หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"การประหยัด" คือ การสร้างอนาคต

คอลัมน์ โค้ชข้างสังเวียน  โดย ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3724 (2924)

โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังก้าวเข้าไปสู่สังคมของผู้สูงอายุที่มีวัยสูงกว่า 60 ปีขึ้นไปมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในประเทศจีน นโยบายการวางแผนครอบครัวที่ให้มีลูก 1 คนในช่วง 30 ปีที่แล้ว ได้ส่งผลให้ประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง และจากจำนวนประชากรราว 1.3 พันล้านคน ในปัจจุบันจะเพิ่มสูงสุดเป็น 1.45 ล้านคน ภายในปี 2547 และจะลดลงหลังจากนั้น

โครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลให้สัดส่วนประชากรในวัยทำงานลดลง และสัดส่วนประชากรวัยสูงอายุต่อประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ภายใน 20 ปีข้างหน้า ประชากรวัยบำนาญของจีนจะเพิ่มเป็น 300 ล้านคน

ประชากรญี่ปุ่น เกาหลี ก็มีการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคล้ายคลึงกับประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุใน 20-25 ปีข้างหน้านี้ โดยจำนวนประชากรมีแนวโน้มลดลง ประชากรวัยเด็กลดลง ประชากรวัยทำงานลดลง และประชากรวัยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในหนึ่งหรือสองทศวรรษหน้า

ในกรณีของประเทศไทย ข้อมูลที่รวบรวมมาได้จากเอกสารที่เผยแพร่ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของการดำเนินนโยบายทางตัน ประชากร และวางแผนครอบครัว ในช่วงระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้อัตราเจริญพันธุ์ลดลง จาก 6.3 คน ในช่วงปี 2507-2508 เป็น 1.82 คน ในปี 2543-2548 คนไทยมีอายุยาวมากขึ้น ผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชาย กล่าวคือ อายุคาดหมาย (life expectancy) โดยเฉลี่ยของผู้หญิงสูงขึ้นเป็น 74.9 ปี และผู้ชาย 69.9 ปี

การเปลี่ยนทางด้านโครงสร้างประชากรในปัจจุบันมีความแตกต่างไปจากอดีตค่อนข้างมาก กล่าวคือ

- วัยเด็ก (0-14 ปี) มีสัดส่วนลดลงอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 40 ในปี 2526 เป็นร้อยละ 24.3 ในปี 2543 และคาดว่าในปี 2558 จะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20.2

- วัยทำงาน (15-59 ปี) ยังคงมีสัดส่วนสูงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 54.6 เป็นร้อยละ 65.9 ในปี 2543 และสูงสุดในปี 2552 คือร้อยละ 67.1 ก่อนจะลดลงเป็นร้อยละ 66 ในปี 2538

- วัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงขึ้นเป็นลำดับ จากร้อยละ 5.4 เป็นร้อยละ 9.5 และ 13.8 ในช่วงเวลาเดียวกัน

ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ยังชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอัตราที่เร็วมาก การที่ประชากรวัยสูงอายุ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้ในอนาคต ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้กลายเป็นสังคมของผู้สูงอายุไปแล้ว ประเด็นทางด้านนโยบายที่ควรคำนึงถึงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ได้แก่ การให้ความสำคัญเป็นลำดับสูงต่อการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพของแรงงานในช่วงที่ประชากรวัยแรงงาน ยังมีสัดส่วนสูงอยู่ ซึ่งถ้าพิจารณาจากสัดส่วนประชากรแรงงานของประเทศ จะพบว่าเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปีเท่านั้น ที่ประชากรในวัยแรงงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมีสัดส่วน ที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรในวัยพึ่งพิง (กลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ) จึงจำเป็นจะต้องใช้ประโยชน์จากช่วงปีทองดังกล่าวเร่งรัดการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อสะสมความมั่งคั่งให้แก่ประเทศ เพราะหลังจากปี 2552 เป็นต้นไป โอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจลดน้อยลงเข้า ไม่มีการกำหนดแนวทางการพัฒนาด้านประชากรที่มีพอ เพราะว่า 1)คนวัยแรงงานมีสัดส่วนน้อยลง ทำให้กำลังการผลิตลดลงด้วย 2)อัตราการพึ่งพิงสูงขึ้น เพราะประชากรวัยแรงงานต้องรับภาระเพิ่มขึ้น ในการดูแลผู้สูงอายุซึ่งมีสัดส่วนสูงขึ้น

หากมองจากในแง่ของการเปลี่ยนแปลงประชากร สังคมไทยเราก็เปรียบเสมือนคนในวัยปลายกลางคน กำลังจะผ่านเข้าสู่วัยชราภาพ ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤต (mid-life crisis) กล่าวคือ ในขณะที่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ เพื่อทำงานให้มีผลผลิต มีเงินเก็บออมไว้ใช้จ่ายทั้งเพื่อการลงทุนและการบริโภคในอนาคต เพิ่มมากขึ้นเป็นเวลาเพียงอีกไม่กี่ปี ก็มาประสบกับโรคร้าย ต้องเผชิญกับวิกฤตจากปัญหาหนักๆ หลายเรื่อง ประดังประเดกันเข้ามา

ตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ โรคระบาดไข้หวัดนก ไปจนถึงภัยจากธรรมชาติแผ่นดินไหว น้ำท่วม ที่นับวันจะหนักข้อมากขึ้นทุกขณะ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ ก่อนที่สังคมจะก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ อัตราการออมควรจะเพิ่มขึ้นในระดับสูง เพื่อเก็บเงินไว้ยามชรา แต่ปัญหาหนักๆ ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นทำให้การออมระดับบุคคลยังอยู่ในระดับต่ำ คนไทยเราให้ความสำคัญกับการออมน้อยแต่บริโภคมาก ในปี 2542 การออมระดับบุคคลมีร้อยละ 13.39 ของรายได้สุทธิ (disposable income) และลดลงมาเหลือร้อยละ 5.48 ในปี 2545 แม้จะปรับตัวขึ้นมาเล็กน้อย ในปี 2546 เป็นร้อยละ 6.30 ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับต่ำ ในช่วงระยะเวลาระหว่างปี 2542-2547 อัตราการขยายตัวของบัตรเครดิตในช่วงปี 2542-2547 สูงขึ้นกว่า 5 เท่าตัว ผู้มีรายได้น้อยกว่า 10,000 ต่อเดือน และผู้ที่ถือบัตรเครดิตหลายๆ ใบมีโอกาสเป็นหนี้สะสมได้มาก

การออมในอัตราต่ำ นอกจากจะทำให้ไม่เพียงพอที่จะเป็นแหล่งระดมทุนของประเทศได้แล้ว ยังทำให้คนไทยเกิดความเสี่ยง จากการขาดหลักประกันรายได้ และใช้ชีวิตภายหลังเกษียณอายุ รวมทั้งเป็นภาระของรัฐที่จะต้องวัดสถิติการดูแลผู้สูงอายุ ที่ไม่มีเงินออมใช้เพียงพออีกด้วย ดังนั้นการส่งเสริมการออมจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วน โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทย กำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ (aging society)

เราควรพลิกวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ให้เป็นโอกาส ในวันที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรทุกชนิด รวมทั้งการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นต่อการครองชีพ ช่วยกันนิยมใช้ของไทย และร่วมใจกันเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก ต้องไม่ลืมว่าการประหยัดเป็นการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

หน้า 6