หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เส้นทางสันติภาพใต้ : เดินหน้าสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ภัยเงียบรุกราน 3 จว.ชายแดนใต้

กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ.2548

ปัญหาที่กำลังรุมเร้าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้มีเฉพาะปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นเป็นรายวัน และต่อเนื่องมานานนับปีเท่านั้น

ทว่าโครงการพัฒนาของรัฐที่หวังจะให้พื้นที่นี้มีความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่หลายฝ่ายกำลังวิตกกังวลว่า มันจะคืบคลานเข้าทำลายทั้งวิถีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นอย่างไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

โดยเฉพาะแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle Areas : IMT-GT) หรือโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันกำลังรุดหน้าไปมากหลังจากโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย เดินหน้าได้จนใกล้จะสำเร็จเสร็จสิ้นในปลายปีนี้

แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายได้รับการริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2536 โดยรัฐบาลอินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ไทย เห็นชอบร่วมกัน และมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มีการประชุมไตรภาคีระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสมาแล้ว 11 ครั้ง และมีการประชุมสภาธุรกิจสามฝ่ายร่วมกันมาแล้ว 15 ครั้ง

วัตถุประสงค์หลักของแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย คือ ให้ภาคเอกชนของทั้ง 3 ประเทศในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ เป็นผู้นำทางการค้าและการลงทุน โดยภาครัฐสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และขจัดอุปสรรคต่างๆ อาทิ เรื่องการผ่านแดน หรือมาตรการกีดกันทางการค้าของแต่ละประเทศ

ในส่วนของไทย การตัดสินใจเข้าร่วมแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นานาชาติ ซึ่งในเบื้องต้นหมายรวมถึง 5 จังหวัด คือ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อเพิ่มการค้าการลงทุน เพิ่มการจ้างงานในท้องถิ่น และสามารถให้แรงงานเข้าไปทำงานในมาเลเซียได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับกรอบความร่วมมือตามแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย มีทั้งสิ้น 6 ด้าน คือ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือสะพานเศรษฐกิจ (แลนด์บริดจ์) 2.การค้าและการพัฒนาจุดแรกเริ่ม เช่น โครงการจัดตั้งตลาดกลางขายส่งสินค้าบริเวณชายแดน โครงการพัฒนาด่านศุลกากร เป็นต้น

3.การดำเนินการเรื่องการตลาดเสรี และเขตโทรคมนาคมพิเศษ 4.การพัฒนารายสาขา เน้นด้านการท่องเที่ยว เช่น ขยายเวลาทำการของด่านศุลกากร เปิดน่านฟ้าเสรี เป็นต้น 5.การพัฒนารายสาขา เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และ 6.การพัฒนาพื้นที่นอกเขตเมืองและการค้าภายในพื้นที่

ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุด คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือสะพานเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย การสร้างท่อน้ำมัน ท่อส่งก๊าซ การเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวง รถไฟ และการพัฒนาท่าเรือ

อย่างไรก็ตาม ลู่ทางการพัฒนาที่ดูจะคืบหน้าและมีอนาคตนั้น กำลังถูกตั้งคำถามด้วยความวิตกกังวลจากกลุ่มนักวิชาการ และภาคประชาสังคมในพื้นที่ว่าจะทำให้ภาคใต้กลายเป็นถังขยะใบใหม่ที่รองรับ "กากอุตสาหกรรม" หรือไม่

เพราะหากพลิกดูเอกสารรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับแผนงานพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย โดยเลือกเอาเฉพาะการวางแผนพัฒนาเพื่อรองรับโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย เพียงโครงการเดียว ก็จะพบว่ามีการเตรียมการตั้งนิคมอุตสาหกรรมอีกหลายแห่งในพื้นที่รอไว้อยู่แล้ว

อาทิ นิคมอุตสาหกรรม 2 แห่ง ในพื้นที่ระหว่างบ้านไร่กับบ้านทุ่งลุง และทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ อ.สะเดา จ.สงขลา อันเป็นพื้นที่ตามแนวท่อก๊าซ , พื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมเพิ่มเติม บริเวณจุดที่ท่อก๊าซไทย-มาเลเซียขึ้นฝั่ง คือที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ขนาด 2,000 ไร่ สำหรับรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต

ขยายเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ หรือนิคมอุตสาหกรรมฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อีก 500 ไร่ , ขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมใน อ.เมือง จ.ปัตตานี ติดกับอ่าวปัตตานี , โครงการก่อสร้างโรงกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรม ซึ่งยังไม่กำหนดสถานที่ตั้ง

นอกจากนั้นยังมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาด 700 เมกะวัตต์ ใกล้กับโรงแยกก๊าซในพื้นที่ อ.จะนะ อีกด้วย

ขณะเดียวกัน ในวงสัมมนานักวิชาการ ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ อ.หาดใหญ่ ยังพบข้อมูลที่น่าตกใจอีกหลายประการเกี่ยวกับแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย

สุพจน์ จริงจิตร บรรณาธิการประชาไทยดอทคอม หนึ่งในวิทยากรที่ร่วมอภิปราย ให้ข้อมูลว่า ล่าสุดรัฐบาลไทยได้ขยายพื้นที่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจขึ้นไปจนถึง จ.ชุมพร และระนอง อันจะส่งผลให้ 14 จังหวัดภาคใต้เปิดโล่งสำหรับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยอ้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

ส่วนที่ อ.จะนะ ก็มีการกันพื้นที่ไว้ถึง 2,000 ไร่ เพื่อก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม ทั้งๆ ที่ตามข้อตกลงที่รัฐบาลเคยทำไว้กับประชาชนในพื้นที่ ยืนยันว่าจะไม่มีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใน อ.จะนะ

"ดังนั้นต้องจับตากันต่อไปว่ารัฐบาลจะตั้งนิคมอุตสาหกรรมในลักษณะไหน แต่คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์อย่างแน่นอน"

ขณะที่ ปิยะ กิจถาวร อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) ให้ข้อมูลว่า เขตพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่ายตั้งอยู่ในพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของทั้ง 3 ประเทศ โดยเฉพาะที่อ่าวปัตตานีของไทย เป็นอ่าวที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงน่าคิดว่าการพัฒนาที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อสภาพแวดล้อมและทรัพยากรอย่างไรบ้าง

อ.ปิยะ ยังเรียกร้องว่า อยากให้แนวทางการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจหลุดจากกรอบคิดเดิมๆ โดยอยากให้พัฒนาจากฐานของประชาชนในพื้นที่มากกว่า โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าที่มีมิติทางวัฒนธรรม เช่น ผลิตเครื่องแต่งกายมุสลิม ซึ่งมีตลาดรองรับจากชาวมุสลิมถึง 1,200 ล้านคนทั่วโลก

ส่วน ผศ.อับดุลเลาะห์ อับรู อาจารย์จากวิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี เป็นห่วงว่า การพัฒนาตามกระแสทุนนิยมมักไม่ลงลึกถึงโครงสร้างที่แท้จริงของสังคม ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกระแสทุนนิยมกับวิถีชีวิตมุสลิมดั้งเดิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

และที่สำคัญน่าจะทำให้ภาคใต้กลายเป็นถังขยะรองรับกากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่ต่างกับภาคตะวันออกในปัจจุบัน

ถึงนาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาอย่างผิดทิศผิดทาง และไม่ได้มีส่วนร่วมจากประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง กำลังจะกลายเป็น "ภัยเงียบ" ตัวใหม่ ที่ทำร้ายจังหวัดชายแดนภาคใต้!