|
||||||||||||||
|
ทุนนิยม
และเสรีภาพทางเศรษฐกิจ
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th มติชนรายวัน วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10057 ถ้าใครคิดว่าการที่เศรษฐกิจอยู่ในระบบทุนนิยมแล้ว ใครจะซื้ออะไร จะลงทุนอะไร จะผลิตอะไร จะบริโภคอะไรก็ได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องเห็นหัวผู้คนเพราะมีเงินเสียอย่างนั้น ท่านกำลังเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง ลองพิจารณากรณีต่อไปนี้ (ก) เศรษฐีซื้อรถยนต์ เครื่องบินราคาแพงนับสิบนับร้อยล้านบาทจากเมืองนอก โดยไม่แคร่ใครเพราะเป็นเงินของเขา (ข) ลงทุนสร้างโรงอาบอบนวดหน้าโรงเรียน (ค) ไม่อนุญาตให้ประชาชนผลิตและเสพยาบ้า (ง) ไม่อนุญาตให้เดินแก้ผ้าโฆษณาสินค้าในที่สาธารณะ ในกรณีของการซื้อเครื่องเล่นราคาแพงโดยนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศทางตรง และทางอ้อม จากการใช้พลังงานจากนอกอีกมากในอนาคตนั้น สามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในระบบเศรษฐกิจเสรี แต่คำถามสำคัญก็คือสมควรทำหรือไม่ในยามที่เราขาดดุลการค้า และการกระทำเช่นนี้มีผลกระทบในทางลบต่อสมาชิกคนอื่นในสังคม สำหรับกรณี (ข) ถึง (ง) นั้นทำไม่ได้เพราะผิดระเบียบและกฎหมาย เนื่องจากสังคมเห็นว่าก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมโดยส่วนรวม ถึงแม้ว่าจะเป็นเสรีภาพทางเศรษฐกิจภายใต้ระบบทุนนิยมของประเทศก็ตาม ตัวอย่างสองฟากสุดโต่งที่ยกมานี้แสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจภายใต้ระบบทุนนิยม แต่บางสิ่งก็ไม่ควรกระทำ และถึงแม้อยากกระทำในบางกรณีก็ทำมิได้เพราะมีกฎหมายที่เป็นกติกาสังคมห้ามไว้ ถ้าทุกคนจะอ้างกระทำกันตามเสรีภาพทางเศรษฐกิจแล้ว จะมีภาครัฐไว้หาสวรรค์อันใด ขอฉายภาพให้เห็นว่าภาครัฐของระบบทุนนิยมตกอยู่ในสภาพที่ต้องรับผิดชอบอย่างกว้างขวางเพียงไร เพื่อให้ระบบทุนนิยมสร้างสรรค์และไม่ทำร้ายสมาชิกของสังคมมากเกินไป ในระบบทุนนิยมนั้นมี 3 องค์ประกอบด้วยกันกล่าวคือ (1) เสรีภาพทางเศรษฐกิจ สมาชิกสามารถผลิตขายและกระจายสินค้าได้อย่างเสรีโดยอยู่นอกขอบเขตอำนาจของรัฐ (2) การสะสมความมั่งคั่ง สมาชิกในระบบมุ่งสะสมความมั่งคั่งซึ่งยิ่งทำให้เกิดความมั่งคั่งยิ่งขึ้น และ (3) กลไกตลาด เป็นผลพวงจากการที่แต่ละคนในระบบเศรษฐกิจแสวงหาผลตอบแทนสูงสุด และความพอใจสูงสุดจากการบริโภค ถึงภาครัฐจะเป็นผู้ดูแลกำกับให้ระบบทุนนิยมดำเนินไปอย่างเกิดประโยชน์แก่สังคมโดยการออกกฎหมาย แต่บ่อยครั้งที่ภาครัฐละเลยทั้งอย่างตั้งใจ และไม่ตั้งใจให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมายขึ้น หรือไม่บังคับใช้กฎหมายที่ได้ตั้งใจออกมาคุ้มครองประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ หรือขาดประสิทธิภาพในการดูแลออกกฎหมายใหม่มาบังคับใช้ เนื่องจากล้าหลังในความเข้าใจโลกที่เปลี่ยนแปลงและอืดอาดในองคาพยพ ดังนั้น ณ จุดหนึ่งของเวลาในทุกสังคม ภาครัฐจึงไม่ได้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ในการดูแลคุ้มครองสังคม ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงต่างหาก ที่เป็นผู้จำเป็นต้องสอดส่องดูแล โดยไม่อาจนอนใจและไว้ใจประสิทธิภาพของภาครัฐได้ สมมุติว่าสังคมหนึ่งเกิดมีการค้นพบยาที่แสนวิเศษ ทำให้ผู้คนมีร่างกายแข็งแรงมีความสุข สามารถประหยัดค่ารักษาพยาบาลส่วนตัว อีกทั้งรัฐสามารถประหยัดงบประมาณ จนสามารถนำเงินในส่วนนั้นไปลงทุนในด้านอื่นๆ ที่มีประโยชน์ อย่างไรก็ดี กลไกตลาดภายใต้ระบบทุนนิยมทำให้คนมีเงินสามารถเอาเงินฟาดหัวคนคิดค้น ซื้อลิขสิทธิ์ไปครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ผูกขาดยานั้นไว้และโก่งราคาแสนแพง จนคนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์และภาครัฐก็มิได้ทำอะไรเลย (จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) และแถมยังออกกฎหมายมาแก้ไขสถานการณ์เพื่อให้ยานั้นเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ไม่ทันการอีกด้วย การซื้อลิขสิทธิ์เช่นนี้เป็นเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่มหาเศรษฐีคนนี้สามารถทำได้ และถูกต้องตามกติกาของทุนนิยมในขณะนั้น แต่คำถามก็คือสมาชิกของสังคมนั้นสมควรจะงอมืองอเท้ายอมให้ถูกโก่งราคาเอาเปรียบ เพียงเพราะความมีเงินทุนของเขาหรืออย่างไร จะไม่ต่อสู้เพื่อให้สังคมเห็นแง่มุมของจริยธรรมหรือไม่บีบบังคับให้มีการออกกฎหมายแก้ไขการผูกขาด เพียงเพราะบังเอิญเขามีเงินและทำตามกติกาอย่างถูกต้องแล้วอย่างนั้นหรือ และประชาชนมีสิทธิต่อสู้ไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปซื้อลิขสิทธิ์เช่นว่านี้ตามสิทธิเสรีภาพของพลเมืองหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ต่างไปจากกรณีที่คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แห่งแกรมมี่แอบเข้าไปซื้อหุ้นบางกอกโพสต์ร้อยละ 23 และมติชนอย่างลึกลับถึงร้อยละกว่า 32 และตั้งใจจะเข้าไปยึดครองโดยจะซื้อในขั้นต่อไปจนถึงร้อยละ 75 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มทุนอีกเท่าใดก็ได้ตามใจชอบ อันจะทำให้สัดส่วนหุ้นของคุณขรรค์ชัย บุนปาน ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นรายใหญ่อีกคนของมติชนลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเท่ากับว่ายึดครองมติชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ คุณไพบูลย์มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจที่จะทำได้ (ส่วนจะถูกกฎหมายหรือไม่นั้นยังเถียงกันอยู่ บ้างก็ว่าขึ้นอยู่กับว่า คณะกรรมการการแข่งขัน และการค้าจะอนุญาตหรือไม่ ภายใต้พระราชบัญยัติการแข่งขันและการค้า พ.ศ.2542 มาตรา 6 ที่ห้ามการรวมธุรกิจอันก่อให้เกิดการผูกขาดหรือความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันและการค้า) แต่ประชาชนจำนวนมากที่ได้ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้อย่างแข็งขัน เห็นว่าไม่ควรทำและสงสัยเป็นอย่างยิ่งในเจตนาที่แท้จริง และการมีผู้อยู่เบื้องหลัง หนังสือพิมพ์นั้นไม่ใช่บะหมี่ที่จะซื้อขายหรือยึดครองกันได้ง่ายๆ โดยปราศจากการใคร่ครวญในเรื่องความถูกต้อง สื่อสิ่งพิมพ์ที่ดีนั้นต้องสะสมความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชน ต้องอาศัยประสบการณ์ความรู้ และจิตวิญญาณของการเป็นสื่อเสรีที่สั่งสมมายาวนานดังเช่นสองฉบับนี้ สำหรับมติชนนั้นได้ต่อสู้มานานกว่า 30 ปี ภายใต้การนำของคุณขรรค์ชัย บุนปาน ยี่ห้อมติชนมีคุณค่าในใจของประชาชนผู้อ่าน การเข้าไปยึดครองเบ็ดเสร็จเปรียบเสมือนกับการทำให้ "ผึ้งแตกรัง" นักหนังสือพิมพ์มือดีมีหลักการจะย้ายตัวเองออกมาจนทำให้สูญเสียสปิริตของความเป็นมติชน การเข้าไปร่วมเป็นเจ้าของในลักษณะ "ไม่เป็นมิตร" และยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในเวลาต่อไป เท่ากับการทำลายทุนของสังคมที่สำคัญ นั่นก็คือการทำให้ "พลังของฐานันดรที่สี่" ของสังคมไทยอ่อนแอยิ่งขึ้น ลองจินตนาการง่ายๆ ว่าหากไม่มีสื่อมวลชนที่มีหน้าที่ค้นหาความจริงและตีแผ่แล้ว การคอร์รัปชั่นในสังคมไทยทั้งในภาครัฐและเอกชนจะสนุกสนานกันขนาดไหนในปัจจุบัน เมื่อถึงจุดนี้ที่คุณไพบูลย์ยืนยันถือหุ้นร้อยละ 20 ของมติชน (ซึ่งในความเห็นส่วนตัวนั้นศึกครั้งนี้ยังไม่จบ) สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องก็คือ การออกกฎหมายห้ามการถือครองหุ้นในกิจการสื่อมวลชนข้ามชนิดของสื่อ เพื่อป้องกันการผูกขาดสื่อโดยเร็ว และระหว่างนี้ก็จงร่วมมือกันต่อต้านการผูกขาดสื่อเพื่อปิดหูปิดตาประชาชน ข้อเสนอหนึ่งที่ได้ยินมาก็คือการแยกหุ้นในบริษัทสื่อมวลชนออกเป็นหุ้นที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง (ตัดสินใจเพิ่มทุน เปลี่ยนผู้บริหาร ลงมติเรื่องต่างๆ ฯลฯ) และหุ้นที่ไม่มีสิทธิ เหมือนในสหรัฐอเมริกาเจ้าของหุ้นต่างได้ผลประโยชน์ตอบแทนเท่ากัน เพียงแต่หุ้นประเภทหลังไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง นอกจากนี้ในกรรมการของบริษัทก็สมควรให้มี editorial board (ตัวแทนจากผู้ทำงานสื่อ) ร่วมเป็นกรรมการด้วย เช่นเดียวกับที่ตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้มี Audit Committee (บุคคลน่าเชื่อถือจากภายนอกมาร่วมเป็นกรรมการ) กลไกเช่นนี้ประกอบกับการห้ามถือหุ้นกิจการสื่อมวลชนข้ามชนิดของสื่อจะช่วยเป็นเครื่องประกันความเป็นอิสระของสื่อ ไม่ให้นายทุนเข้ามาแทรกแซงได้พอควร และเป็นสิ่งที่กระทำกันในหลายประเทศอยู่แล้ว เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นปัจจัยสำคัญของการควบคุมเสรีภาพทางเศรษฐกิจ การสะสมความมั่งคั่งและกลไกตลาด ซึ่งเป็นองค์ประกอบของระบบทุนนิยมไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางจนทำร้ายสมาชิกของสังคมด้วยกันเองมากเกินไป การเข้ามาลงทุนในมติชน และบางกอกโพสต์ของคุณไพบูลย์นั้น สามารถทำได้ในระบบทุนนิยมอย่างไม่มีใครเถียงได้ แต่คำถามก็คือสมควรกระทำ และประชาชนควรยอมให้ใครก็ได้ที่มีเงินมาปู้ยี่ปู้ยำกับสิ่งที่ได้มาด้วยหยาดเหงื่อ เลือดและน้ำตา โดยดุษณีภาพอย่างนั้นหรือ? น่าเสียดายที่ในกระบวนการตอบคำถามนี้ คุณไพบูลย์และบริษัทแกรมมี่ ซึ่งเคยมีภาพลักษณ์ที่ดีต้องกลายเป็น "ผู้ร้าย" ไปในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน หน้า 6
|