หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"บุช-ทักษิณ" ร่นปิดเอฟทีเอต้นปี

กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2548

ร่วมถกแผนปฏิบัติการ หลังประชุมเอเปคพ.ย.นี้ นักวิชาการห่วงเร่งปิดเจรจา ขาดความพร้อมข้อมูล ด้อยอำนาจต่อรอง ชี้บริการ-การเงินไทยเสียเปรียบหนัก

เปิดเจรจารอบ 5 สัปดาห์หน้า

วอชิงตัน- "ทักษิณ-บุช" เดินหน้าผลักดันข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐภายในปีหน้า พร้อมทำแผนปฏิบัติการ ลงลึกรายละเอียดอีกครั้ง เดือน พ.ย.นี้ "ยูเอสทีอาร์" ระบุ ปิดการเจรจาเอฟทีเอได้ต้นปีหน้า "กันตธีร์" เผยผู้นำ 2 ประเทศเห็นพ้องยุติเจรจาภายในปีหน้า เริ่มเจรจารอบ 5 สัปดาห์หน้า แยกเจรจาภาคการเงินนอกรอบ ขณะที่สมาคมธนาคารชี้สรุปสิ้นปีนี้เป็นไปได้ยาก

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชของสหรัฐ และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันพันธสัญญาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างผู้นำไทยและสหรัฐ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (19 ก.ย.) หลังจากทั้ง 2 ประเทศ ได้เริ่มการเจรจาเมื่อกว่า 1 ปีที่แล้ว

"เราต้องการให้ข้อตกลงการค้าเสรีได้ข้อสรุปที่นี่ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และท่านนายกฯ ทักษิณ ก็ได้ระบุชัดเจนกับผมอย่างนั้น" ผู้นำสหรัฐ กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับนายกฯทักษิณ

ด้านพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า "ผมให้คำมั่นกับท่านประธานาธิบดีบุชว่า เรากำลังผลักดันเอฟทีเอ"

ประธานาธิบดีบุช และพ.ต.ท.ทักษิณได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุว่า ตกลงที่จะดำเนินความพยายามอย่างจริงจัง ในการบรรลุข้อสรุปเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐ-ไทยในปีหน้า นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐ ยังแสดงความชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณ สำหรับความพยายามที่ไทยได้มีส่วนร่วมในภูมิภาค ในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคไข้หวัดนก

ยูเอสทีอาร์คาดจบเจรจาต้นปีหน้า

ด้านนายร็อบ พอร์ทแมน ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) มีกำหนดที่จะประชุมกับนายกันตธีร์ ศุภมงคล รมว.การต่างประเทศของไทยในวันที่ 20 ก.ย. โดยเมื่อไม่นานมานี้นายพอร์ทแมน แสดงความหวังว่า จะเสร็จสิ้นการเจรจากับไทย เกี่ยวกับข้อตกลงเอฟทีเอได้ในช่วงต้นปี 2549

สหรัฐและไทยได้เริ่มการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีเมื่อเดือนก.ค.ในปีที่แล้ว แต่จนถึงบัดนี้ทั้ง 2 ฝ่ายได้จัดการเจรจาไปเพียง 4 รอบ ขณะที่เกษตรกรและภาคธุรกิจของไทยรู้สึกวิตกกังวลต่อข้อตกลงการค้าเสรีดังกล่าว อีกทั้งการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวล่าช้า เป็นเวลาหลายเดือน

ทั้งนี้ การค้าระหว่างสหรัฐและไทยมีมูลค่าทั้งหมด 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2547 โดยการส่งออกของสหรัฐ มายังไทยคิดเป็นมูลค่า 6.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รวมถึงสินค้าเกษตรหลายประเภท อาทิ ฝ้าย, ข้าวสาลี, ถั่วเหลือง และกากถั่วเหลือง

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีบุช กล่าวว่า ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐและไทย จะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเกษตรกรสหรัฐ เนื่องจากจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นในการส่งออกสินค้าเกษตร

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลของสหรัฐได้คัดค้านการทำข้อตกลงใดๆที่จะทำให้ไทยส่งออกน้ำตาลมายังสหรัฐเพิ่มมากขึ้น ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ของสหรัฐ ต้องการให้สหรัฐคงอัตราภาษีนำเข้ารถบรรทุกจากไทยที่ 25%

สำหรับความคืบหน้าในการทำเอฟทีเอไทย - สหรัฐ นั้น ประธานาธิบดีบุช ยืนยันว่า จะผลักดันไม่ให้เกิดความเสียเปรียบแก่ทั้ง 2 ฝ่าย โดยจะร่วมกันทำแผนปฏิบัติการ ที่จะมีการลงรายละเอียดอีกครั้ง หลังการพบปะกันในการประชุม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ในเดือนพ.ย.นี้ ที่เกาหลีใต้

หวังหารือเอฟทีเอเสร็จสิ้นปีหน้า

ด้านนายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงประเด็นเอฟทีเอไทย-สหรัฐว่า ผู้นำทั้งสองประเทศมีความเห็นร่วมกันว่า จะเจรจาให้ได้ข้อยุติภายในปีหน้า แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ซึ่งนายกรัฐมนตรีใช้คำว่า “ถ้าเจรจากันได้ ไม่ร้องไห้ แต่หัวเราะกันได้ ก็เป็นสิ่งที่น่าจะพิจารณา และถ้าทำได้จะเสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า”

ทั้งนี้ รมว.การต่างประเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญมากที่สุดคือ เรื่องสารัตถะ ซึ่งการค้าเสรีจะต้องมีความยุติธรรม เมื่อได้เจรจามาระยะหนึ่งแล้ว จึงสมควรเริ่มพิจารณาในกรอบกว้าง ๆ

ต่อข้อถามที่ว่า สหรัฐยังมีเงื่อนไขเรื่องลิขสิทธิ์อยู่หรือไม่ นายกันตธีร์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่คณะผู้เจรจาจะต้องเจรจาต่อไป โดยประเทศไทยได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องยา เพราะสหรัฐเคยส่งสัญญาณมาว่า คนที่มีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรง จะต้องไม่ซื้อยาที่แพงมากเกินไป ซึ่งฝ่ายไทยจะต้องดูรายละเอียดก่อน

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวด้วยว่า ในการหารือร่วมกับประธานาธิบดีสหรัฐ ได้มีการเจรจาเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนสินค้าแบบการค้าต่างตอบแทน หรือบาร์เตอร์เทรด ระหว่างเครื่องยนต์ของเครื่องบินเอฟ-16 ของสหรัฐ กับสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งในภาพรวมการหารือทวิภาคีครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

นักวิชาการชี้เร่งเจรจาไร้ข้อมูลเสียเปรียบแน่

ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศว่าจะเร่งปิดการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐให้เร็วขึ้น โดยกำหนดกรอบให้เสร็จในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งการเจรจากับสหรัฐไม่จำเป็นต้องเร่งรัด เพราะไทยมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า และเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

"แทนที่จะเร่งเจรจา น่าจะชะลอการเจรจาด้วยซ้ำ เพราะไทยเสียเปรียบมาก ขณะนี้เราได้ดุลการค้ากับสหรัฐ จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องเร่งเจรจา หากเจรจาไปโดยไม่มีข้อมูลและความพร้อม จะเสียหายอย่างมหาศาล "ดร.อัทธ์ กล่าว

เขากล่าวว่า ในการเจรจาเปิดเสรีภาคบริการและการเงินกับสหรัฐนั้น จากข้อมูลงานวิจัยเบื้องต้น โดยศึกษาความพร้อมและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยพบว่า ในภาคการธนาคาร นอนแบงก์ ประกันภัย ผู้ประกอบธุรกิจไทยไม่สามารถแข่งขันกับสหรัฐได้ ทั้งในแง่ปัจจัยทุน เทคโนโลยี "เปิดไปธุรกิจพวกนี้เจ๊งหมดแน่"

นอกจากนี้ในส่วนของภาคทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสิทธิบัตรยา ซึ่งหากยอมคุ้มครองตามที่สหรัฐยื่นข้อเรียกร้อง คุ้มครองอย่างเข้มงวดนั้น ส่งผลกระทบให้คนไทยต้องซื้อยาแพงแน่ และปิดกั้นโอกาสคนไทยในการเข้าถึงยา อาจกระทบไปถึงโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาลได้ด้วย

"ผมว่าถ้าเปิดแล้วได้ประโยชน์ก็เปิดไปเลย แต่ต้องบอกตัวเลขกันให้ชัด เอาข้อมูลมาวางบนโต๊ะ เปิดไปแล้วดุลการค้าเป็นบวกหรือไม่ ภาคบริการได้หรือไม่ มาตรฐานสินค้าสหรัฐยอมรับไทยหรือไม่ ที่ผ่านมาสินค้าไทยถูกตีกลับเยอะมาก ได้รวมประเด็นนี้ไปในการเจรจาหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าบริษัทสหรัฐที่เข้ามา เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ทั้งสิ้น เพียบพร้อมไปด้วยทุน เทคโนโลยีแล้วไทยจะเอาอะไรไปสู้"ดร.อัทธ์ กล่าว

สมาคมธนาคารคาดพ.ย.สรุปไม่ลง

ดร.ธวัชชัย ยงกิตตกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เชื่อว่าการเปิดเสรีภาคการเงินระหว่างประเทศไทยและสหรัฐ ยังไม่สามารถสรุปได้ในเดือนพ.ย.ที่จะมีการหารือรายละเอียด หรือสรุปภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากยังต้องมีรายละเอียดของข้อตกลง ที่จะต้องปรับเข้าหากันอีก ซึ่งหากเป็นการเจรจาแค่หลักการอาจจะสามารถทำได้ ในขณะนี้ แต่คงไม่สามารถลงรายละเอียดได้ในขณะนี้

ด้านนายบุญยง พัวพงศธร ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิเทศพาณิชย์ สายงานบรรษัทธุรกิจ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในฐานะประธานชมรมธุรกิจต่างประเทศสมาคมธนาคารไทย ถึงการเปิดเสรีทางการเงินระหว่างประเทศไทย กับประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า หากประเทศไทยสามารถเปิดเสรีได้ ในขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความเหมาะสม เนื่องจากสถาบันการเงินต่างประเทศจะมีความไม่พร้อมในเรื่องของเงินกองทุน เนื่องจากอยู่ระหว่างการเริ่มใช้เกณฑ์เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ หรือบาเซล 2

นอกจากนี้ธนาคารต่างประเทศที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ยังมีความแตกต่างในเรื่องวัฒนธรรมของไทย ที่จะต้องปรับตัว เช่นมาตรฐานการทำบัญชีของภาคธุรกิจไทย ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงของธนาคารได้ โดยในปัญหาดังกล่าวธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีความชำนาญมากกว่า โดยดูจากกระแสเงินสดของลูกค้าเป็นหลัก

ถกเอฟทีเอรอบ 5 ใน 14 กลุ่มสินค้า-บริการ

สำหรับการเจรจาเอฟทีเอรอบที่ 5 ระหว่างวันที่ 26 -30 ก.ย.นี้ จะมีขึ้นที่ east-west center มหาวิทยาลัยฮาวาย เมืองฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย จะมีประเด็น หารือ 14 เรื่องกลุ่มสินค้าจะหารือการลดภาษีสินค้าเกษตร กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า การลดอุปสรรคทางการค้า อาทิระเบียบพิธีการด้านศุลกากร มาตรฐานสุขอนามัยพืชและสัตว์ (sanitary and phytosanitary: sps) และอุปสรรคเทคนิคทางการค้า (technical barriers to trade : tbt)

ส่วนกลุ่มอื่น เช่น บริการ การลงทุน และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แรงงานและสิ่งแวดล้อม นโยบายการแข่งขัน ทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดทำความตกลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

แยกเจรจาการเงินนอกรอบที่วอชิงตัน

นอกจากนี้จะมีบางกลุ่มที่ไม่ได้ไปเจรจาที่ฮาวาย แต่จะไปเจรจานอกรอบที่กรุงวอชิงตันแทน โดยจะใช้โอกาสในการที่จะไปศึกษาดูงาน เพื่อทำความเข้าใจระบบของสหรัฐ จัดการเจรจานอกรอบระหว่างการเยือน เช่น เรื่องการบริการทางการเงิน การจัดซื้อโดยรัฐ โทรคมนาคม และการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการค้า และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

สำหรับประเด็นที่คาดว่า จะมีความคืบหน้าในการเจรจารอบ 5 คือ การเปิดตลาดสินค้าเกษตร ที่ 2 ฝ่าย ได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอเบื้องต้น (initial offer) ไปแล้ว คาดว่ารอบนี้จะมีการแลกเปลี่ยนข้อเรียกร้อง (initial request) ของแต่ละฝ่าย รวมทั้งมาตรฐานสุขอนามัยพืชและสัตว์ ไทยจะยังคงผลักดันในเรื่องผลไม้ 6 ชนิด (มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด เงาะ สับปะรด) ที่จะขอจัดทำการวิเคราะห์ความเสี่ยง (pest risk analysis) รวมทั้งการส่งออกไก่ต้มสุกไปยังตลาดสหรัฐ และจะยกมาตรฐานของสินค้าอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น ปูนซีเมนต์ ที่มีลักษณะเป็นการกีดกันทางการค้าขึ้นหารือด้วย

การค้าบริการและการลงทุน ทั้ง 2 ฝ่าย ยังมีความเห็นแตกต่างกันในกรอบเจรจาและ แนวทางการเปิดเสรี โดยไทยยังคงจะยืนยันแนวทาง positive list โดยเปิดเฉพาะสาขาที่พร้อม แต่สหรัฐยืนยันแนวทาง negative list เปิดเสรีทั้งหมดและสงวนสาขาที่ไม่พร้อม ในกรอบนี้ ทั้ง 2 ฝ่าย จะแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติม บริการด้านสุขภาพ เพื่อพิจารณาโอกาสที่คนไทยจะสามารถเข้าไปประกอบวิชาชีพและให้บริการในสหรัฐได้ โดยการยอมรับมาตรฐานด้านคุณสมบัติระหว่างกัน สำหรับภาคบริการทางการเงิน สถานะปัจจุบัน จะเหมือนกับเรื่องการเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน ซึ่งจะยังอยู่ที่การหารือกันในกรอบเจรจาและแนวทางการเปิดเสรี

กรอบเจรจาทรัพย์สินทางปัญญา คาดว่าทั้ง 2 ฝ่าย จะหารือเพิ่มเติมการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ (copyright) เครื่องหมายการค้า (trademark) และในรอบนี้ ไทยจะผลักดันเรื่องการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่น (traditional knowledge) สำหรับเรื่องสิทธิบัตร (patent) ยังไม่มีความชัดเจนว่าฝ่ายสหรัฐ จะยื่นข้อเสนอในรอบนี้หรือไม่


คลัง-ธปท.ค้านเปิดเสรีสหรัฐต้นปี 49

กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2548

คลัง-แบงก์ชาติ ค้านบรรจุการเปิดเสรีภาคการเงินในข้อตกลงเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ต้นปี 2549 "ทนง" ยืนกรานเจรจารอบที่ 5 ที่วอชิงตัน 23-24 ก.ย.นี้ ตั้งบนกรอบเปิดเสรีในส่วนที่พร้อมเท่านั้น และไม่กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ ด้านธปท.ขอเวลาธนาคารพาณิชย์ปรับตัวตามมาสเตอร์แพลนก่อนเปิดเสรี

ดร.ทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวยอมรับว่า ยังไม่สามารถกำหนดเวลาได้ว่าการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐ จะได้ข้อยุติเมื่อใด เพราะทั้ง 2 ประเทศใช้แนวทางเจรจาที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง โดยฝ่ายไทยจะใช้วิธี Positive List หรือจัดทำบัญชีรายการสินค้าที่สามารถเปิดเสรีร่วมกันได้ ที่เหลือก็จะสงวนไว้ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐใช้วิธี Negative List คือจัดทำบัญชีรายการสินค้าที่จะไม่เปิดเสรี ส่วนที่เหลือจะต้องเปิดให้หมด

"หากไทยจะใช้ Negative List เจรจากับสหรัฐก็เกรงว่ารายการสินค้าหรือบริการจะไม่ครอบคลุมพอ โดยเฉพาะภาคบริการด้านการเงินที่สหรัฐมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ก้าวหน้ากว่าไทยมาก ซึ่งประเด็นที่ทุกธนาคารของไทยเป็นห่วงมากที่สุดคือ อิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้ง" ดร.ทนงกล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนของไทย รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้ธุรกิจไทยพัฒนาตัวเอง สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ โดยรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่ต้องการทำข้อตกลงเอฟทีเอกับสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของไทย

โดยฝ่ายไทยต้องการเปิดเสรีด้านการค้า ส่วนสหรัฐเน้นในภาคบริการโดยเฉพาะการเงิน ส่วนแนวทางเจรจาที่แตกต่างกัน ก็คงต้องหาทางประนีประนอมให้เป็นที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย โดยอาจเปิดรายการ Negative List หรือ Positive List ไว้ก่อน ให้สามารถเพิ่มเติมได้อีกในภายหลัง

ยืนยันยึดแนวทางเสถียรภาพ

ดร.นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า การเจรจาความตกลงบริการ ด้านการเงิน ภายใต้เขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ (เอฟทีเอ) ในรอบที่ 5 นี้ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 ก.ย.นี้ ณ กรุงวอชิงตันดี.ซี. สหรัฐอเมริกา การเจรจาครั้งนี้เป็นที่จับตาจากฝ่ายสหรัฐ เป็นอย่างมาก เนื่องจากในการเจรจาครั้งที่แล้ว สหรัฐได้เรียกร้องให้ฝ่ายไทยเสนอร่างความตกลง ต่อฝ่ายสหรัฐโดยใช้ร่างของสหรัฐเป็นพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดท่าทีการเจรจาฝ่ายไทย ที่มีการยกร่างเป็นข้อตกลงฝ่ายไทยนั้น ในหลักการไทยจะเปิดเสรีบริการ ด้านการเงิน เฉพาะสาขาธุรกิจการเงินที่ไทยต้องการจะเปิดภายใต้กรอบ คือ 1.ต้องการเปิดเสรี ภาคการเงินอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ภายในประเทศ

2.ประเทศไทยอยู่ในระหว่างดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างระบบการเงินภายในประเทศ และการปฏิรูปกฎหมายซึ่งต้องอาศัยเวลาในการเปิดเสรี และ 3.ความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องมีความยืดหยุ่น ในการดำเนินนโยบาย ด้าน PRUDENTIAL และเศรษฐกิจมหภาค เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ และการเงิน

ดร.นริศ กล่าวว่า ข้อตกลงฉบับของไทยได้ผ่านการหารือกันระหว่างหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธปท. ประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานสมาคมธุรกิจจัดการลงทุน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา

แบงก์ชาติขอเวลาปรับตัวก่อนเปิด

ดร.ธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวถึง การเจรจาการค้าเสรีไทย-สหรัฐ ในส่วนของภาคการเงินว่าหากยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การเจรจาน่าจะใช้แนวทางเดิมที่ตกลงไว้ก่อนหน้า โดยไทยต้องการให้สถาบันการเงินมีระยะเวลาในการปรับตัว หลังจากที่ได้นำแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (มาสเตอร์แพลน) มาใช้ก่อนหน้านี้

"ภาคการเงินควรให้ implement หลังจากมาสเตอร์แพลน น่าจะมีเวลาช่วงหนึ่งที่จะปรับระบบให้แข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้" รองผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.ธาริษา กล่าวว่า การเจรจาการค้าเสรี เป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นผู้พิจารณาโดยรวม ในทุกภาคธุรกิจที่มีการเจรจาเปิดเสรี ซึ่งแนวทางเดิมในภาคการเงินที่เคยคุยกันไว้ก่อนหน้านี้ก็เป็นแนวทางที่ ธปท.และกระทรวงการคลัง มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน

ดร.ธาริษา กล่าวด้วยว่า การเจรจาการค้าเสรีนั้นไม่ว่ามีการเจรจาในภาคธุรกิจใด ก็มีผลกระทบเกิดขึ้นทั้งนั้น การพิจารณาต้องขึ้นกับว่าสิ่งที่ได้รับคืนมาจากการเจรจานั้นเป็นอย่างไร มีความคุ้มค่ากับสิ่งที่ประเทศที่ร่วมเจรจาได้รับจากไทยไปหรือไม่ ซึ่งต้องดูโดยรวมทั้งหมดไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง

ไทยเสนอลดภาษีรถบรรทุกเหลือ 0%

วานนี้ (21 ก.ย.) นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าหารือทวิภาคีกับนายโรเบิร์ต พอร์ตแมน ผู้แทนการค้าสหรัฐ ,นายจิม เซนเซนเบรนเนอร์ ประธานคณะกรรมาธิการด้านยุติธรรม แห่งสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐ และบุคคลสำคัญอื่นของสหรัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหลักๆ คือ การเปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยย้ำถึงความตั้งใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ต้องการเห็นความคืบหน้า และตั้งเป้าว่าการเจรจาน่าจะประสบความสำเร็จในปีหน้า

นายกันตธีร์ ระบุว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเจรจาการค้าเสรีต้องเป็นธรรมสำหรับไทย ซึ่งการหารือกับบุคคลต่างๆ จะมีการหยิบยกเรื่องที่ฝ่ายไทยเป็นห่วงแจ้งให้สหรัฐทราบ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องกุ้งที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปทุ่มตลาดสหรัฐ เรื่องรถบรรทุกที่ไทยต้องการให้ลดภาษีลงเหลือ 0% จาก 25% เรื่องน้ำตาลและเรื่องยา โดยเฉพาะเรื่องยา ซึ่งคนไทยใช้รักษาโรคอันตราย เช่น เอชไอวี จะต้องอยู่ในราคาที่รับได้

นายกันตธีร์ ระบุว่า นายพอร์ตแมนยอมรับว่า ทั้ง 2 ประเด็นเป็นเรื่องอ่อนไหวสำหรับสหรัฐ แต่ก็รับปากที่จะประสานงานกับฝ่ายไทย

"ความวิตกที่สำคัญประการหนึ่งของไทยในการเจรจาคือ การรับประกันว่า ชาวบ้านยากจนของไทยจะยังเข้าถึงยาในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะยาสำหรับโรคร้ายแรง" นายกันตธีร์กล่าว

ที่ผ่านมา สหรัฐยืนยันที่จะปกป้องสิทธิบัตรในข้อตกลงการค้า ซึ่งนักวิจารณ์กล่าวว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคายาในประเทศคู่ค้าสูงขึ้น

นายกันตธีร์ยอมรับว่า เรื่องการค้าเสรีไทย-สหรัฐนั้น ยังจะต้องมีการเจรจากันอีกมากพอสมควร แม้สหรัฐจะแสดงความพร้อมก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเจรจาควรมีกรอบเวลาที่เหมาะสม และผลการเจรจาต้องเป็นธรรมสำหรับคนไทย ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะร่วมมือกัน