|
||||||||||||||
|
พลิกปูมบทเรียน
"Hostile Takeover"
หลากรูปแบบหลายวิธีการ
แต่ลงท้ายล้วนสูญเสีย!!
มติชนรายวัน วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10054 การประกาศตัวเข้าซื้อกิจการธุรกิจหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 บริษัท คือ ค่ายมติชน และโพสต์ พับลิชชิ่ง ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ของนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ และการต่อต้าน โดยเฉพาะกระแสการคัดค้านจากสาธารณชน จนแทบจะทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมาร้อนแรง เป็นที่จดจำไปอีกนาน และเป็นการประกาศตัวเข้าซื้อกิจการ ในแบบที่ถูกจำกัดความว่า เป็นการครอบงำกิจการแบบไม่เป็นมิตร หรือ Hostile Takeover เป็นการเทคโอเวอร์แบบที่คนในวงการตลาดหุ้นรู้จักกันดี เพราะหากพลิกค้นข้อมูลประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะพบว่า เราผ่านเหตุการณ์การเทคโอเวอร์กิจการกันมาหลายครั้งจนแทบนับไม่ถ้วน และในจำนวนหลายครั้งนั่นเอง ก็มีปรากฎการณ์การครอบงำกิจการแบบไม่เป็นมิตรให้เห็นอย่างเนือง ๆ เป็นการฮุบกิจการที่มีรูปแบบ วิธีการ และเป้าประสงค์ของผู้เข้าซื้อกิจการที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น หากย้อนอดีตไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ต้นตำรับจอมเทคโอเวอร์ที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงการตลาดหุ้นบ้านเรา ถือเป็นนักเทคโอเวอร์ระดับหัวแถวที่ทำให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เริ่มรู้จักคุ้นเคยกับคำว่า การซื้อเพื่อครอบงำกิจการ คงไม่มีเกินหน้า "สอง วัชรศรีโรจน์" หลังจากเหตุการณ์แบล็กมันเดย์เมื่อปี 2531 ชื่อของเสี่ยสองก็เริ่มเป็นที่รู้จักของนักเล่นหุ้น เมื่อไต่เต้าจากนักลงทุนธรรมดาสู่การเป็น "ขาใหญ่จอมเก็งกำไร" เมื่อใดก็ตามที่หุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีการซื้อขายร้อนแรง ราคาเคลื่อนไหวหวือหวา เมื่อนั้นมักจะมีชื่อของเสี่ยสองเข้าเกี่ยวข้องอยู่ด้วย จนกระทั่งปี 2535 เสี่ยสองเริ่มคิดที่จะขยับฐานะจากการเป็นนักลงทุนรายใหญ่ มาเป็นนายแบงก์ โดยมีการใช้เงินกว่า 2,700 ล้านบาท ทยอยซื้อหุ้นธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ(บีบีซี) จนได้สัดส่วนถึง 43% ของหุ้นทั้งหมด พร้อมกับข่าวความตั้งใจที่จะก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการธนาคาร ทำให้นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้ถือหุ้นใหญ่ของบีบีซี ต้องเข้าแย่งซื้อหุ้นในตลาด เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่คืนมา แต่เกมการเทคโอเวอร์แบงก์บีบีซี ยังไม่ทันจะรู้ผลแพ้ชนะ ปรากฎว่า เสี่ยสองถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) กล่าวโทษในข้อหาปั่นหุ้นใน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัทกฤษดามหานคร(เคเอ็มซี) บริษัท รัตนการเคหะ บง.เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสท์เม้นท์(เอฟซีไอ) และธนาคารนครหลวงไทย แม้ว่าศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อปี 2541 แต่การต่อสู้คดีก็มีผลให้เสี่ยสองหายไปจากวงการตลาดหุ้น แต่ในขณะเดียวกันแบงก์บีบีซีก็มีชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกัน เพราะในปี 2539 บีบีซีประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง จนนำไปสู่การเข้าแทรกแซงกิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และปิดกิจการไปในที่สุด เป็นกรณีการเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตรที่ปิดฉากลงด้วยการล่มสลายของทั้งผู้เทคและผู้ถูกเทค อีกกรณีหนึ่งของการเทคโอเวอร์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน คือ กรณีการแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างผู้ถือหุ้นต่างชาติ 2 กลุ่มในบริษัท ฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ โดยมีกลุ่มยูโรเปี้ยน โอเวอร์ซีส์ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ถือหุ้นเดิม ที่มาเสียท่าให้กับผู้มาใหม่อย่างกลุ่มโกลเบ็กซ์ ซึ่งมีบริษัท ชลประทานซีเมนต์ แบงก์บีบีซี และนายราเกซ สักเสนา ร่วมเป็นพันธมิตรหนุนหลัง กรณีการเทคโอเวอร์เพื่อแย่งชิงอำนาจในการบริหารฟินิคซฯ นั้น ยืดเยื้อยาวนานหลายปี แต่ในที่สุดบริษัท เยื่อกระดาษสยาม จำกัด(มหาชน) ในเครือปูนซิเมนต์ไทย กลายเป็น "ตาอยู่" ที่เข้ามาคว้าพุงปลาไปครอง เมื่อสามารถเจรจาซื้อหุ้นใหญ่จากผู้ถือหุ้นกลุ่มทุนจากอินเดีย และประกาศทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์จนครองหุ้นใหญ่ 77% แต่กรณีที่แสดงให้เห็นถึงการเข้าเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจนที่สุด น่าจะเป็นกรณีของบริษัท ประสิทธิ์พัฒนา จำกัด(มหาชน) เจ้าของกิจการโรงพยาบาลพญาไท ซึ่งเดิมเป็นที่รับรู้กันว่า เป็นของตระกูลอุไรรัตน์ นำโดยนายประสิทธิ์ อุไรรัตน์ ผู้บิดา และนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตกปี 2540 กิจการโรงพยาบาลพญาไทก็ได้รับผลกระทบจากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้หนี้สินที่กู้เป็นเงินสกุลต่างประเทศเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จนต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ มีการแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้สถาบันการเงินหลายสิบแห่ง ในช่วงระหว่างฟื้นฟูกิจการนั่นเอง บริษัท ประสิทธิ์พัฒนา จำกัด(มหาชน) ก็ถูกนายวิชัย ทองแตง ทนายความในคดีซุกหุ้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งพลิกผันจากอาชีพหลักทนายความมาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ด้วยการไล่ซื้อกิจการโรงพยาบาลหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลศิครินทร์ โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล และที่สุด ก็คือ โรงพยาบาลพญาไทของกลุ่มอุไรรัตน์ นายวิชัย ทยอยไล่เก็บซื้อหุ้นจากเจ้าหนี้ต่างประเทศที่จะแปลงหนี้เป็นทุนอย่างเงียบ ๆ ส่งผลให้กลุ่มอุไรรัตน์ถึงกับช็อค และนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ต้องหยุดเล่นการเมืองเพื่อหันมาทุ่มเทให้กับการป้องกันกิจการของครอบครัวให้รอดพ้นจากการเข้าครอบงำกิจการครั้งนี้ ทั้ง 3 เหตุการณ์ดังกล่าว มีเป้าประสงค์ของการเข้าครอบงำกิจการที่ไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นการเทคโอเวอร์เพื่อหวังเป็นเจ้าของกิจการนั้น ๆ หรือการเข้าซื้อหุ้นใหญ่เพื่อหวังผลกำไรจากราคาหุ้นที่พุ่งพรวดหลายเท่าตัวในช่วงที่มีข่าวการแย่งชิงหุ้นกัน แต่บทเรียนสำคัญที่มีให้เห็น ก็คือ ในห้วงของการสัประยุทธ์เพื่อแย่งชิงความเป็นเจ้าของกิจการกันนั้น ในทุกเหตุการณ์ล้วนกินเวลายืดเยื้อยาวนาน หลายกรณีใช้เวลา 4-5 ปีกว่าจะได้ผลสรุป ที่น่าเศร้าใจก็คือ ผลสรุปที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดได้รับชัยชนะก็ตาม ล้วนนำมาซึ่งความสูญเสีย ทั้งกำลังเงิน สูญเสียเวลาที่มาห้ำหั่นแย่งชิงหุ้น และไม่ได้เป็นผลดีต่อกิจการของบริษัทที่ถูกเทคโอเวอร์ เพราะทุกฝ่ายมุ่งสนใจแต่เพียงการต่อสู้ จนลืมให้เวลากับการพัฒนาธุรกิจ ดังนั้น เมื่อผู้หวังเทคโอเวอร์อย่าง "แกรมมี่" ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า เป็นการเข้าซื้อหุ้นใหญ่ในสิ่งพิมพ์ 2 บริษัท เพื่อหวังต่อยอดทางธุรกิจ ย่อมต้องมิใช่การเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตร เพราะนั่นย่อมมีบทลงเอยไม่แตกต่างจากกรณีการเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตรที่ผ่านมา เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทำไมไม่พูดกันดี ๆ แบบ Friendly Takeover ล่ะ!! หน้า 20 รัฐบาลทักษิณ กับกฎหมายแข่งขันทางการค้า จอดป้าย : กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 ข่าวเกรียวกราว ว่าด้วยการเข้าเทคโอเวอร์ กิจการหนังสือพิมพ์มติชนของกลุ่มแกรมมี่ สัปดาห์ก่อน เข้าไปเกี่ยวข้อง กับกฎหมายฉบับหนึ่ง คือ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าปี 2542 ซึ่งนักวิชาการออกมาให้ความเห็น กฎหมายฉบับนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2542 ผ่านมาแล้ว 6 ปี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเทคโอเวอร์ รวมกิจการ เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า "ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจ อันอาจก่อให้เกิดการผูกขาด หรือความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ การรวมธุรกิจหมายถึงผู้ผลิตรวมกับผู้ผลิต ผู้จำหน่ายรวมกับผู้จำหน่าย การเข้าซื้อสินทรัพย์ ของธุรกิจอื่นเพื่อควบคุมนโยบายการบริหารธุรกิจ การอำนวยการหรือการจัดการ การเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดหรือบางส่วนของธุรกิจอื่น ต้องยื่นคำขออนุญาตต่อคณะกรรมการ" โดยให้ยื่นขอตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา คำขออนุญาตอย่างน้อยต้อง (1)มีเหตุผลและความจำเป็นในการกระทำ (2)ระบุวิธีดำเนินการ (3)กำหนดระยะเวลาที่จะดำเนินการ กฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับการเทคโอเวอร์ 2 มาตรา ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยประกาศ หรือกฎหมายลูกออกมา แต่จนถึงขณะนี้ 6 ปีแล้ว กฎหมายลูกที่จะมีแบบแผนที่ชัดเจน ในการประกอบธุรกิจ ยังไม่มีใครเห็น กฎหมายฉบับนี้ออกมา โดยมีเจตนารมณ์ เพื่อป้องกันการผูกขาด การมีอำนาจเหนือตลาดและใช้อำนาจนั้น ไปรังแกผู้ประกอบการรายอื่น หรือใช้ความใหญ่ของตัวเองไปกดดัน บีบคั้นรายกลาง รายย่อยทั้งหลาย ไม่ให้เข้ามาแข่งขัน หรือเพื่อคุ้มครองคนที่ตัวเล็กกว่านั่นเอง กฎหมายฉบับนี้จะดีที่สุด เมื่อไม่มีการบังคับใช้ แสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองเรา มีมาตรฐาน มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ มีความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ และไม่มีการรังแกกัน โดยใช้พลังอำนาจที่เหนือกว่า แต่ไม่ใช่ ไม่บังคับใช้เพราะไม่มีกฎหมายลูก ทุกวันนี้ธุรกิจของบ้านเรา ยังเต็มไปด้วยการผูกขาด ทั้งผูกขาดโดยระบบสัมปทานที่มิชอบ ผูกขาดโดยใช้ฐานทางธุรกิจที่ใหญ่กว่า บีบให้คนอื่นค่อยๆ ตายไป และสุดท้ายจะมีอำนาจในการตั้งราคา กระทรวงพาณิชย์ผู้ดูแลรับผิดชอบกฎหมายฉบับนี้ โดย รมว.พาณิชย์เป็นประธานกรรมการแข่งขันทางการค้าโดยตำแหน่ง ไม่ได้ขยับและมุ่งมั่นอย่างเพียงพอ ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อย่าว่าแต่กำหนดแนวทางการรวมกิจการเลย การกำหนดเกณฑ์อำนาจเหนือตลาด ที่จะบ่งบอกว่าสัดส่วนเท่าใดถือเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด กลับไม่มีการกำหนดออกมาทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้ ความระแวง สงสัย หากกำหนดไปแล้ว จะไปกระทบกับผู้มีอำนาจ เจ้าของธุรกิจ ที่ใกล้ชิดรัฐบาลจะเดือดร้อนเข้าให้หรือไม่ 4 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลทักษิณ แทบไม่มีการใช้กฎหมายฉบับนี้เลย คงต้องฝาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ให้ไปไล่ดูเสียที ที่ติดขัดไม่ออกมา มันอยู่ตรงไหนกันแน่ แต่คงต้องใช้ความกล้าหาญมากหน่อย
|