|
||||||||||||||
|
อย่าสร้าง
"สมองพิการ" ให้ชาติ
กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 มีข่าวเล็กๆ ที่คนทั่วไปคงไม่สนใจกันมาก เกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการ แต่ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่า อาจกระทบการพัฒนาประเทศ ในระยะยาวอย่างมากมาย นั่นคือ ข่าวการยุบรวมหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยของประเทศ ให้ไปอยู่ภายใต้กระทรวงเดียว คือ กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี หลายคนคงอยากถามว่ามีอะไรน่าเป็นห่วงนักหนากับข่าวนี้ เพราะว่าไปแล้วการไปอยู่ใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะการวิจัยก็เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ยิ่งสมัยนี้ต้องพัฒนาประเทศ โดยสร้างเศรษฐกิจบนฐานความรู้ ความรู้ที่ทำเงินได้ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าต้องเป็นความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่เอาไปทำให้เป็นเทคโนโลยีสารพัดประเภทได้ คนที่อาจจะรู้มากกว่านั้นก็จะบอกว่าการเอาหน่วยงานให้ทุนวิจัยไปอยู่รวมกัน หรืออาจจะถึงขั้นยุบรวมเป็นหน่วยงานเดียวกัน มันก็ดีแล้ว เพราะที่ผ่านมามีหลายหน่วยงาน ทั้งสภาวิจัย ทั้งกองทุนสนับสนุนการวิจัย ทั้งกองทุนนวัตกรรม เหมือนกับว่าเมื่อของเก่าใช้ไม่ได้ก็ไม่กล้าเลิกต้องตั้งของใหม่มาแทนที่เกิดเป็นสารพัดหน่วยงานที่พากันมาแข่งกันให้ทุนวิจัย แต่ไม่เห็นมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันให้เห็นได้ว่ากันไปถึงโน่น แต่ความจริงแล้วการคิดแบบนี้จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างน้อยในสองจุดใหญ่ๆ จุดที่หนึ่งคือ มิจฉาทิฏฐิที่มองว่าการวิจัยที่ดีคือ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่การสร้างเป็นเทคโนโลยี เอาไปขายเอาเงินเข้าประเทศ เพราะความจริงก็คือ การวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศนั้นต้องมีการวิจัยในหลายด้าน การวิจัยด้านสุขภาพของประเทศไทยมีการวิจัยด้านนโยบาย และการวิจัยเชิงระบบจนเป็นที่ยอมรับว่า เป็นส่วนสำคัญที่นำพาระบบสาธารณสุขไทยมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ที่แม้จะมีไม่น้อย แต่ก็สร้างผลกระทบด้านเอกสารเป็นส่วนใหญ่ อีกจุดหนึ่งก็คือ มิจฉาทิฏฐิว่าการสนับสนุนการวิจัยที่ดี ต้องมีกองทุนเดียวเพราะหลายกองทุนมันจะซ้ำซ้อน และขาดประสิทธิภาพ เพราะสิ่งที่ทำให้การใช้เงินวิจัยขาดประสิทธิภาพ เป็นเพราะขาดการจัดการที่ดี ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีการจัดการที่ดี และมีหลายกองทุน กลับจะสร้างการแข่งขัน และทำให้เกิดการกระตุ้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การมีกองทุนเดียว แต่มีการจัดการที่ไม่ดี กลับเป็นการสร้างระบบเส้นสายในการให้ทุน อย่างที่หลายคนที่อยู่ในระบบการวิจัยในบางยุคได้เคยพบเห็นมาแล้ว เพราะขาดการแข่งขัน และนักวิจัยเองก็ขาดทางเลือกในการขอทุนต้องทำตามที่แหล่งทุนเดียวต้องการเท่านั้น ความจริงแล้วทั้งสองประเด็นนี้มีการพูดคุย ถกเถียง และมีการทบทวนเรียนรู้จากระบบในต่างประเทศควบคู่กันมาแล้ว ในสมัยที่รัฐบาลทักษิณ 1 มีดำริจะปฏิรูประบบวิจัยที่ทำให้หลายคนเกิดความหวังว่า พลังปัญญาประเทศคงจะได้รับการกระตุ้นสนับสนุนอย่างจริงจัง จากผู้นำที่เปี่ยมด้วยปัญญา และวิสัยทัศน์ หลายฝ่ายจึงร่วมกันระดมความคิด และเสนอว่า ระบบวิจัยที่ดีนั้นจะต้องสามารถบรรลุเป้าหมายสี่ด้าน คือ การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาด้านสังคม การพัฒนาขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และการสร้างวัฒนธรรมการตั้งคำถาม และหาคำตอบมากกว่าการรอคำตอบสำเร็จรูป อันจะทำให้คนไทยคิดเป็น และรู้เท่าทันความรู้ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่คอยไล่ตามความทันสมัย ทั้งสี่ด้านนี้จะบรรลุได้ต้องมีการจัดโครงสร้างระบบวิจัยของประเทศให้ได้สมดุล โดยจัดการลงทุนอย่างมืออาชีพ ซึ่งในระยะสิบกว่าปีที่ผ่านมากองทุนวิจัยใหม่ๆ ที่ตั้งขึ้นก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าจัดการแบบมืออาชีพ ที่หวังผลกระทบจากงานวิจัยได้ โดยสนับสนุนงานวิจัยที่หลากหลาย และงานวิจัยที่ไม่ใช่การพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่นั้น เสนอทางออกการพัฒนาประเทศได้ไม่น้อย แต่ต้องมีการจัดการทั้งการให้ทุน การสร้างเครือข่ายการวิจัย และการจัดการความรู้ที่ได้จากการวิจัย เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ แต่สามสิ่งที่ไม่ควรทำในการจัดโครงสร้างระบบวิจัยของชาติ คือการทำให้เกิดแหล่งให้ทุนวิจัยแต่เพียงแหล่งเดียว การลงทุนวิจัยที่หวังผลแต่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ (ควรมีมากขึ้น แต่ต้องลงทุนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และการวิจัยด้านการพัฒนาสังคม การพัฒนาระบบ และการพัฒนานโยบายด้วย) และข้อสามคือ การหวังให้ภาคเอกชนมาลงทุนแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือให้รัฐลงทุนฝ่ายเดียวเป็นหลัก นอกจากนี้ยังเสนอวิธีการในทางปฏิบัติที่จะปรับระบบจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไปสู่ระบบใหม่ที่พึงประสงค์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และมีการนำเสนอต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบวิจัยไทยอย่างกว้างขวาง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เพราะถ้าทุกฝ่ายเห็นด้วยก็น่าจะแปลว่าคงไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ใครที่สนใจจะไปขอรายงานจากทบวงมหาวิทยาลัย หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยมาอ่านก็จะมีความเข้าใจมากขึ้น ทราบว่าหลายคนที่มีส่วนในการเสนอปรับระบบวิจัยครั้งล่าสุดนี้ ได้อ่านรายงานวิจัยฉบับนี้ด้วย แต่ถ้าอ่านแล้วเข้าใจ ก็ไม่น่าจะมีข้อเสนอหลายอย่างที่ตรงข้ามกับข้อเสนอในรายงานชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้าแบบนี้ โครงสร้างระบบการสนับสนุนการวิจัยเปรียบเหมือนสมองของประเทศ ถ้าออกแบบไม่ดี ก็จะได้สมองที่พิการ สมองที่ดีประกอบด้วยศูนย์สั่งการหลายศูนย์ทำงานประสานกัน เวลาส่วนใดส่วนหนึ่งพิการ หรือทำงานไม่ได้ ส่วนที่เหลือยังทำงานได้ และลดทอนความพิการ รอเวลาให้ฟื้นคืนมาได้ แต่สมองที่มีศูนย์สั่งการเดียว ถ้าเกิดพิการก็แปลว่าสมองทั้งหมดจะทำงานไม่ได้เลย ร่างกายก็จะพลอยลำบากไปด้วย สิ่งที่น่ากลัวคือ อาการสมองพิการจากการจัดระบบวิจัยที่ไม่ดีนั้น บ่อยครั้งมันใช้เวลากว่าจะแสดงออก เมื่อรู้ตัวว่าสมองพิการจะมาแก้ไขอาการก็มักจะหนัก คงต้องใช้เวลามากกว่าจะรักษาให้ฟื้นคืนดังเดิม หรือไม่บางทีก็อาจจะพิการจนไม่อาจฟื้นคืน มาทำหน้าที่สมองที่ดีได้ การจัดระบบวิจัยด้วยการรวมกองทุนวิจัย และวางจุดเน้นที่การสร้างเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นการสร้างสมองของประเทศ ที่ผิดธรรมชาติสมองที่ดี ผลระยะสั้นคือ ความคิดคับแคบ มองการพัฒนาประเทศด้วยมุมเพียงมุมเดียว เพราะขาดศักยภาพที่จะมองอย่างบูรณาการ และที่สำคัญกว่านั้นคือ ขาดการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้สมองตีบตัน คิดวนเวียน หาทางออกไม่เจอ ก็ได้แต่หวังว่าการปฏิรูประบบราชการครั้งนี้จะไม่เป็นการสร้างสมองที่พิการให้กับประเทศ ในยามที่เราต้องการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในทุกอณูของสังคมไทย
|