|
||||||||||||||
|
ธนบัตรกับลิง
5 ตัว
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10056 เรื่องลิง 5 ตัวนี้เป็นการทดลองทางพฤติกรรมศาสตร์ของวิชาจิตวิทยาที่ปฏิวัติตัวเองจากการศึกษาเรื่องจิต มาศึกษาเรื่องพฤติกรรมแทน จัดว่าเป็นการกระโดดข้ามสายวิชาการจากสาขามนุษยศาสตร์ เข้าสู่สาขาวิทยาศาสตร์อย่างมั่นอกมั่นใจ ซึ่งนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากทีเดียวพอๆ กับ ความน่าแปลกใจที่คนที่ศึกษาวิชาจิตวิทยาไม่น้อยเลยที่ไม่ตระหนักถึงปรากฏการณ์เช่นนี้ว่าเกิดมีขึ้นมาตั้งนานแล้ว อีทีนี้มาว่ากันเรื่องการทดลองทางพฤติกรรมศาสตร์เรื่องลิง 5 ตัวดีกว่า กล่าวคือฝรั่งเขาทดลองเอาลิง 5 ตัวมาขังไว้ในห้องหนึ่งตรงกลางห้องมีบันไดตั้งอยู่สูงถึงเพดาน ที่สุดปลายบันไดนั้นมีกล้วยสุก 1 หวีแขวนอยู่ แต่ถ้าใครไปปีนบันไดเข้าก็จะมีน้ำเย็นเฉียบฉีดกระจายไปเต็มห้องไม่หยุดจนกว่าจะไม่มีใครอยู่บนบันไดนั้น บรรดาลิง 5 ตัวนั้นได้เรียนรู้เรื่องนี้แบบ "Learning by doing" คือปีนขึ้นไปแล้วก็โดนน้ำเย็นด้วยกันทั้งหมด จนกระทั่งหากเกิดมีลิงตัวไหนหน้ามืดอยากกินกล้วยจะเสี่ยงปีนบันไดขึ้นไปอีก ลิงอีก 4 ตัวก็ต้องกรูกันเข้าไปขัดขวางและซ้อมลิงตัวที่หน้ามืดเป็นยกใหญ่ เนื่องจากไม่อยากโดนน้ำเย็นให้หนาวสั่นโดยใช่เหตุ ในที่สุดลิงทั้ง 5 ตัวก็ไม่สนใจที่จะปีนบันไดอีกเลย เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วฝรั่งก็เอาลิงออกไปตัวหนึ่งแล้วเอาลิงตัวใหม่เข้ามา เจ้าลิงตัวใหม่นี้เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องแล้วเห็นกล้วยอยู่บนปลายสุดของบันได ก็จัดแจงจะปีนบันได แต่ก็ถูกลิงรุ่นพี่อีก 4 ตัวรุมลากตัวมา พร้อมกับซ้อมเสียจนเข็ดหลาบไม่กล้าเข้าไปใกล้บันไดอีกต่อไป คราวนี้ถึงช่วงเวลาที่น่าสนใจมากคือการเอาลิงดั้งเดิมออกจากห้องอีก 1 ตัว แล้วเอาลิงตัวใหม่เข้ามาไว้แทน ที่น่าสนใจก็คือเจ้าลิงตัวใหม่ก่อนหน้าลิงตัวใหม่เอี่ยมนี้จะรวมหัวกับเจ้าลิงตัวใหม่เอี่ยมนี้ปีนบันไดขึ้นไปเอากล้วย หรือว่าจะร่วมมือกับลิงดั้งเดิม 3 ตัวซ้อมเจ้าลิงตัวใหม่เอี่ยม ผลก็คือ 4 รุม 1 เจ้าลิงตัวใหม่ก่อนหน้านี้โดนแรงกดดันของกลุ่มใหญ่เดิมเข้าร่วมบาทาสามัคคีด้วย ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงต้องรุมซ้อมลิงตัวใหม่เอี่ยมด้วย หลังจากนั้นก็เอาลิงมาเปลี่ยนทีละตัว จนในที่สุดมีลิง 5 ตัวที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการปีนบันไดเลยอยู่ในห้องทดลองเดียวกันนี้ แต่ไม่มีลิงตัวใดสนใจที่จะปีนบันไดอีกต่อไปโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงเลยว่าทำไมจึงทิ้งกล้วย 1 หวีให้เน่าเสียไปเปล่าๆ ผลการทดลองเรื่องลิง 5 ตัวนี้เอาไปใช้อธิบายพฤติกรรมได้ดีพอสมควรไม่เฉพาะแต่เรื่องของลิงเท่านั้น บางทีก็เอามาประยุกต์กับพฤติกรรมกลุ่มของมนุษย์ได้หลายกรณีเหมือนกัน นักวิชาการบางคนเอามาประยุกต์กับสถานการณ์ในคุก ในค่ายกักกัน ในการรับน้องใหม่ ฯลฯ บังเอิญผู้เขียนเกิดคิดพิเรนทร์ขึ้นมาว่าเรื่องลิง 5 ตัวนี้น่าจะประยุกต์ได้กับวิชาเศรษฐศาสตร์เรื่องมาตรฐานทองคำ ในการพิมพ์ธนบัตรที่คนเข้าใจกันผิดเพี้ยนมากเหลือเกินได้เหมือนกัน เนื่องจากมีคนมาถามผู้เขียนเสมอ เรื่องการใช้ทองคำหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรของประเทศต่างๆ นั้นมีอัตราส่วนแตกต่างกันอย่างไร? ทั้งๆ ที่การใช้ทองคำหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรนั้นไม่มีในโลกมาตั้ง 30 กว่าปีมาแล้ว ความจริงเรื่องการใช้ทองคำหนุนหลังเงินกระดาษนั้นมีมานานแล้วเพราะว่าธนบัตรนั้น โดยแท้จริงแล้วไม่มีค่าอะไรเลยสู้กระดาษชำระแผ่นหนึ่งยังไม่ได้เลยในแง่ของประโยชน์ใช้สอย แต่รัฐบาลเล่นมากำหนดมูลค่าเป็นร้อยเป็นพันใครจะไปเชื่อและปฏิบัติตาม รัฐบาลแรกในโลกที่ริเริ่มบังคับใช้ธนบัตร (เงินกระดาษ) คือรัฐบาลมองโกลของราชวงศ์หงวน ประเทศจีน แต่ผู้คนเขาศรัทธาในโลหะที่มีค่ามากกว่าเขาจึงใช้ทองแท่ง เงินแท่ง หรือเหรียญเงิน เหรียญทองมากกว่า เพราะดูมันมีค่ากว่ากระดาษและไม่เปื่อยฉีกขาดง่ายๆ เหมือนธนบัตร ดังนั้น จึงต้องมีมาตรฐานทองคำยังไง โดยรัฐบาลต้องรับแลกเงินกระดาษกับทองคำหรือเงินในราคาที่กำหนดไว้บนธนบัตร แต่ในช่วงเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมานี้คนส่วนมากยังเข้าใจว่าเรื่องการพิมพ์ธนบัตรของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกานั้นต้องมีทองคำหนุนหลังอยู่ บังเอิญผู้เขียนเป็นลิงตัวดั้งเดิมที่นั่งอยู่หน้าทีวี ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2514 ในขณะที่ประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม. นิกสัน แห่งสหรัฐอเมริกาในเวลานั้นออกประกาศยกเลิกการกำหนดราคาทองคำหนัก 1 ออนซ์ต่อ 35 ดอลลาร์สหรัฐที่รัฐบาลอเมริกันได้กำหนดไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2477 เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษได้สะสมเงินดอลลาร์สหรัฐไว้มากมายจึงเกิดอยากจะได้ทองคำไปเก็บไว้บ้าง จึงมีแผนการที่จะเอาเงินดอลลาร์มาแลกทองคำจากธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีนิกสันจึงชิงตัดหน้าไม่ยอมให้แลกเสียก่อน เนื่องจากเกรงว่าประเทศอื่นๆ จะเอาตามอย่าง ซึ่งสหรัฐอเมริกาจะไม่มีทองคำพอให้แลกได้จริงๆ พูดง่ายๆ ก็คือตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2514 เป็นต้นไป ใครจะเอาเงินดอลลาร์สหรัฐที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาพิมพ์ขึ้นมา ไปแลกเอาทองคำที่ธนาคารกลางสหรัฐในอัตรา 35 ดอลลาร์ต่อทองคำหนัก 1 ออนซ์ไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งคนไทยรุ่นผู้เขียนคงจะจำผลกระทบที่มีต่อราคาทองคำที่มีราคาอันคงที่เกือบ 30 ปีที่ราคาทองคำหนัก 1 บาท ราคาประมาณ 400 บาท ให้ขึ้นมาเรื่อยๆ จนราคาทองคำราคาเกือบ 1 หมื่นบาทต่อทองคำหนัก 1 บาทเข้าไปแล้วในปัจจุบัน คำประกาศของประธานาธิบดีนิกสันเมื่อ 34 ปีก่อนนี้เองก็คือการเริ่มต้นพิมพ์ธนบัตรของประเทศต่างๆ ก็ทำกันไปตามแต่ประเทศไหนจะมีความน่าเชื่อถือสักเท่าไร ซึ่งไอ้ความ "น่าเชื่อถือ" นี่น่ะมันเป็นเรื่องของคนอื่นเขาว่าจะเชื่อถือเราหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเราคิดเอาของเราเองได้ กรณีที่คนทั้งโลกยังเชื่อถือเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ในปัจจุบันก็เนื่องจากว่าสหรัฐได้ก่อตั้งธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟขึ้นใน พ.ศ.2487 และได้ออกเงินให้ประเทศต่างๆ กู้ยืมไปทั่วโลกโดยใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ดังนั้น เงินดอลลาร์สหรัฐเลยกลายเป็นเงินตราของโลกอย่างไม่เป็นทางการ ปัจจุบันนี้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฯลฯ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ก็เก็บเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินทุนสำรองสร้างความน่าเชื่อถือของเงินตราของประเทศนั้นๆ สหรัฐอเมริกา ก็เลยใช้เงินสบายไปทั้งพิมพ์เงินดอลลาร์ และออกพันธบัตรออกมา เรียกว่าออกกระดาษเปื้อนหมึก มาขายให้ประเทศเหล่านี้เก็บเอาไว้เป็นทุนสำรอง บางทีนั่งคิดอยู่คนเดียวว่าธุรกิจพิมพ์กระดาษเปื้อนหมึก ที่มีประโยชน์น้อยกว่ากระดาษชำระ ออกขายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา นี่เป็นธุรกิจที่ได้กำไรสูงดีเหมือนกัน เฮ้อ! คิดไปแล้วก็เป็นลิงกันหมดทั้งโลกเลยหรือยังไงหนอ? หน้า 6
|