|
||||||||||||||
|
ขออีกทีเรื่อง
"มาร์เก็ตติ้งหลักทรัพย์"
บทความ โดย คนไท ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3724 (2924) ถูกใจจริงๆ กับคำพูดของประธานสหภาพธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ว่า "ในวงการธนาคารลูกจ้างของธนาคารแต่ละแห่ง สามารถย้ายงานได้อย่างอิสระและในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่เคยมีนายจ้างไม่อนุมัติการลาออกของลูกจ้าง ทั้งนี้ ในความเห็นของตนเองเห็นด้วย กับการที่ลูกจ้างได้รับอิสระในการย้ายงาน เพราะในหลักความเป็นจริง มนุษย์จะต้องมีอิสระในการทำงาน" เอาไปเต็มร้อยสำหรับคำกล่าวที่ลุ่มลึกและแสดงถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำ แต่ขอเติมว่าทุกวงการก็เป็นอย่างนี้ ยกเว้นวงการศิลปินและการกีฬา ที่มีการทำสัญญาที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย ทีนี้มาดูคำกล่าวจากผู้บริหารระดับสูงในวงการโบรกเกอร์หลักทรัพย์กันบ้าง "เจ้าหน้าที่การตลาดหลักทรัพย์ฯถือว่ามีความใกล้ชิดกับลูกค้า และหากมีการลาออกก็จะสามารถดึงลูกค้าไปด้วย" คุณเห็นความแตกต่างกันทางความคิดบ้างไหม ? จากคำกล่าวหลังนี้อยากทราบว่าวงการอื่นเขาไม่มีหรือที่ลูกค้าจะตามคนที่เขาถูกใจไปที่อื่น หรือว่าบริษัทอื่นๆ วงการอื่น เขาจะล้มหายตายจากเพียงแต่พนักงานด้านการตลาดลาออกไปอยู่กับคู่แข่งโดยมีลูกค้าหนีตามไปต้อยๆ ถ้าบริษัทคุณแย่ขนาดนั้นก็ควรเปิดหมวกลาออกหลีกทางให้มาร์ เก็ตติ้งผู้นั้นมาบริหารและถือหุ้นบริษัทเสียเลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่า จำนวนธุรกิจไม่มากพอที่จะให้แข่งขันได้อย่างมีกำไร จะทู่ซี้อยู่ไปทำไมมี ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วก็ควรปิดกิจการไปเสีย เอาเงินทุนคืนผู้ถือหุ้นให้ไปลงทุนอย่างอื่นจะดีกว่า เท่าที่ผ่านมาก็เห็นพนักงานธนาคารหลายคนย้ายไปอยู่กับธนาคารคู่แข่ง ไม่เห็นว่าธนาคารต้นสังกัดเขาจะดิ้นทุรนทุรายจะเป็นจะตายอย่างบริษัทหลักทรัพย์เลย ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ? เรามีจำนวนรายลูกค้าที่ซื้อขายหุ้นน้อยไปเมื่อเทียบกับจำนวนโบรกเกอร์ที่ทางการให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจปริมาณธุรกิจ หรือยอดขายจึงมีจำกัด เมื่อเป็นเช่นนี้บริษัทหลักทรัพย์ใดที่ไม่เห็นทางขยายฐานลูกค้าของตนเองได้ จึงต้องมุ่งเน้นการหารายได้นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ไปที่ลูกค้ารายใหญ่ไม่กี่รายในระบบซึ่งมีปริมาณการซื้อขายหุ้นมาก ลูกค้าเหล่านี้จึงถือเป็นหัวใจของธุรกิจ และมักจะติดอยู่กับมาร์เก็ตติ้งที่รู้ใจกัน หากมาร์เก็ตติ้งย้ายไป ลูกค้าก็มักจะย้ายตามไปด้วย เพราะอะไรหรือ ? เพราะที่บริษัทแต่ละแห่งมันไม่มีอะไรที่จะจูงใจลูกค้า และมาร์เก็ตติ้งให้จงรักภักดีกับบริษัทได้เลย ไม่ว่าจะเป็นด้านบริการ ด้านราคา ด้านสวัสดิภาพการจ้างงาน หรือคุณภาพที่จะให้ลูกค้าและลูกจ้างด้านอื่นๆ หากพิจารณาในด้านการบริหารธุรกิจก็ถือว่าสอบตกแล้ว เพราะไม่สามารถสร้างฐานลูกค้าใหม่ หรือรักษาลูกค้าเก่าไว้ได้ ลูกค้าจึงติดอยู่กับมาร์เก็ตติ้งไม่ได้ติดอยู่กับบริษัท และเมื่อไม่มีปัญญาทำธุรกิจก็ยังไม่คิดจะเลิกกิจการ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอีกด้วย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร ปัญหามันก็จะวนเวียนอยู่ตรงนี้ เพราะไปแก้ปัญหาด้วยวิถีทางอัปยศและท้าทายกับกฎหมายแรงงาน รัฐธรรมนูญ และหลักมนุษยธรรม ไม่ว่าจะกล่าวอ้างให้ดูดีว่าที่ทำไปก็เพื่อทำให้วงการนี้ใสสะอาด หรือเพื่อประโยชน์ของลูกค้า ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะไปแก้ด้วยการกำหนดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำในการซื้อขายหลักทรัพย์ไม่ให้ใครคิดราคาต่ำกว่ารายการละ 0.25% ของราคาซื้อขายหุ้น และด้วยการบีบบังคับอิสรภาพในอาชีพการงานของมาร์เก็ตติ้งหลักทรัพย์ ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯที่ตกเป็นเครื่องมือที่มีอำนาจ ซึ่งรับลูกด้วยการไม่เปิดระบบให้มาร์เก็ตติ้งคนนั้นๆ มีสิทธิเข้าไปทำรายการซื้อขายหุ้นได้ การกระทำโดยอ้างว่าต้องควบคุมด้านราคาเพราะการแข่งขันกันตัดราคา หรือมีการจ่ายคิดแบ็กคืนลูกค้า จะทำให้ธุรกิจมีปัญหา คือไม่มีเงินไปพัฒนาด้านการวิจัย หรือระบบและบุคลากร ซึ่งกล่าวอ้างว่าจะส่งผลเสียต่อลูกค้าในที่สุดนั้น ที่แท้จริงแล้วนึกถึงลูกค้าหรือว่าผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่ากัน ทำไมถึงไม่สนับสนุนให้เปิดเสรีไปเลย และให้พัฒนาการซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต ทำอย่างนั้นไม่ดีกว่าหรือ เพราะต้นทุนบริษัทหลักทรัพย์จะลดลงไปมากในระยะปานกลางเป็นต้นไป ไม่ต้องพึ่งพามาร์เก็ตติ้งมากเท่านี้ เพราะราคาจะถูกลงสำหรับลูกค้าทุกคน และเน้นไปที่คุณภาพงานทางด้านวิเคราะห์วิจัยที่มีประโยชน์ต่อลูกค้าอย่างแท้จริง มีประโยชน์อะไรที่จะไปฟ้องร้อง คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง (กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ในเมื่อทนไม่ไหวก็ควรไปที่ต้นตอ ซึ่งไม่ใช่ตลาดหลักทรัพย์ฯหรือคุณกิตติรัตน์ แต่เป็นบรรดานายจ้างทั้งหลายของคุณนั่นแหละ ซึ่งพวกคุณก็รู้ เพราะนายจ้างคุณเขาเป็นต้นคิดเรื่องแบบนี้ แล้วไปใช้ทางการเป็นเครื่องมือเพื่อป้องกันผลประโยชน์ของเขาเอง มาถึงตรงนี้ต้องถามว่าสปิริตของคุณกิตติรัตน์มันจะช่วยอะไรคุณได้ไหม เวลาที่คุณพบปัญหาที่คุณไม่ได้ก่ออย่างแท้จริง สำนักงาน ก.ล.ต.เองคงได้รับรู้ปัญหาแล้ว คงจะมองปัญหาทั้งระบบแบบกว้าง ไม่ไปคลุกวงในกับปัญหาหรือไปหลงฟังคำพูดที่ "แสนจะดูดีมีธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของลูกค้า" คงต้อง ทบทวนให้ดีเรื่องทิศทางว่าจะเอายังไงกันแน่ในเรื่องเปิดเสรี ตามกระแสโลกอย่างจริงจัง เปิดให้เต็มที่เลยจะดีไหม ให้แข่งขันกันอย่างจริงจัง อย่างนั้นลูกค้าจะได้ประโยชน์ โบรกเกอร์รายใดอยู่ไม่ได้ก็คืออยู่ไม่ไดจะไปอุ้มทำไม ลูกค้าไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเลย กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ระบุว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้" คงต้องพึ่งพาสำนักงาน ก.ล.ต.และสหภาพคุ้มครองแรงงานแล้วล่ะคุณ หน้า 7
|