หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
สัญญาณทางเศรษฐกิจ

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3724 (2924)

ในระยะหลังเราคงจะได้ยินได้ฟังการให้ "สัญญาณ" ทางเศรษฐกิจที่มีคนพูดหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ทางการเองก็พูดเรื่องการให้สัญญาณที่ถูกต้อง "สัญญาณ" ทางเศรษฐกิจจึงกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อสมัยก่อนการประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญๆ ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายดอกเบี้ย การเปลี่ยนแปลงนโยบายราคาควบคุม การเปลี่ยนแปลงภาษีอากร ฯลฯ จะต้องปิดไว้เป็นความลับ เมื่อตัดสินใจก็จะประกาศทีเดียวเลย เพราะถ้าใครรู้ก่อน ผู้นั้นก็จะได้ประโยชน์อันไม่ควรได้ไปก่อน เป็นการเอาเปรียบสังคมและผู้อื่น

แต่ระยะหลังจะเห็นว่า ทางการของประเทศต่างๆ มักจะให้สัญญาณก่อนว่าแนวโน้มนโยบายทางเศรษฐกิจ เช่น ดอกเบี้ย ราคาสินค้าที่ควบคุม หรือสถานการณ์อื่นๆ เช่น การคุ้มครองอุตสาหกรรม โดยกำแพงภาษีก็ดี หรือโดยมาตรการอื่นก็ดี ทางการมักจะให้สัญญาณก่อนว่ามีแนวโน้มทางนโยบายไปในทิศทางใด

ทางการของประเทศที่ชอบส่งสัญญาณก่อนแล้วลงมือทำทีหลังก็ได้แก่ ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา และธนาคารกลางของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.อลัน กรีนสแปน ตลอดเวลา 18 ปี ที่ ดร.กรีนสแปนจะเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน ปู่อลันท่านจะให้สัญญาณก่อนระยะหนึ่งเสมอ ทางการของญี่ปุ่นก็เหมือนกัน เมื่อจะเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศเพื่อพยุงค่าเงินดอลลาร์ หรืออัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์กับเงินเยน ก็มักจะให้สัญญาณก่อนเสมอ ไม่เก็บไว้เป็นความลับ เหมือนเมื่อก่อนแล้วค่อยประกาศทีเดียวเมื่อมีการกระทำ

ที่เป็นเช่นนี้คงจะเป็นเพราะอิทธิพลของทฤษฎี "การคาดการณ์อย่างมีเหตุผล" หรือ "Rational Expectation Theory" ซึ่งเป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นราวๆ ทศวรรษที่ 1970 แล้วมาเป็นที่ยอมรับกันในทศวรรษที่ 1980 เรื่อยๆ มาจนปัจจุบัน

เนื้อหาของทฤษฎีก็มีอยู่ว่าผู้คนในตลาดในปัจจุบันจะปรับตัวเปลี่ยนแปลงตามการคาดการณ์ ปัจจัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผู้ที่อยู่ในตลาดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ก็จะปรับพฤติกรรมของตนไปบนพื้นฐานการคาดการณ์ของตนในอนาคต

ตลาดจึงเกิดการปรับตัว ส่วนจะปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหรือปรับตัวอย่างแรง ก็สุดแต่ว่าการคาดการณ์อย่างที่ว่านั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องธรรมชาติ หรือเป็นเรื่องใหญ่โตไม่ธรรมดา การคาดการณ์ที่ว่าอาจจะเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางการเมืองหรือปัจจัยทางสังคม หรือจะเป็นเรื่องนโยบายก็ได้ทั้งนั้น

การปรับตัวส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงแต่ค่อยเป็นค่อยไป เพราะผู้คนในตลาดต่างมีความเห็นว่าจะกระทบมากหรือน้อย หรือผลประโยชน์มากหรือน้อยแตกต่างกันไป ผลกระทบจึงไม่รุนแรง

หลายครั้งเมื่อทางการให้สัญญาณว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร ตลาดก็ปรับตัวไปในทิศทางที่ต้องการ หรือมากกว่าที่ต้องการ ตัวอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ ก็คือเมื่อเงินเยนมีค่าแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ หรืออีกนัยหนึ่งเงินดอลลาร์ตกลงมาเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ทางการญี่ปุ่นก็ให้สัญญาณว่าทางการเห็นว่าค่าเงินเยนแข็งเร็วเกินไปเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ก็เท่ากับทางการญี่ปุ่นให้สัญญาณว่าจะเข้าแทรกแซงตลาด ค่าเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ก็จะปรับลงทันที โดยที่ทางการญี่ปุ่นยังไม่ได้ทำอะไร เพราะตลาดคาดการณ์ได้ว่า ถ้าค่าเงินเยนไม่ตกลงทางการก็จะต้องเข้าแทรกแซงแน่ ในที่สุดทางการก็ไม่ต้องทำอะไรกล่าวคือตลาดเชื่อมั่นในคำพูดของทางการ

วิธีการอย่างนี้เชื่อกันว่าดีกว่าปิดเงียบแล้วทางการก็ออกมาใช้มาตรการอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยที่ตลาดปรับตัวไม่ทัน ซึ่งจะเกิดความเสียหายมากกว่าเกิดการปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามสัญญาณที่ทางการเป็นคนให้

ทั้งนี้ทั้งนั้นตลาดต้องเชื่อมั่นว่าทางการต้องดำเนินการแน่และมีเครื่องมือที่จะดำเนินการอย่างแน่นอน ถ้าตลาดไม่ปรับตัวไปในทิศทางที่ทางการต้องการ

แต่ถ้าทางการให้สัญญาณ แล้วตลาดรู้แน่นอนว่าทางการไม่มีเครื่องมือที่จะทำหรือมีก็มีจำกัด เช่น มีทุนสำรองอยู่จำกัดในกรณีที่จะแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศ ตลาดไม่เชื่อว่าจะทำได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างนี้ก็เป็นกรณีที่ไม่ควรทำเพราะจะเป็นการฝืนพลังตลาดทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าเกิดผลดี

ในบางกรณี เช่น ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะขึ้นดอกเบี้ย ดร.กรีนสแปน ก็ให้สัญญาณออกมาก่อน ให้ตลาดปรับตัวไปก่อนไม่ว่าจะเป็นตลาดเงินตลาดทุน เช่น ตลาดตราสารหนี้ หรือแม้แต่ตลาดหุ้น เป็นต้น เมื่อถึงเวลาประกาศขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ จึงไม่มีผลอะไรกับตลาด เพราะตลาดได้ซึมซาบข้อมูลต่างๆ อย่างทั่วกันไปเรียบร้อยแล้ว ความเสียหายหรือผลประโยชน์กับคนแต่ละกลุ่มที่มีข้อมูลจึงมีไม่มาก เหมือนอยู่เงียบๆ แล้วประกาศตูมออกมาทีเดียว

ประเทศหลายประเทศจึงประกาศกฎเกณฑ์ หรือสูตรการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินไว้ล่วงหน้า เช่น สูตรการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยหรืออัตราสูงสุดหรืออัตราต่ำสุดในกรณีอัตราแลกเปลี่ยน ที่ทางการจะเข้าแทรกแซงไว้ล่วงหน้า เพื่อตลาดจะได้คาดการณ์ได้ว่าพฤติกรรมของผู้กำหนดนโยบายจะเป็นอย่างไร เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงไปของตลาดในยามปกติ เมื่อตลาดคาดการณ์ได้ตลาดก็จะปรับตัวขึ้นลงไปเอง ไม่เกิดภาวะตื่นตระหนกหรือช็อก ซึ่งทำให้เกิดความเสียหาย

แต่อย่างไรก็ตามในยามที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น เกิดกรณี "วันจันทร์ทมิฬ" หรือ "Black Monday" หรือ "กรณี 11 กันยายน" หรือ "กรณีสงครามอิรัก" ทางธนาคารกลางของสหรัฐก็จะออกจากกฎเกณฑ์ปกติ ดำเนินการนอกแบบ เพื่อรับสถานการณ์ให้ทันท่วงที ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายนอกตำราเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างผิดปรกติ เป็นการบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

ดร.อลัน กรีนสแปน ประธานระบบธนาคารกลางของสหรัฐ จึงมีชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่งทั้งสองเรื่องคือ การให้สัญญาณนโยบายการเงินที่ตลาดเชื่อถือ และเมื่อดำเนินการตามนโยบายก็ไม่เกิดความผันผวนในตลาด ไม่เกิดอาการช็อกของตลาด ขณะเดียวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ธนาคารกลางก็ตัดสินใจออกจากกฎเกณฑ์ ออกจากตำราอย่างฉับพลัน ทำให้สถานการณ์กลับคืนเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว เป็นที่ชื่นชมของคนอเมริกันเป็นอย่างมาก จนได้ชื่อว่าเป็นผู้ว่าการ "activist"

อย่างไรก็ตามเรื่องใดควรจะให้สัญญาณก่อนหรือไม่อย่างไรก็เป็นศิลป์ ไม่ใช่ศาสตร์ที่จะมีกฎเกณฑ์ตายตัว เพราะพฤติกรรมของตลาดแต่ละตลาดไม่เหมือนกัน ตลาดอย่างเดียวกันแต่ประเทศก็ไม่เหมือนกัน ตลาดอย่างเดียวกันประเทศเดียวกัน แต่ต่างเวลากันก็ไม่เหมือนกัน ผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจในการกำหนดนโยบาย จะต้องใช้ดุลยพินิจอย่างเฉลียวฉลาด จะใช้ตำราอย่างเดียวก็ไม่ได้ต้องใช้ความรู้สึกด้วย ความรู้สึกจะถูกต้องก็ต้องมีประสบการณ์และความเคยชิน การได้สัมผัสตลาดอย่างมากๆ และที่สำคัญความเชื่อมั่นของตลาดในตัวบุคคล ซึ่งเขาว่าทั้งหมดนี้มีอยู่ในตัวของ ดร.อลัน กรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา

การให้สัญญาณจึงต้องชัดเจน ไม่ให้สัญญาณที่ขัดกันเอง มิฉะนั้นก็จะเป็นสัญญาณที่สับสน เหมือนกับตำรวจจราจรถ้าเปิดไฟเขียวก็ไฟเขียว ไฟแดงก็ไฟแดง ถ้าเปิดไฟเขียวด้วยไฟแดงด้วยตลาดก็จะสับสน ไม่ทราบทิศทางว่าทางการจะเอาอย่างไรกันแน่

เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดี โรนัลด์ รีแกน ทางกระทรวงการคลังของสหรัฐประกาศนโยบาย "รีแกโนมิค" เศรษฐกิจด้านผู้ผลิต หรือ "Supplyside economics" ลดภาษีเป็นการใหญ่พร้อมๆ กับเพิ่มรายจ่ายงบประมาณมหาศาล เพื่อกระตุ้นการผลิตและตลาด ทางด้านธนาคารกลางก็ดำเนินนโยบายบีบรัดทางการเงิน เพื่อป้องกันเงินเฟ้อเป็นการใหญ่ ดันดอกเบี้ยขึ้นไปถึงกว่าร้อยละ 20

กรณีอย่างนี้เป็นกรณีของนโยบายที่สวนทางกันมีเปิดไฟเขียวไฟแดงพร้อมๆ กัน ตลาดสับสนอลหม่าน เศรษฐกิจอเมริกันพังย่อยยับ แต่เหตุผลจริงๆ เป็นเหตุผลทางการเมือง เพื่อสู้กับค่ายคอมมิวนิสต์ รัสเซียทำตามรัสเซียพังไปก่อน อันเป็นสาเหตุสำคัญของการล่มสลายของค่ายสังคมนิยม

การที่จะให้ตลาดได้เข้าใจสัญญาณที่ถูกต้อง การให้คำอธิบายนโยบายที่ถูกต้องตามหลักวิชาและเหตุการณ์ก็ต้องถูกต้องด้วย เพราะคำอธิบายชี้แจงก็เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาณด้วย จะเห็นได้ว่าคำชี้แจงเรื่องนโยบายของ ดร. กรีนสแปนนั้นน่าอ่าน เพราะเป็นคำอธิบายที่เรียงความมาอย่างระมัดระวังและถูกต้องตามหลักวิชา และไม่ขัดแย้งกันในตัวเอง และชัดเจนว่าผู้กำหนดนโยบายกำหนดนโยบายเพื่อเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายอะไร

ตัวอย่างที่อยากจะยก เช่น เกิดภาวะน้ำมันขึ้นราคา ทำให้ภาวะเงินเฟ้อก่อตัวขึ้น ภาวะเงินเฟ้อที่ก่อตัวขึ้น จะทำให้เสถียรภาพทางการเงินเสียหาย อาจจะต้องดำเนินนโยบายคล้อยตามภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน แต่ถ้าให้เหตุผลว่าต้องดำเนินนโยบายทางการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ก็เป็นคำอธิบายที่ไม่ตรงจุดแม้จะมีส่วนอยู่บ้าง เพราะเงินเฟ้อเป็นเงินเฟ้อจากต้นทุนที่สูงขึ้น หรือ "cost push" ไม่ใช่เกิดจากความต้องการซื้อสูงเกินไป "demand pull" นโยบายการเงินต้องคล้อยตามสถานการณ์เงินเฟ้อไม่ใช่สกัดเงินเฟ้อ อย่างนี้ก็เป็นสัญญาณที่สับสนเหมือนกันเพราะฟังแล้วไม่เข้าใจ ตลาดไม่เข้าใจปรับตัวไม่ถูกได้เหมือนกัน

คำอธิบายของสัญญาณที่ให้จึงมีความสำคัญ จะละเลยไม่ได้ ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อย่าไปกลัวว่าตลาดจะรู้จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของนโยบายหรือมาตรการ มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นการให้สัญญาณที่สับสน ไม่สมประโยชน์

การให้สัญญาณอาจจะเป็นคำพูด หรืออาจจะเป็นการใช้มาตรการทางนโยบายก็ได้ เช่น ดร.กรีนสแปนพูดว่า ต่อไปนี้ดอกเบี้ยจะต้องขึ้น เพราะเศรษฐกิจขยายตัวดีเกินไป ทำให้ภาวะเงินเฟ้อก่อตัวขึ้น ต้องดึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้บ้าง เป็นต้น

ตลาดโดยเฉพาะตลาดการเงินมีความอ่อนไหว และปรับตัวเร็วมาก ตามทฤษฎี "การคาดการณ์อย่างมีเหตุผล" จึงมีการใช้สัญญาณเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจกันอย่างมากในปัจจุบัน

ข้อสำคัญผู้ให้สัญญาณต้องให้คำอธิบายที่ถูกต้องและไม่สับสน

หน้า 2