หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เบเคอร์ แม็คเค็นซี่ เปิด 14 สูตร ป้องกัน"เทคโอเวอร์"ไม่เป็นมิตร

กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2548

กรณีการซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover) ของบริษัทจีเอ็มเอ็มมีเดีย ในเครือจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ที่จะใช้เงินจำนวนกว่า 2 พันล้านบาท เข้าซื้อหุ้น 75% ในบริษัทมติชน เจ้าของหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด และประชาชาติธุรกิจ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นเพียงกรณีศึกษาหนึ่งเท่านั้น ที่ผู้คิดจะฮุบกิจการกระทำไม่สำเร็จ หากเมื่อเทียบกับดีล การควบกิจการของทั่วโลกที่มีมากกว่า 20,000 รายการต่อปี มูลค่ามหาศาลกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 120 ล้านล้านบาท มากกว่าจีดีพีประเทศไทยถึง 24 เท่าตัว

ในงานสัมมนาเรื่องการควบรวมกิจการเพื่อความแข็งแกร่งทางธุรกิจ (M&A -CREATE POWER TO STRENGTHEN YOUR BUSINESS) ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) วิทยากรที่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เห็นพ้องกันว่า การควบรวมกิจการในโลกนี้ ไม่ว่าจะ แบบเป็นมิตร หรือ แบบไม่เป็นมิตร จะเป็นกระแสของการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้โลกาภิวัตน์ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยก็ไม่สามารถหลีกหนีพ้น

ในเกมการเงินที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนเจ้าของในกิจการนั้น หากเป็นการซื้อกิจการที่เป็นมิตร แน่นอนย่อมได้ทั้ง 2 ฝ่าย (Win-Win) คือผู้มาใหม่และเจ้าของเดิม แต่หากเป็นการเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตร ย่อมมีทั้งผู้ได้ (WIN) และผู้เสีย (Loss) แต่ปรากฏการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น หากเจ้าของกิจการมีมาตรการป้องกันการซื้อกิจการแบบปรปักษ์ข้างต้น

นายกิติพงษ์ อุรพีพัฒนพงศ์ กรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินที่ประสบการณ์ด้านกฎหมายรายใหญ่ที่ได้รับความเชื่อถือของไทย กล่าวแนะนำว่า ในต่างประเทศมีการเข้าซื้อกิจการอย่างไม่เป็นมิตรเกิดมานาน และพัฒนาสู่การป้องกันการถูกเข้าซื้อกิจการอย่างไม่เป็นมิตรหลายวิธี และพัฒนาสู่วิธีการป้องกันการถูกเข้าซื้อกิจการอย่างไม่เป็นมิตรขึ้นและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจำนวน 14 วิธี ประกอบด้วย

ประการที่ 1. การเฝ้าระวัง ดูแลมูลค่าหุ้นไม่ให้ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี เพราะบริษัทที่มีมูลค่าหุ้นต่ำกว่าทางบัญชีมีโอกาสที่จะถูกเทคโอเวอร์ได้ง่าย ประการที่ 2.การเลิกจ้างผู้บริหาร ให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่รวมทั้งรายใหญ่ ใช้สิทธิลงมติเลิกจ้างผู้บริหาร ที่มีความคิดที่จะยอมรับการเข้าซื้อกิจการ หรือการควบรวมกิจการ

ประการที่ 3.การปรับโครงสร้างทางธุรกิจ โดยการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อดำเนินธุรกิจที่ต่างสายกันไป โดยให้บริษัทแม่เป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน ทำให้โครงสร้างทางการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และสามารถต่อสู้กับทุนใหม่ที่จะเข้ามาซื้อกิจการได้

ประการที่ 4. การซื้อหุ้นคืนจากบริษัทที่เข้ามาซื้อกิจการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้น เพื่อรักษาการบริหารกิจการให้คงอยู่ ซึ่งในประเด็นนี้หากต้องการปรับวิธีการป้องกันการเข้าซื้อกิจการอย่างไม่เป็นมิตรเพื่อใช้ในไทย ต้องย้อนไปทบทวนในแง่กฎหมาย เนื่องจากกฎหมายบางอย่างในประเทศไทยยังไม่เอื้อให้บริษัทที่จะถูกเข้าซื้อกิจการมีแนวทางในการหาทางออกมากนัก

อาทิ กฎหมายการซื้อหุ้นคืนจากบริษัทที่เข้ามาซื้อกิจการที่ประเทศไทย อนุญาตให้สามารถซื้อหุ้นจากบริษัท ที่มาเข้าซื้อกิจการเพียง 10% ขณะที่ต่างประเทศเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่ถูกซื้อกิจการ ซื้อหุ้นคืนจากบริษัทที่เข้าซื้อกิจการได้ 100%

ประการที่ 5. การกำหนดข้อบังคับกับผู้ที่จะเข้าซื้อกิจการ ให้ยากต่อการเข้ามาบริหารกิจการต่อไป เช่น วิธีการกำหนดเป็นนโยบายบริษัท ว่า ผู้ที่จะเข้าซื้อกิจการจะต้องชำระหนี้ของบริษัทที่ต้องการซื้อกิจการเต็มจำนวนก่อน จึงจะสามารถเข้าซื้อกิจการได้ และการกำหนดให้เป็นมติบริษัทว่า ผู้ที่เข้าซื้อกิจการจะมีอำนาจบริหารต่อเมื่อได้รับคะแนนเสียงข้างมากอย่างน้อย 90% เป็นต้น

6.การเพิ่มทุนเพื่อรักษาสัดส่วน โดยการออกมติเพิ่มทุนรองรับ โดยกำหนดการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้กับกลุ่มนักลงทุนที่เป็นพรรคพวกตัวเอง 7.การตกลงร่วมกัน เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ถูกซื้อ ที่จะมีผลถึงอำนาจการจัดการภายในบริษัท โดยไม่ได้คำนึงถึงสัดส่วนหุ้น ว่าฝ่ายใดมีมากกว่ากัน

8.การฟ้องร้อง การที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และรายย่อย ร่วมกันฟ้องร้องบริษัทที่เข้าซื้อกิจการ หรือผู้บริหารที่บริหารงานที่ทำให้เกิดการเข้าซื้อกิจการ 9.การสร้างอุปสรรคในการทำงานสำหรับผู้ที่จะเข้าซื้อกิจการ (POISON PILL) ไม่ว่าจะเป็นการสร้างปัญหาทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ให้กับผู้มาใหม่เข้ามาแก้ปัญหา

10.การสำรองจำนวนหุ้นไว้และขายในราคาแพง (GREEN MAIL) เป็นการที่ผู้ถือหุ้นกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจ แต่ต้องการคงอำนาจเอาไว้ จึงได้ไปผนึกกับผู้ถือหุ้นข้างน้อย เพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองในการซื้อหุ้นของบริษัทในราคาที่แพงขึ้น จนทำให้ผู้ซื้อกิจการรายใหม่รับไม่ได้

11.การเจรจายุติการเข้าซื้อกิจการ 12.การตั้งโต๊ะซื้อหุ้นแข่งกับผู้ที่จะเข้าซื้อกิจการ 13.การทำลายกิจการของบริษัท ยอมให้ผู้มาใหม่เข้ามาซื้อกิจการ แต่มีความร่วมมือภายในองค์กร โดยย้ายพนักงานและผู้บริหารออกทั้งหมด ทำให้บริษัทเหลือแต่สินทรัพย์ที่ไม่ใช่บุคลากร ทำให้ผู้มาใหม่ไม่สามารถทำงานได้ และ 14.การจัดตั้งบริษัทใหม่ หรือรวมกลุ่มกันเข้าซื้อกิจการคืนจากผู้ที่จะเข้าเทคโอเวอร์บริษัทอีกทอดหนึ่ง

นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า บางวิธีที่นำเสนอมานั้น ก็ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในประเทศไทย อาทิ การทำลายกิจการโดยการย้ายพนักงานออกไปตั้งบริษัทใหม่ หรือการเข้าซื้อกิจการบริษัทที่มาซื้อกิจการอีกทอด ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำเป็นต้องมีกระแสเงินสดจำนวนมาก

สำหรับกรณีของบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย และบริษัท มติชน ที่มีการเข้าซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร นายกิตติพงษ์ มองว่า อาจมีทางออกคือการปรับโครงสร้างทางธุรกิจใหม่ โดยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ดีที่สุดที่ทั้ง 2 ฝ่ายที่พึงกระทำได้ คือการมาเจรจาตกลงกันก่อน