การขึ้นเอสพี ไม่ได้ช่วยให้ราคาหุ้นไม่ตก ขณะเดียวกัน การเอสพี ยังเป็นการลิดรอนสิทธิของคนที่ต้องการสภาพคล่องในการซื้อขายด้วย

มองอีกมุมคือ ข่าวไม่ชัดเจน เกิดความสับสน ซึ่งได้แถลงไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน เพียงแต่เหตุการณ์ยังไม่เกิด เพราะตามกำหนดการณ์วันที่ 23 กันยายนนี้ จึงจะมีการซื้อขายหุ้นส่วนที่ 12% ซึ่งเราตั้งใจว่าจะยื่นทำเทนเดอร์ฯไปในวันนั้นเลย

- กรณีมีการเรียกร้องให้ผู้บริหารมติชนต้องออกมารับผิดชอบ ที่มีผู้เข้าไปซื้อหุ้นมติชนในราคาสูงซึ่งขณะนี้มีราคาลดลง

ไม่ต้อง เพราะเรื่องของกระแส ความรู้สึก คนในมติชนอยากรวมพลัง ขณะที่นายขรรค์ชัยอยู่เฉยๆ ไม่ได้ซื้อหุ้นเพิ่มไม่ได้ทำอะไรเลย มีคนที่ต้องการช่วยเพราะเห็นใจ เป็นเรื่องของความรู้สึก ของคนที่ต้องการปกป้องมติชน ไม่ใช่เจตจำนงของนายขรรค์ชัย

- ทำไมยังมีความสับสนเกี่ยวกับการทำเทนเดอร์ฯ

ผมไม่เข้าใจว่าคนสับสนไปเพราะอะไร คนต้องการอะไร เพราะหากเราไม่หยุดเมื่อวันที่ 16 กันยายน และปล่อยให้มีการซื้อขายหุ้นบนความสับสนเป็นเวลา 5-6 วัน ราคาหุ้นคงไป 100 บาทแล้ว ต้องให้ความเป็นธรรมและมองว่า ทุกอย่างไตร่ตรอง พอพินิจพิเคราะห์ว่าควรหยุดความสับสนความวุ่นวาย และเมื่อวันที่ 16 กันยายน ก็ชัดเจนแล้วว่า ความตั้งใจคืออะไร ถ้าคนได้ฟังก็คงจะหยุดความสับสนได้บ้าง

หน้า 20


ในท่ามกลางทุน 2 กระแส

คอลัมน์ เดินหน้าชน  โดย จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด  มติชนรายวัน วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10059

จากกรณี "แกรมมี่ฮุบสื่อ" ทำให้พอจำแนกแยกแยะ "ระบบทุน" ที่อยู่ล้อมรอบตัวเราได้ชัดเจนขึ้นว่ามี 2 กระแส

กระแสหนึ่งคือ ทุนที่มุ่งแต่เอาเงินต่อเงิน เพื่อกำไรสูงสุด ไม่เคยเอื้ออาทรต่อสังคมแวดล้อมที่ตัวเองไปดูดกลืนทรัพยากรเขามา ไม่เคยมองคนในมิติที่มีจิตวิญญาณ นอกจากมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตที่ซื้อได้ด้วยเงิน ขายได้เพื่อเงิน หรือไม่ก็มองเพียงแค่ว่าเป็นเป้าหมายที่จะต้องกระตุ้นให้บริโภคสินค้าและบริการของตนอย่างไม่มีขอบเขต หากจะมีกลิ่นอายนึกถึงคนอื่น สิ่งอื่นบ้าง ก็ได้แค่การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพอย่างผิวเผิน

ส่วนอีกกระแส คือทุนเชิงคุณธรรม ที่อย่างน้อยก็ตระหนักรู้ว่าตนอยู่ได้ เติบโตได้ด้วยสิ่งอื่น คนอื่น จึงพยายามที่จะแบ่งปันเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างพึ่งพาอาศัย โดยไม่ขัดแย้ง

น่าดีใจที่ขณะนี้แนวโน้มใหม่ของโลก เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมและสนับสนุนทุนประเภทหลัง ด้วยเห็นว่าจะทำให้ทั้งสังคมมีความมั่นคงและยั่งยืนกว่า

แนวคิดที่เริ่มเป็นที่รู้จักนี้ เรียกย่อๆ สั้นๆ ว่า "ซีเอสอาร์" หรือ "ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ" (CSR- Corporate Social Responsi bility) และ "เอสอาร์ไอ" หรือ "การลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม" (SRI- Socailly Responsible Invesment) ซึ่งสถาบัน ISO เตรียมจะจัดประชุมต่อยอดยกที่ 2 ในประเทศไทย ในวันที่ 24-30 กันยายนนี้ หลังจากประชุมยกแรกไป เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ประเทศบราซิล คาดว่าจะนำไปสู่การกำหนดเป็นมาตรฐานที่ชัดเจน ภายใต้ ISO 26000 สำหรับให้องค์กรธุรกิจทั่วโลกต้องยึดถือปฏิบัติในเวลาไม่ช้าไม่นาน ต่อไปใครทำไม่ได้ตามมาตรฐานนี้ถือว่าเชยและล้าหลัง

ปรากฏการณ์ฮุบ 2 สื่อในเวลาพร้อมกันครั้งนี้ ไม่อยากสรุปเอาเองว่า แกรมมี่เข้าข่ายทุนแบบแรก และเครือมติชน-บางกอกโพสต์ ที่โดดเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้ก้าวเดินต่อไปได้ในทางธุรกิจ เป็นทุนประเภทหลัง

แต่ปฏิกิริยาของสังคมที่เป็นไปอย่างเหนือความคาดหมาย ก็ได้ตัดสินและจำแนกให้เห็นอย่างชัดเจนในระดับหนึ่งว่า อะไรเป็นอะไร ทุนแบบไหนที่สังคมไทยยอมรับและแบบไหนที่ต่อต้าน

ทั้งยังเป็นปฏิกิริยาที่จงใจกระทบชิ่งไปให้อำนาจผูกขาดที่อยู่เหนือขึ้นไป ได้รับรู้ถึงความอัดอั้นตันใจที่สั่งสมมานาน ภาพลักษณ์แกรมมี่จึงเสียหายหนักอย่างคาดไม่ถึงด้วยเหตุฉะนี้

แม้ทุนนิยมจะทะลุทะลวงสังคมไทยได้อย่างรวดเร็วและลงลึกถึงระดับรากหญ้า แต่สังคมไทยก็มีคุณลักษณะเฉพาะ นั่นคือมิติทางด้านจิตใจ มิติของความเป็นเพื่อน พี่ น้องในหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งในบริบทโลก ทุนนิยมที่อยู่บนพื้นฐานนี้เท่านั้นจึงสอดคล้อง เหมาะสม และได้รับการยอมรับ

ใครที่อ้างความเป็นเพื่อน พี่ น้องเพื่ออำพรางวัตถุประสงค์ที่หวังครอบครองหรือแสวงหากำไรสูงสุด จึงถูกมองอย่างหวาดระแวงว่าเป็นนักฉวยโอกาส

ยิ่งเมื่อทั้งสังคมขานรับว่าแนวคิด "เศรษฐกิจพอเพียง" น่าจะเป็นทางรอดจากวิกฤต ใครที่ปากท่องบ่น แต่มือยังมุ่งกอบโกยกำไรเกิน "ระดับที่เหมาะสม" โดยไม่คำนึงถึง "ความชอบธรรม" อันเป็นหลักสำคัญของการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ก็คงถูกมองไม่ต่างกัน

ทุกท่าทีจึงมีต้นทุน ไม่บวกก็ติดลบ ถ้าเผลอมักง่าย โลภมาก ก็มักจะติดหล่มไม่รู้ตัว

น่าคิดว่า อำนาจผูกขาด นำไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนและความสุขจริงๆ หรือ

หรือมันเป็นความยั่งยืนจริง ความสุขจริงของแค่บางองค์กร บางบริษัท แต่เป็นปัจจัยที่ทำร้ายและสร้างทุกข์ให้สังคมทั้งระบบ

เพราะเมื่อไหร่ที่ยิ่งผูกขาด ความสมดุลก็ยิ่งถูกทำลาย ความขัดแย้งก็ยิ่งสะสม แล้วทั้งสังคมจะไปเหลืออะไร

ขณะที่หากคงไว้ซึ่งความหลากหลาย ก็จะช่วยสร้างความสมดุล และอิสระจากการถูกครอบงำ ย่อมนำความสุข ความงาม และปัญญามาสู่สังคม

ธุรกิจข้ามชาติระดับโลก เริ่มปรับมุมมองใหม่เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้กับชาวโลก องค์กรธุรกิจชั้นแนวหน้าของไทยหลายแห่ง ก็เริ่มขานรับและปรับลดภาพผูกขาด หันมาเน้นกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องเพราะตระหนักถึงภัยที่จะมาถึงตัว

บทเรียนจากปรากฏการณ์แกรมมี่ฮุบสื่อเที่ยวนี้ จึงมีคุณค่ายิ่ง หากใครช่วงชิงแปรวิกฤตเป็นโอกาส

แต่ถ้าใครยังดันทุรังคิดจะเดินหน้าครอบงำผูกขาดด้วยมุมคิดเดิมๆ คงเหนื่อยหนักกว่าเก่า เพราะประชาชน และสังคมได้เรียนรู้มากขึ้น และมั่นใจในพลังตัวเองมากขึ้นว่า เมื่อเลือกที่จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนใครแล้ว ผลออกมาอย่างไร

หน้า 9


สื่อไทย...ทั้งคุกคามและถูกคุกคาม

ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา/คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ  กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2548

สื่อ...ถูกคุกคาม? สื่อ...ละเมิดสิทธิของปัจเจกบุคคล? สื่อ...ไม่ทำหน้าที่ที่ควรจะทำ? สื่อ...???

ในวันนี้ โจทย์คำถามเกี่ยวกับเรื่องสื่อมีมากมาย ทั้งในแง่ลบและบวก เช่น ทำไมต้องประโคมข่าววีซีดีไฮโซ (เมื่อ 2-3 ปีก่อน) ทำไมต้องประโคมข่าวเรื่องของ (เจ้าหญิง) แหม่มกันมากมาย

หรือเพียงเพื่อที่จะขายข่าว? หรือเพื่อที่จะสนองความต้องการของคนในสังคมที่ต้องการจะลืมชีวิตของตนเอง โดยเบี่ยงเบนไปสนใจเรื่องของคนอื่นแทน? เราจะอธิบายอย่างไรต่อปรากฏการณ์ของการที่คนในสังคมอยากรู้เรื่องของคุณแหม่ม และเราจะอธิบายอย่างไรต่อการเฝ้าติดตามจอรายการ Academy Fantasia ไม่ว่าจะภาคใดก็ตาม

ในแง่มุมหนึ่งสื่อได้ทำการตอบสนองการอยากลืมเรื่องของตัวเองในชีวิตของปัจเจกบุคคลโดยการอยากไปรู้เรื่องของคนอื่น ซึ่งเท่ากับว่า สื่อได้ทำให้พื้นที่ส่วนบุคคล (private sphere) กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะ (public sphere) โดยเฉพาะชีวิตของผู้ที่มีชื่อเสียง (celebrity)

นี่คือการคุกคามของสื่อที่มีต่อปัจเจกบุคคล?

แต่ในอีกด้านของเหรียญ เราจะเห็นได้ว่า สื่อก็ถูกคุกคามได้เหมือนกัน โดยจะเป็นการคุกคามจากทุนและการเมือง ก็แน่ละครับ ปัจเจกบุคคลคงจะไปทำอะไรไม่ได้

ในแง่นี้ เราถือได้ว่าเป็นยกที่ 2 เพราะถ้าผู้อ่านจำกันได้ ตอนรัฐบาลไทยรักไทยสมัยที่ 1 นั้น รัฐบาลก็ทำตัวเป็นขุนศึกเปิดศึกรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสื่อไทยหรือสื่อต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นสื่อของเอเชีย ยุโรป หรืออเมริกา

และก็เป็นเรื่องที่น่าบังเอิญสุดๆ ที่ในช่วงเวลานั้น สื่อต่างชาติไม่ว่าจะเป็น Far Eastern Economic Review และ The Economist ต่างก็โดนแบนไม่ให้จำหน่ายในประเทศไทย ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีก็ได้ตอบโต้กับสื่อต่างๆ ในประเทศอย่างดุเดือด และในขณะเดียวกัน บางสื่อก็โดน ปปง.ตรวจสอบทางการเงิน จนทำให้เกิดคดีประวัติศาสตร์ที่ ปปง. ต้องขอถอนฟ้องเรื่องก่อนหน้าที่ศาลปกครองจะทำการตัดสินคดีเพียงวันเดียว

ยกแรกผ่านไป ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้จากบทเรียนและไปปรับกลยุทธ์ของตนเอง แต่ฝ่ายที่มีอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางการเงินผสมกันย่อมจะได้เปรียบมากกว่า เราต้องไม่ลืมว่าสื่อก็ต้องการอยู่รอดทางด้านเศรษฐกิจซึ่งนับวันจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเพราะอุดมการณ์นั้นกินได้ไม่อิ่มท้อง และจุดนี้ก็เป็นจุดที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองและการเงินใช้เรื่องทางเศรษฐกิจและธุรกิจมาเป็นเครื่องมือในรูปแบบใหม่จัดการกับสื่อ

หลัก "การแบ่งแยกและปกครอง" โดยการให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจ กับพวกที่อยู่ข้างตนถูกนำมาผสมผสานกับมิติทางธุรกิจ เช่น การให้ลงโฆษณาหรือการถอนโฆษณา (อันนี้ไม่รวมถึงสื่อบางบริษัทที่ยังไงก็เข้าข้าง และยอมเป็นเครื่องมือให้กับผู้มีอำนาจอยู่แล้ว) เมื่อเจอลูกนี้หนังสือพิมพ์ภาษาไทยก็แยกค่ายกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แบ่งเป็นค่ายไหนๆ ผู้อ่านก็คงทราบกันดี

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าใครวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างการทำหน้าที่ของคนในรัฐบาลกับบริษัทของตน ก็จะมีบางบริษัทออกมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นร้อยล้านพันล้าน โถ...ใครจะไม่ฝ่อละครับ ถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศสามารถทำกับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้

เท่านี้ยังไม่พอ ถ้าคนในกองข่าวคนใดหัวแข็ง ก็มักจะมีตัวอย่างให้เห็นว่านักข่าวคนนั้นต้องออกไปจากบริษัท กรณีหัวหน้าข่าวฝ่ายความมั่นคงของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี แต่หมัดที่เด็ดไปกว่านั้นคือ การเข้าไปฮุบสื่อเสียเลย

ถ้าบริษัทที่เป็นแกนรวมกลุ่มทางธุรกิจของผู้มีอำนาจซื้อบริษัทสื่อได้ ก็ไม่ต้องกลัวการวิพากษ์วิจารณ์อีกต่อไป ไม่ทราบว่ากรณีการซื้อหุ้นของมติชนและบางกอกโพสต์จะนำเอาทฤษฎีนี้มาอธิบายได้หรือไม่? จริงๆ แล้ว กรณีของบางกอกโพสต์ก็เคยตกเป็นข่าวมาแล้วรอบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การแบนโดยใช้อำนาจดิบแบบเผด็จการสมัยก่อนก็ยังมีอยู่ เช่นกรณีของการแบน "เมืองไทยรายสัปดาห์" จาก อสมท ก็ยังมีประเด็นอยู่ว่ามาจากสาเหตุใดกันแน่ เพราะจากการฟังและอ่านเนื้อหาก็เป็นเพียงแค่การเล่าเรื่อง การหลงทางของลูกแกะ ที่เป็นอุปมาอุปไมยในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเท่านั้น

จริงๆ แล้ว อสมท คงต้องทบทวนบทบาทของตนเองอย่างมาก เพราะในขณะที่รายการที่เชียร์รัฐบาลอย่างออกนอกหน้า ซึ่งมีผู้จัดเป็นคนคู่มาจัดแล้วพูดว่าคนอื่นเสียๆ หายๆ อยู่ตลอดเวลายังปล่อยให้จัดอยู่ได้ หวังว่ากรรมการบอร์ด อสมท คงจะเห็นใจผู้ที่ที่ถูกว่ากระทบและใช้มาตรฐานเดียวกับรายการที่โดนแบนไปด้วย

กรณีที่เกิดขึ้นที่อาจถูกมองได้ว่าเป็นการคุกคามสื่อให้ผู้ที่สนใจการเมืองได้เห็นตัวอย่างอีกอันหนึ่งว่า ประชาธิปไตยนั้นขาดสื่อที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแสดงความคิดเห็นไม่ได้ แต่เผด็จการทนที่จะให้สื่อทำหน้าที่ไม่ได้

การที่สื่อทำหน้าที่เป็นผู้คุกคามโลกส่วนตัวของปัจเจกบุคคล แต่ในขณะเดียวกัน เสรีภาพของสื่อก็ถูกผู้มีอำนาจทางการเงินและการเมืองคุกคาม แสดงให้เห็นเรื่องราวแปลกๆ ในโลกว่า เราอยู่ในโลกที่แปลกแต่จริงและมีความกำกวมใจเสมอ

แต่การคุกคามประเภทหลัง จะน่ากลัวและสร้างผลกระทบต่อเรามากกว่า เพราะการคุกคามต่อเสรีภาพของสื่อนั้น นอกจากจะคุกคามสื่อแล้ว ยังสร้างผลให้เกิดการคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชนโดยตรงด้วยครับ