|
||||||||||||||
|
รายงานสถานการณ์และแนวโน้มประเทศไทย
สิงหาคม 2548
ปัญหาหนักหน่วงขึ้น :
สู่ประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์
โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย(TTMP) โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) มติชนรายวัน วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10056 เหตุการณ์ในประเทศ 1.สถานการณ์ทั่วไป ในรอบเดือนสิงหาคม 2548 ปรากฏความพยายามของรัฐบาลในการแก้ปมปัญหาอย่างเอาจริงเอาจัง หลังการปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว และได้บังเกิดผลในระดับที่แน่นอน เช่น ภาวะขาดดุลการค้าดีขึ้น ความสับสนอลหม่านภายในพรรคไทยรักไทยลดลง การเคลื่อนไหวที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกระทำได้อย่างจำกัด กระนั้นเป็นที่ประจักษ์ว่า ยังมีปัญหาใหญ่รออยู่เบื้องหน้า ที่ต้องการการจัดการอย่างได้ผล รวดเร็ว และยั่งยืน และความรวนเรในการรับมือกับปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลประโยชน์ของชาติ อย่างที่ยากจะแก้ไขฟื้นขึ้นมาได้ ปัญหาใหญ่มีอยู่ 5 ประการ เกือบทั้งหมดอยู่นอกเหนือการควบคุม ได้แก่ 1) ปัญหาราคาน้ำมันแพง ที่อาจส่งผลกระทบทั้งทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและภาวะเงินเฟ้อได้พร้อมกัน อันเป็นภาวะที่แก้ไขได้ยาก 2) ปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีหลายส่วนด้วยกัน ได้แก่ โครงสร้างทางการเงินโลกที่ไม่ได้สมมาตร และช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนขยายตัวออก รายงานสภาวะสังคมโลก 2005 ของสหประชาชาติชี้ว่าประชากรร้อยละ 20 ในประเทศพัฒนาแล้ว เป็นผู้ควบคุมความมั่งคั่งร้อยละ 80 ของโลก และประชากรร้อยละ 80 ในประเทศกำลังพัฒนาต้องแบ่งปันส่วนที่เหลือ 3) ปัญหาขีดจำกัดของความเติบโต โลกเป็นระบบนิเวศที่เปราะบาง การนำพลังงานและแร่ธาตุจากโลกไปใช้มากเกินไป เพื่อสร้างความเติบโตในลัทธิอุตสาหกรรม ได้ทำลายความเปราะบางนี้ ก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศหรือปัญหาโลกร้อน การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ การระบาดของโรคใหม่ๆ เช่น เอดส์ ไข้หวัดซาร์ส ไข้หวัดนก และการฟื้นขึ้นมาของโรคระบาดเดิม นอกจากนี้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติบางครั้งก็ร้ายแรงขึ้น เนื่องจากมีการตั้งถิ่นฐานในที่เสี่ยงภัย หรือการทำลายธรรมชาติแวดล้อมมากเกินไป ที่ผ่านมาระบบทุนนิยมอาศัยการพัฒนาก้าวใหญ่ทางเทคโนโลยี เพื่อผ่านขีดจำกัดนี้ แต่หนทางข้างหน้าดูจะยากยิ่งกว่าเดิม 4) สงครามและการก่อการร้าย มีการคาดคะเนว่าจะเกิดสงครามแย่งทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งแหล่งน้ำจืด การทำสงครามยึดครองอิรักกับกรณีขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเพื่อการมีอำนาจเหนือบ่อน้ำมันในตะวันออกกลางที่มีสำรองมากที่สุดในโลก ในขณะเดียวกัน ความไม่สมดุลในการพัฒนาของระบบทุนโลก รวมไปถึงสงครามแย่งทรัพยากรธรรมชาติ บวกกับเหตุปัจจัยอื่น เช่น การเพิ่มขึ้นของประชาชนวัยรุ่น การจัดการปัญหาไม่ดีรวมถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มแกนนำ ได้ทำให้บางขบวนการหันไปใช้การก่อการร้าย เกิดเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายสากล 5) การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ทั้งในการเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม ผู้ที่พลาดจะถูกฉีกทิ้งเนื้อกินไปอย่างไม่มีผู้ใดเวทนา เช่น กรณีการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย ถ้าหากรักษาสถานการณ์ไม่ได้ด้วยตนเอง ก็จะไม่มีใครมาช่วยเหลือจริงจัง ดังนั้น แม้จะมีบางทรรศนะตั้งความปรารถนาดีว่าจะอยู่อย่างสงบสุข จะตั้งมั่นหรือตั้งรับให้ดี แต่ในการปฏิบัติ เมื่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน อินเดีย และเวียดนาม เป็นต้น ต่างพยายามก้าวรุดหน้า การแข็งแกร่งขึ้นของจีนและอินเดียนี้แม้แต่ชนชั้นนำสหรัฐเองก็หวั่นไหวว่าอาจจะตกเป็นเบี้ยล่าง ดังนั้น สำหรับประเทศไทยก็คงทำอย่างอื่นไม่ได้มาก นอกจากพยายามช่วงชิงการอยู่หน้าเอาไว้ หรือไม่ให้หล่นอยู่ข้างหลังมากเกินไป ปัญหาใหญ่ทั้ง 5 ประการนี้ เป็นสิ่งที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องประสบ และชนชั้นผู้ปกครองของแต่ละประเทศ จะต้องหาทางออกหรือวิธีจัดการที่เหมาะสมของตน มีข้อควรสังเกตดังต่อไปนี้ 1) ประเทศพัฒนาแล้วที่ถือว่าเป็นแม่แบบแห่งเสรีประชาธิปไตย อย่างเช่น สหรัฐ อังกฤษ และรวมถึงออสเตรเลีย เมื่อเผชิญกับภัยก่อการร้าย กลับได้ออกกฎหมาย ตั้งหน่วยงาน และมีมาตรการซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน โดยไม่มีเสียงคัดค้านมาก สำหรับสหรัฐยังมีการใช้จิตสำนึกทางศาสนาโดยคริสเตียนฝ่ายขวาอีกด้วย จนบางคนเกรงว่าสหรัฐจะเกิดการปกครองแบบเทวาธิปไตย (Theocracy) 2) ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเกือบทั้งหมด ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบจำกัด บางประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย เสนอแนวคิดการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบนำทาง (Guided Democracy) เพิ่งเปิดประชาธิปไตยมากขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศเกาหลีใต้และมณฑลไต้หวัน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในรูปแบบของประชาธิปไตยแบบนำทาง ประเทศจีน ซึ่งกลายเป็นมหาอำนาจในเวลาไม่นาน ก็เดินนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ และค่อยๆ เปิดประชาธิปไตยอย่างช้าๆ โดยเริ่มต้นที่ท้องถิ่น ยังคงมีประเทศอินเดียที่ยังคงรักษาสีสันประชาธิปไตยและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับสูงไว้ได้ สำหรับประเทศฟิลิปปินส์นั้น ปรากฏข่าวมีการเสนอให้ปรับการปกครองเป็นแบบระบบรัฐสภา ซึ่งมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจกว่าระบอบประธานาธิบดีที่มีลักษณะถ่วงดุลอำนาจ 3) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประสบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวยาวนาน และเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นทุกทีจากจีนและเกาหลีใต้ เป็นต้น ได้ลงมือผ่าตัดสถาบันการเงินอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อให้พ้นจากภาวะอึมครึมและขาดการนำ และในการเลือกตั้งทั่วไปก่อนครบวาระในกลางเดือนกันยายนนี้ มีการสำรวจประชามติพบว่า ชาวญี่ปุ่นพร้อมใจกันเทคะแนนให้แก่นายกโคอิซูมิ เพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศต่อด้วยเสียงข้างมากที่มั่นคง 4) ดูจากสถานการณ์ทั่วโลก มีสัญญาณบ่งชี้ว่า เสรีประชาธิปไตยที่วาดภาพไว้นั้นดูจะไม่เป็นจริง เช่น แม้แต่ในสหรัฐก็มีการกล่าวกันว่าสื่อมวลชนกระแสหลักตกอยู่ในการบริหารของบรรษัททางด้านสื่อขนาดใหญ่ ที่มักโอนเอียงไปทางนโยบายของรัฐบาล และน่าจะเกิดประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ ที่มีความจำกัด มีเงื่อนไขสูงขึ้นหรือแบบมีการนำทาง 5) สำหรับประเทศไทย มีเหตุปัจจัยหลายประการที่บ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย จะก้าวสูงประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์หรือประชาธิปไตยแบบนำทาง เช่น การรวมศูนย์ทุนเป็นไปอย่างสูง ประเทศไทยมีการพัฒนาทุนไปมาก จนผู้คนไม่พร้อมที่จะยอมรับอนาธิปไตยหรือความสับสนปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมือง ต้องการความมั่นคงและความเติบโตมากกว่า และที่สำคัญก็คือต้องเผชิญกับปัญหาและการท้าทายใหญ่ ที่หากขาดการนำที่ดีและเหมาะสมแล้วก็ยากจะต้านทานได้ อนึ่ง ผู้นำของภาคประชาชนก็ดีมีฐานมวลชนไม่กว้างขวางนัก อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยแบบอุปถัมภ์ในศตวรรษที่ 21 ย่อมไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน หากน่าจะปรับตัวไปตามสถานการณ์อยู่ 3 ด้านด้วยกัน พื้นฐาน ได้แก่ ความขัดแย้งและการแก้ไขความขัดแย้งในหมู่ผู้ปกครองไทยเอง ประการต่อมา ได้แก่ ความขัดแย้งและการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับมวลชนฐานราก และข้อสุดท้าย ได้แก่การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ที่จะมีการพลิกผันมากกว่าเดิม และน่าจะประกอบด้วยแนวคิด และการปฏิบัติหลายแบบผสมกัน โดยมีทั้งทุนนิยม สังคมนิยม ชาตินิยม ชุมชนนิยม รวมทั้งศาสนาและวัฒนธรรมนิยม ดูเหมือนสถานการณ์กำลังบอกเราว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่พายุใหญ่ ปัญหามีอยู่ว่าจะนำพาประเทศอย่างไร ให้พ้นจากภาวะคับขันยิ่งนี้ นี่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรจะได้ร่วมกันอภิปรายแก้ไข ผ่อนหนักเป็นเบา ขยายโอกาสที่มีอยู่แล้วให้กว้างขึ้น และที่ดีอยู่แล้วทำให้ยั่งยืน การแก้ปัญหาในโลก บ่อยครั้งที่ต้องใช้ความเฉียบขาด แต่หากประสงค์ความยั่งยืน ก็จำต้องใช้หลักเมตตาธรรม 2. กรณีน้ำมันแพง มีประเด็นน่าสนใจดังนี้ 1) ภาวะน้ำมันแพงกล่าวได้ว่าเป็นวิกฤตใหญ่ของลัทธิอุตสาหกรรมของระบบทุน ที่ใช้เชื้อเพลิงราคาถูกเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ 2) ภาวะน้ำในแพงไม่ใช่สิ่งบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่คาดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว ยิ่งเศรษฐกิจมีการขยายตัว และการค้าโลกเติบโตอย่างใหญ่หลวง ก็ยิ่งสร้างแรงกดดันหนักหน่วงขึ้น สังเกตเห็นได้เมื่อจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศใหญ่หันมาพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจีนที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงงานของโลก 3) มีรายงานหลายชิ้นระบุตรงกันว่า การปรับเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานอื่นต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และกินเวลา เช่น การสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ ต้องใช้เวลาราว 10 ปี และค่าใช้จ่ายไม่น้อย การปลูกไร่ปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ ต้องใช้เวลานานหลายปี บางรายงานกล่าวว่า ถ้าได้เตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเกิดปัญหาสัก 20 ปี การเปลี่ยนผ่านนี้จะค่อนข้างราบรื่น แต่ดูเหมือนว่าเวลานั้นอาจผ่านไปแล้ว 4) ประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงค่อนข้างสูง และขาดพลังต่อรอง เมื่อเทียบกับประเทศใหญ่อย่างเช่นสหรัฐ จำต้องเร่งดำเนินมาตรการในการประหยัดพลังงานและหาพลังงานทดแทนจากความจำเป็นและความเหมาะสมของตนเอง 5) การรณรงค์เรื่องประหยัดพลังงาน ปรากฏว่าได้ผลในระดับหนึ่ง น่าจะได้ตั้งเป้าหมายในการลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศโดยลำดับ 6) การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อรับภาวะน้ำมันแพง ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ทุกสิ่งแย่หรือเลวร้ายลง ในบางด้านน่าจะเกิดผลดีด้วย เช่น การใช้รถจักรยานมากขึ้นในชนบท 3.กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ มีความเคลื่อนไหวและประเด็นที่น่าจับตาดังนี้ 1) "ขบวนการปัตตานี" ยังคงมีปฏิบัติการต่อเนื่องเป็นรายวัน นอกจากนี้ ยังเปิดการรุกทางการเมือง เช่น การให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าวตะวันตก 2) ทางการรัฐบาลได้ดำเนินการเชิงรุก มีบางกรณีประสบความสำเร็จอย่างน้อยในเฉพาะหน้า เช่น การเปิดตลาดนัดขายของถูกในวันศุกร์ และมีข่าวการมอบตัวของผู้หลงผิดเป็นระยะ 3) เป็นที่เห็นชัดว่าแม้การรบในพื้นที่จะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่การรบทางการเมืองและการทูตจะเป็นปัจจัยชี้ขาดในสงครามนี้ 4) ในโลกยุคหลังสมัยใหม่ เรื่องของการเมือง วัฒนธรรม และรูปการจิตสำนึกมีความสำคัญมากขึ้น การปฏิรูปกลไกรัฐที่ถืออาวุธ ได้แก่ ทหาร-ตำรวจ ให้มีความชำนาญทางด้านการเมือง การทูต และทางวัฒนธรรม เป็นความจำเป็นรีบด่วนอย่างหนึ่งในรัฐยุคปัจจุบัน เหตุการณ์ต่างประเทศ 1.กรณีความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ สถานการณ์มีความคืบหน้าไป เมื่ออิสราเอลถอนการตั้งถิ่นฐานของตนในฉนวนกาซา และบางส่วนของเขตเวสต์แบงก์ แต่โดยลำพัง ทำให้เกิดความหวังในสันติภาพขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเห็นกันว่ากรณีขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ กับการยึดครองอิรักของสหรัฐ เป็นเหตุการณ์เคียงคู่กัน ที่ก่อให้เกิดความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการก่อการร้ายไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ดำเนินมานาน จึงมีเรื่องที่จะต้องทำความตกลง หรือผ่อนปรนกันอีกมาก ปมปัญหาหนึ่งอยู่ที่พื้นที่เมืองเยรูซาเล็มที่ปาเลสไตน์อ้างสิทธิแบบถอยไม่ได้ 2.กรณีพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา พายุนี้ได้ขึ้นบกที่บริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐ ก่อความเสียหายร้ายแรง มีประเด็นและบทเรียนดังนี้ 1) ภัยธรรมชาติจากพายุฝนและความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศได้เกิดขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่ประเทศจีน อินเดีย ยุโรป ไปจนถึงสหรัฐ รวมทั้งประเทศไทยเอง ซึ่งนักวิชาการจำนวนไม่น้อยเห็นว่าเนื่องจากภาวะโลกร้อน แต่บางคนก็เห็นว่าควรจะได้หาหลักฐานให้ชัดเจนกว่านี้ 2) พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา ส่งผลกระทบหรือก่อความเสียหายทั้งทางด้านการเมืองเศรษฐกิจ และทางสังคมของสหรัฐ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในบางด้านแสดงให้เห็นว่าร้ายแรงกว่าผลกระทบจากการก่อวินาศกรรม 9/11 เสียอีก ซึ่งในครั้งนั้นแม้จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีผลได้ทางการเมือง-สังคม 3) ความไม่พร้อมของทางการสหรัฐไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุปัจจัยใด เช่น การเน้นการแปรปฏิรูปเป็นธุรกิจเอกชนมากเกินไป การทุ่มเททางการทหารมากไป หรือมัวแต่ไปรบในอิรัก-อัฟกานิสถาน หรือกำแพงด้านเชื้อชาติและฐานะทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ชี้ให้เห็นว่า ข่ายใยทางสังคมของสหรัฐไม่ได้เหนียวแน่นแข็งแรง หรือน่าเกรงขามเหมือนกับแสนยานุภาพทางทหาร สายตาโลกกำลังมองสหรัฐในบางมุมมองใหม่ หนังสือพิมพ์เดลิมิเรอร์ ที่ขายดีที่สุดของอังกฤษ ฉบับวันที่ 3 กันยายน 2005 เห็นว่าสหรัฐเป็นเหมือนประเทศโลกที่สาม กล่าวว่า "จากการเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลกที่สามารถส่งจรวดชัตเติลสู่อวกาศ สามารถบดขยี้ชาติอื่นด้วยกำลังทางทหารในไม่กี่วัน เราได้เห็นภาพของโลกที่สามที่ไร้ความสามารถ สยบอยู่เบื้องหน้าหายนะ" หนังสือพิมพ์ เลอ ฟิกาโรของฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 3 กันยายน ตั้งคำถามในบทนำของตนว่า "สหรัฐผู้ทรงอำนาจจะรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง เมื่ออยู่นอกพรมแดนหรือไม่" หนังสือพิมพ์ไทมส์ ออฟ อินเดีย ฉบับวันที่ 4 กันยายน เขียนในบทนำว่า "ข้อที่แปลกก็คือ เหตุใดนิวออร์ลีนส์ จึงกลายเป็นเหมือนกรุงแบกแดด" นักวิชาการอินเดียคนหนึ่งกล่าวว่า ในหน้าร้อนนี้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ผู้คนที่บอมเบย์เสียชีวิตไปกว่า 1 พันคน "แต่ที่บอมเบย์ไม่มีการจลาจล ไม่มีการปล้น แม้ว่าโครงสร้างพื้นฐานเสียหายหนักเหมือนกัน" หน้า 7
|