|
||||||||||||||
|
อบต. เทศบาล
อบจ. กับ สมัชชาสุขภาพ
มติชนรายวัน วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10054 โดย สมพันธ์ เตชะอธิก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ความสำคัญของ อบต. เทศบาล อบจ. มีมากต่อชุมชนไทย เพราะงบประมาณ กำลังคน สถานที่ วัสดุอุปกรณ์ ได้รับการถ่ายโอนจากรัฐบาลสู่ท้องถิ่น ขณะที่ภาคประชาชนก็ปรารถนาอยากจะถ่ายโอนปัญหาต่างๆ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) อันประกอบไปด้วยองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ได้ช่วยกันแบกรับภารกิจการแก้ไขปัญหาให้ด้วย โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ซึ่งพบว่าประชาชนในท้องถิ่นมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ และต้องการให้ อปท.ได้เข้าไปมีส่วนร่วมสำคัญในการแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น ในร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะรัฐมนตรีแล้ว ขณะนี้กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในสมัยการประชุมนี้ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติได้ให้ความหมายสุขภาพครอบคลุมถึงสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคมและปัญหา ปรากฏการณ์ในชนบทและชุมชนเมืองโดยทั่วไป พบว่า ทุกข์ สมุทัยด้านสุขภาพของประชาชนมีมากมาย ดังนี้ ทุกข์สุขภาพด้านร่างกาย ประชาชนของเรามีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ มีโรคเบาหวาน โรคมะเร็งตับ ความดันโลหิตสูง โรคเครียด/ประสาท โรคหัวใจ โรคกระเพาะอักเสบ โรคทางเดินอาหาร โรคจากบุหรี่(ที่ตำบลสวนหม่อน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น สำรวจ 1,695 ครัวเรือน พบว่ามีผู้สูบบุหรี่ 799 ครัวเรือนหรือร้อยละ 47) ทุกข์สุขภาพด้านจิตใจ ชาวบ้านมักมีความรู้สึก ความคิด และบอกว่าตนเป็นโรคเครียด มีอาการทางประสาทที่เกิดจากสภาวะแปรปรวนทางจิตใจ มีความรับรู้สภาพปกติของร่างกายแต่ไม่สามารถควบคุมได้ ลักษณะที่พบ คือ ใจไม่ดี หงุดหงิดง่าย ตื่นตกใจง่าย นอนไม่หลับ กินข้าวไม่อร่อย อารมณ์เสียบ่อย สาเหตุมาจากปัญหาครอบครัว บุตรหลาน ปัญหาทางเศรษฐกิจในกลุ่มครอบครัวที่รับจ้างใช้แรงงานต่างถิ่นเพื่อหาเงินมาใช้หนี้หมุนเวียนในครัวเรือน ทุกข์สุขภาพด้านสังคม การรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ กลายเป็น "กลุ้ม" จากความขัดแย้งทางความคิดเห็นและผลประโยชน์ การสื่อสารระหว่างผู้นำในชุมชนกับสมาชิกมีน้อยและไม่เข้าใจ ไม่ไว้วางใจกันและกัน จนส่งผลต่อความสามัคคีและการมีส่วนร่วมน้อยเกินไปที่จะพัฒนาท้องถิ่นร่วมกัน ทุกข์สุขภาพด้านปัญญา มีปัญหาการศึกษาในระบบโรงเรียนและมหาวิทยาลัย รวมทั้งผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว มีความสามารถไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตและครอบครัว ทั้งด้านการมีงานทำมีรายได้ การคิดเป็นวิเคราะห์เป็นแก้ปัญหาเป็น และสามารถปรับตัวได้กับภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่ถาโถมสู่ชุมชน ขณะที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นค่อยๆ สูญหายไป มีการถ่ายทอดความรู้และการปฏิบัติได้น้อยมาก การสนับสนุนวิชาการจากภายนอกสู่ชุมชน แทบจะไม่มีเลย หรือมีก็น้อยมากจนน่าสงสัยว่า สถาบันการศึกษาทุกระดับ ทำไมถึงละเลยชุมชน จุดนี้รวมทั้งวัดที่เป็นแหล่งสะสมองค์ความรู้ทางสติปัญญาของชุมชนด้วย การที่จะแก้ไขทุกข์ สมุทัยด้านสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคมและปัญญาได้ จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ของชุมชนร่วมกับ อปท. เพราะการพัฒนาจากภาครัฐได้ดำเนินการตลอดมานับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ได้จัดกระทรวงกระทรวงต่างๆ จนถึงปัจจุบัน แต่ปัญหาสุขภาพได้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน กระบวนการมีส่วนร่วมที่สำคัญ คือ เวทีสมัชชาสุขภาพพื้นที่ อันหมายถึงการระดมข้อมูลและความคิดของชุมชนในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์สุขภาพด้วยตนเองร่วมกับ อบต.เทศบาล อบจ.และภาครัฐอื่นๆ สมัชชาเป็นเวทีตั้งแต่ระดับเล็กๆ 5-10 คน ไปจนถึงระดับใหญ่นับ 100 คน ที่มีผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการ ผู้ประกอบการค้า ตัวแทนประชาคม กลุ่ม/องค์กรต่างๆ กำนัน/ผู้ใหญ่บ้านและกรรมการหมู่บ้าน นักวิชาการในท้องถิ่น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ มารวมตัวจับเข่าคุยกันทั้งแบบทางการและไม่ทางการด้วยปัญญาและความสมานฉันท์ จนสามารถสรุปสาระสำคัญต่างๆ ออกมาเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์สุขภาวะสู่ความอยู่เป็นสุขได้ กระบวนการสมัชชามี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนสมัชชา มีการทำความเข้าใจชี้แจงร่วมกันของภาคส่วนต่าง โดย อปท.เป็นเจ้าภาพ มีการศึกษาข้อมูลปัญหา สาเหตุ สุขภาวะทางร่างกาย จิตใจ สังคม และทางปัญญา โดยรวบรวมจาก กชช.2 ค จปฐ. ข้อมูลจากสถานีอนามัย อปท.เอกสารต่างๆ จากนั้นก็เก็บข้อมูลเพิ่มเติม โดยอาจใช้นักวิชาการในท้องถิ่นร่วมกันประชาคมและ อปท. ช่วยกันไปพูดคุยรายครัวเรือน รายกลุ่มย่อย แล้วก็นำมาเรียบเรียงเป็นลายลักษณ์อักษร เปิดเวทีตรวจสอบข้อมูลปัญหาและสาเหตุด้านสุขภาวะระยะก่อนเวทีสมัชชาใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน และมีงบประมาณสนับสนุนการจัดทำตามวันเวลาที่ปฏิบัติงานจริง มีคณะทำงานช่วยกันยกร่างกรอบความคิด นโยบาย ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาไปสู่สุขภาวะที่ดี เวลาเปิดเวทีสมัชชาจะได้นำมาประชาพิจารณ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสรุปร่วมกัน ระยะเวทีสมัชชา มีการคัดเลือกตัวแทนที่หลากหลายตั้งแต่ระดับครัวเรือน อาชีพ กลุ่มต่างๆ ในชุมชน จากนั้นก็นำเข้าสู่กระบวนการรับฟังข้อมูลปัญหา สาเหตุ สุขภาวะและแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมจนสรุปร่วมกันได้ ขั้นตอนต่อมาก็เป็นการกำหนดนโยบายแก้ปัญหา ว่าแต่ละคนคิดอย่างไร แล้วรวมกลุ่มย่อยช่วยกันคิดประมวลผลสรุปเสนอกลุ่มใหญ่ เพื่อสรุปรวบยอดเป็นข้อความนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ การจัดทำนโยบายในลักษณะนี้ จึงเป็นการมีส่วนร่วมในการกำหนดและตัดสินใจของตัวแทนประชาชน โดยใช้ข้อมูลความจริงของพื้นที่ ลักษณะเวทีสมัชชาสุขภาพต่างไปจากการทำนโยบายแบบเดิมๆ ที่กำหนดจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือเวทีประชาคมที่ร่วมเพียงแค่ความอยากหรือความต้องการเฉพาะหน้าเท่านั้น เมื่อได้นโยบายสุขภาพแล้วจึงนำมาส่การกำหนดยุทธศาสตร์ โดยการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน ที่เป็นปัจจัยภายในของท้องถิ่นทั้งในเรื่องของผู้คน พื้นที่ องค์กรต่างๆ ต่อมาก็วิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคจากภายนอกที่เข้าไปมีผลต่อท้องถิ่น จากนั้นก็จัดความสัมพันธ์ของจุดแข็งกับจุดอ่อน จุดแข็งกับโอกาส จุดแข็งกับอุปสรรค จุดอ่อนกับโอกาสและจุดอ่อนกับอุปสรรค มาเขียนเป็นข้อความยุทธศาสตร์และกลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคมและปัญญา เวทีสมัชชาสุขภาพพื้นที่ต้องมีงบประมาณสนับสนุน มีวิทยาการกระบวนการที่เป็นนักวิชาการท้องถิ่นหรือผู้นำชุมชนและใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน มีคนเข้าร่วมประมาณ 100 คน จากทุกภาคส่วน ระยะหลังสมัชชา เมื่อได้ปัญหา สาเหตุ นโยบายและยุทธศาสตร์สุขภาพระดับท้องถิ่นแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการแปลงยุทธศาสตร์สู่แผนปฏิบัติการของ อบต. เทศบาล อบจ.และประชาคม มีการจัดสรรงบประมาณ กำลังคนและทรัพยากรต่างๆ มาทำงานตามยุทธศาสตร์ การประชุมทบทวนและการเขียนแผนตามระบบของ อปท.จึงต้องมีคณะทำงานมาจัดทำและปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สุขภาวะของท้องถิ่นไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุข ขั้นตอนหลังสมัชชา ตัวแทน อปท.กับตัวแทนประชาคมควรดำเนินงานและมีงบประมาณสนับสนุนทุกๆ ปี ตัวอย่างนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากเวทีสมัชชาพื้นที่ เช่น นโยบาย สุขภาพสู่ภาวะอยู่เย็นเป็นสุข ยุทธศาสตร์สุขภาพ 1.ด้านร่างกาย การออกกำลังกาย การนวดพื้นบ้าน การใช้สมุนไพร การรณรงค์และให้การศึกษาเรื่องบุหรี่ 2.ด้านจิตใจ เชื่อมโยงกับอาชีพ ตลาด เครือข่าย เศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งดูแลเด็กและผู้สูงอายุ 3.ด้านสังคม การพัฒนศักยภาพผู้นำ การสร้างความสามัคคี ชุมชนเข้มแข็ง 4.ด้านปัญญา การจัดทำข้อมูล ภูมิปัญญา ด้านสุขภาพ การสนับสนุนจากสถาบันวิชาการและวัด อบต. เทศบาล อบจ.สามารถจัดทำกระบวนการสมัชชาสุขภาพเพื่อสร้างนโยบายสาธารณะ และยุทธศาสตร์สุขภาพโดยการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนได้ ซึ่งถ้าช่วยกันทำมากๆ ปัญหาสุขภาพของประชาชนจะลดลง ความเข้มแข็งของท้องถิ่นจะมากขึ้น คุณูปการอันสูงยิ่งของ อปท.จะบังเกิดขึ้นทั่วทั้งแผ่นดิน ปัญหาท้าทายมีเพียงว่า อบต. เทศบาล อบจ. จะช่วยกันและมีส่วนร่วมจริงจังในการจัดทำกระบวนการนโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์สุขภาพสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขหรือไม่? ฤๅจะต้องรอให้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติมีผลบังคับใช้เสียก่อน หน้า 6
|