หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เปิดรายชื่อบิ๊กเอกชนจีน ร่วมคณะมาดามอู๋อี๋ สานฝันไทยดันมูลค่าการค้าโต 4.5 หมื่นล้านดอลล์

มติชนรายวัน วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10055

ถือเป็นคณะเจริญสัมพันธไมตรีใหญ่ระดับช้าง หลังจากประเทศไทยและประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้บรรลุข้อตกลงการเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างกัน(เอฟทีเอ) โดยมาดามอู๋อี๋ รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะนำคณะ ประกอบด้วยรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจำนวน 8 คน และภาคเอกชนระดับประธานบริษัทของจีนรวม 20 คน มาเยือนและประชุมร่วมกับฝ่ายเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์และลู่ทางการลงทุนการค้า ระหว่างวันที่ 20-25 กันยายนนี้ ที่ จ.เชียงใหม่

นับเป็นคณะที่มีบทบาทและความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทั้งของประเทศไทยและประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะนอกจากคณะทางการจากฝั่งรัฐบาลแล้ว ยังจะมีการจับคู่กันของภาคเอกชนของสองประเทศด้วย โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เป็นหัวเรือใหญ่ในการจับคู่ให้

ตามกำหนดการ จะมีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างนักธุรกิจจีนกับนักธุรกิจไทย หรือ Business Matching ; Session I ในเวลา 14.00 น. วันที่ 21 กันยายน 2548 หัวเรื่อง "Sino-Thai Strategic Investment Partnership" กล่าวเปิดประชุมโดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตามด้วยผู้แทนระดับสูงของฝ่ายจีนกล่าวตอบ จากนั้น บริษัทชั้นนำของไทย อาทิ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) จะนำเสนอภาพรวมด้านเศรษฐกิจ ได้แก่

-Overview of Business Environment of Thailand

-Investment Opportunity in Selected Sectors

-Financial Sector โดยนายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย

จากนั้น จะมีการหารือร่วมไทย-จีน โดยแบ่งจับเป็นคู่กลุ่มอุตสาหกรรม ตามที่บีโอไอได้ประสานจัดเตรียมไว้แล้ว

และเริ่มหารือต่อในช่วงเช้าวันที่ 22 กันยายน เป็น Business Matching ; Session II) โดยจะมีนำเสนอในเรื่อง

-Infrastructure

-Mega Projects / Capital market โดยผู้แทนจากกระทรวงการคลังเป็นผู้บรรยายสรุป

จากนั้นในช่วงเที่ยง จะมีพิธีลงนามใน Summary Recors และ Roadmap for Sino-Thai Strategic Economic Partnership

สำหรับบริษัทเอกชนไทย-จีน ที่บีโอไอได้ประสานจัดคู่ในการประชุมร่วมกันในครั้งนี้ แบ่งได้ดังนี้

***********

ในจำนวนนี้ มีกลุ่มที่มีความพร้อมจะลงทุนในไทย และมีโอกาสที่จะลงนามร่วมกันโดยแจ้งความประสงค์มาแล้ว ได้แก่

กลุ่มรถยนต์ คือ Shanghai Automotive Industry Corp. (SAIC) ทำธุรกิจรถยนต์ และ China Northern Locomotive and Rolling Stock Industry Group Corp.(CNR) ทำธุรกิจหัวรถจักรและตู้รถไฟ

กลุ่มลงทุนอื่นๆ คือ China Yunnan Corporation ทำธุรกิจโรงงานยาสูบ

กลุ่มการค้า คือ China National Agriculture ทำธุรกิจปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช

กลุ่มบริการ คือ China Exim Bank

ก่อนหน้านี้ ทางการไทยได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางมาเยือนไทยของคณะมาดามอู๋อี๋ว่าจะเกิดความร่วมมือทางธุรกิจ การค้า และเศรษฐกิจในหลายด้าน โดยเฉพาะการค้าในระบบบาร์เตอร์เทรดที่มีการเจรจากันแล้ว ได้แก่

1.โครงการจัดซื้อรถจักรดีเซลไฟฟ้า และตู้สินค้า แลกเปลี่ยนลำไยอบแห้งกับจีน มูลค่า 3,898 ล้านบาท

2.โครงการทางคู่ในเส้นทางรถไฟฟ้าสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ฉะเชิงเทรา ศรีราชา แหลมฉบัง แลกเปลี่ยนกับจีน มูลค่า 5,235 ล้านบาท

3.โครงการก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่ที่ จ.เชียงใหม่ แลกเปลี่ยนกับจีนมูลค่า 12,000 ล้านบาท

4.โครงการพัฒนาประมงน้ำจืด จัดตั้งกองเรืออวนล้อมจับปลาทูน่า แลกเปลี่ยนกับจีนมูลค่า 2,500 ล้านบาท

5.โครงการจัดหาเครื่องเอ็กซเรย์ ตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า แลกเปลี่ยนกับจีนมูลค่า 1,200 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งประชุมร่วมกับภาคเอกชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับคณะของมาดามอู๋อี๋ว่า มาดามอู๋อี๋ได้รับปากจะผลักดันให้คนจีนเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น โดยส่งเสริมให้พิจารณาไทยเป็นที่แห่งแรกที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว และจะมีความร่วมมือในกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ ระหว่างกันมากขึ้น

ขณะที่นางจุฑามาศ ศิริวรรณ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนมาไทยในปีนี้ประมาณ 1 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านคน ในปี 2553 หรืออีก 5 ปี

นายสาธิต ศิริรังคมานนท์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวคาดหวังว่า การประชุมร่วมกันของภาคเอกชนทั้งสองประเทศน่าจะเกิดการลงทุนเพิ่มจากจีนในไทยจากกลุ่มยายนต์ ปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน เกษตรแปรรูป และอื่นๆ โดยที่ผ่านมาจีนยังลงทุนในไทยน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาการลงทุนสองฝ่ายมีมูลค่าเพียงประมาณ 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจำกัดอยู่ไม่กี่กลุ่มธุรกิจ เช่น สิ่งทอ ขณะนี้กำลังพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนเพื่อจูงใจนักลงทุนจีน เชื่อว่าจากที่เคยลงทุนโครงการละ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ(8-9 พันล้านบาท) จะเพิ่มเป็นหมื่นๆ ล้านบาทในเร็วๆ นี้ ซึ่งเชื่อว่าหลังการประชุมครั้งนี้จะทำให้เกิดการลงทุนระหว่างไทย-จีนอีกเท่าตัวในปีแรก

ส่วนรองนายกฯสมคิด ประเมินว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า การค้าระหว่างกันจะมากขึ้นเกิน 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกันปีละ 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

หน้า 20