หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"สุเทพ เทือกสุบรรณ" กับภาพฝัน"สมัชชาประชาชน" จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน

Xคลูซีฟ  สรกล อดุลยานนท์  มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1309

ใครจะไปนึกว่าบ้านของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี จะเป็น "บ้านเล็กในป่าใหญ่"

เป็นบ้านชั้นเดียวขนาดเล็กซุกตัวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในขณะที่ด้านหน้ามีโรงอาหารขนาดใหญ่ตามแบบนักการเมืองท้องถิ่นที่ต้องมีพื้นที่เลี้ยงอาหารหัวคะแนน

บรรยากาศของบ้าน "สุเทพ" ร่มรื่นมาก

เรานั่งคุยกันบนโต๊ะในห้องรับแขกที่เป็นเสมือนห้องทำงานของ "สุเทพ"

"โต๊ะ" ตัวเดียวกับที่ "ทักษิณ ชินวัตร" เคยมานั่งกินข้าวด้วยหลายครั้ง

หัวข้อหลักที่คุยกันคือการประชุม "สมัชชาประชาชน" ครั้งแรกของพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 8-9 ตุลาคม ที่อิมแพคมารีน่า เมืองทองธานี

"เป้าหมายสำคัญของเราในการจัดสมัชชาประชาชน คือ ต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองอย่างแท้จริง เข้ามาโดยอิสระ โดยไม่ต้องมีการแทรกแซงและชี้นำ"

แนวคิดนี้พัฒนาจากสมัยที่ "ชวน หลีกภัย" เป็นหัวหน้าพรรค เขามีแนวคิดว่าจะให้มี "สมัชชา" ให้ประชุมอย่างน้อย 2 ปีต่อ 1 ครั้ง แต่เมื่อถึงยุค "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นหัวหน้าพรรค และ "สุเทพ" เป็นเลขาธิการพรรค

แนวคิดดังกล่าวก็ได้เปิดกว้างขึ้นอีก จากเดิมที่ประชุมเฉพาะสมาชิก แต่เปิดกว้างไปถึงประชาชนทั้งหมด

และเปลี่ยนชื่อจาก "สมัชชาประชาธิปัตย์" เป็น "สมัชชาประชาชน"

กระบวนการคัดเลือกจะเปิดให้ประชาชนสมัครเข้ามา ซึ่งมีผู้สมัครถึง 4,000-5,000 คน

"ตอนนี้คัดแล้วก็ยังอยู่ที่ 3,500 คน ซึ่งบางส่วนเราก็ไปทาบทามเชิญ เพราะเห็นว่าคนเหล่านี้แสดงความเห็นอยู่แล้ว"

รายชื่อ "คนดัง" ที่ตอบรับมาแล้ว ประกอบด้วย ดร.สมชัย ฤชุพันธุ์, ดร.เกษม จาติกวณิช, ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา, ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช, นายวิกรม กรมดิษฐ์, นายโชค บุลกุล, ศ.ดร.ณรงค์ เพชรประเสริฐ, ดร.เมธี กรองแก้ว, ดร.อมร จันทรสมบูรณ์, ม.ล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ และ "นวลพรรณ ล่ำซำ"

"ผมไม่ได้ตั้งใจเอาชื่อคนเหล่านี้มาโฆษณานะ แต่เห็นว่าคนกลุ่มนี้มีความคิดความอ่าน"

ที่น่าสนใจก็คือ กระบวนการระดมความเห็นจากคนจำนวน 3,500 คน

"สมัชชาประชาชนครั้งนี้เราจะใช้วิธีการที่เรียกว่า Appreciative Inquiry ที่แปลว่า กระบวนการสืบค้นพลังชื่นชม ชื่ออาจจะโรแมนติคนิดหน่อย เป็นวิธีการระดมความคิดเห็นที่จะนำพลังทางบวกด้านความคิดสร้างสรรค์มาหลอมรวมกัน มาสร้างความฝันแชร์กับคนอื่นๆ"

คนคิดวิธีการเช่นนี้ คือ "เดวิด คูเปอร์ไรเดอร์"

"สุเทพ" อธิบายวิธีการดำเนินการระดมความเห็นของคน 3,500 คนให้ฟัง

เริ่มจากการแบ่งคนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ได้ประมาณ 370-380 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะจัดเป็น 4 คู่ แต่ละคู่คุยกัน

"แต่ละคนจะเล่าว่าคุณอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร คิดอย่างไร เหมือนครั้งหนึ่งที่ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขียนจดหมายถึง นายเข้ม เย็นยิ่ง หรือ จอมพลถนอม กิตติขจร ว่าผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร บอกมาเลย ไม่มีการตีกรอบ"

เหมือนหนังสือเล่มหนึ่งของอาจารย์ป๋วย "จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน"

จากนั้นทั้งหมดก็จะมาเล่าว่าคู่ของตนคิดอย่างไร ก่อนที่จะทำเป็น mind map ของกลุ่ม

ขั้นตอนต่อไปก็คือ การนำคน 32 คนหรือ 4 กลุ่มมารวมกัน มาแชร์ความคิดกัน เพื่อให้ได้ความคิดของคน 32 คน

ตัวแทนของกลุ่ม 32 คนจะเล่า mind map ของแต่ละกลุ่มให้ที่ประชุมใหญ่ฟัง

นั่นคือ การประชุมวันแรก

วันที่สอง จะแยกกลุ่มตามความสนใจ ประมาณ 6-7 กลุ่มใหญ่ กลุ่มละประมาณ 500 คน โดยในกลุ่มใหญ่จะแบ่งเป็น "สภากาแฟ" ประมาณ 8-10 คนต่อกลุ่ม คุยกันเฉพาะเรื่อง จากนั้นจึงไปนำเสนอในที่ประชุมกลุ่ม

ท้ายสุด ตัวแทนของ 6-7 กลุ่มก็จะไปนำเสนอความคิดกับที่ประชุมใหญ่

"ฟังดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไร แต่ผมลองทำแล้วได้ผลดีมาก ตอนประชุม ส.ส. กรรมการบริหารพรรคและครอบครัวที่ภูเก็ต คนประมาณ 200 กว่าคน ได้ผลดีมาก คุยกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม ยังถกกันไม่หยุด"

คนที่จะเป็นคนดำเนินรายการครั้งนี้ คือ อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และ อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์

ถามว่า หวังผลอย่างไรหลังการประชุม "สมัชชาประชาชน"

"เราจะได้เห็นความฝันของประชาชนโดยรวม และไปเล่าให้ประชาชนฟังตามต่างจังหวัด ดูว่าเขาคิดอย่างไร พอเดือนตุลาคมปีหน้าเราก็จัดอีก จัดซ้ำแล้วซ้ำอีกในเวลา 4 ปี เพื่อให้ความคิดตกผลึกจริงๆ ก่อนสังเคราะห์มาเป็นนโยบาย"

"สุเทพ" เล่าเรื่อง "สมัชชาประชาชน" อย่างละเอียดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างมั่นใจ

"ผมเชื่อว่าเราทำทันก่อนปี 2552"

"แสดงว่ามั่นใจว่ารัฐบาลอยู่ครบเทอม" ผมถาม

"สุเทพ" หัวเราะ

"ผมเอาใจให้รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี"

 

วกไปถามเรื่องการเมืองภายในพรรคบ้าง

"ความขัดแย้งในพรรคเป็นอย่างไรบ้าง"

"ผมยืนยันว่าไม่มี เราหลอมรวมกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน และต้องหลอมรวมกับประชาชนด้วย นี่คือความคิดร่วมกันของคนทั้งพรรค น่ามหัศจรรย์มาก"

"แล้ว คุณบัญญัติ บรรทัดฐาน กับ คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์" ผมถามถึงผู้บริหารพรรคชุดก่อน

"คุณประดิษฐ์เป็นคนเดียวที่ไม่มา แต่ท่านบัญญัติอยู่กับเราตลอด"

ถามถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้ามา เช่น กรณ์ จาติกวณิช และ ม.ล.อภิมงคล โสณกุล

"เราชอบคนหน้าใหม่ ตื่นเต้นดี ส่วนดีอย่างหนึ่งของพรรคนี้คือ ทุกคนเข้ามาเท่าเทียมกัน คุณกรณ์เคยเสนอความเห็นในพรรค คุณชวนก็อภิปรายวิจารณ์ในพรรค แต่รับกันได้ หรือท่านชวนกับคุณอภิมงคลก็โต้เถียงกันได้"

ถามต่อเรื่องเงินทุนของพรรค

"สุเทพ" ยอมรับว่ายังมีปัญหา แต่ก็พยายามขอการบริจาคจาก ส.ส. และสมาชิกพรรค

"ใครมีกำลังช่วยพรรคได้ให้บริจาคมา อย่างผมเป็นเลขาธิการพรรคก็ทำเป็นตัวอย่าง ให้บริษัทของลูกบริจาคเข้าพรรคทุกเดือน เดือนละ 1 ล้านบาท เดี๋ยวนี้ก็เริ่มมีแล้ว บางคนบอกว่าตลอด 3-4 ปีนี้จะบริจาคให้เดือนละ 3-4 หมื่นบาท นอกจากนั้น เราจะจัดกิจกรรมระดมทุนอย่างต่อเนื่อง"

ณ วันนี้ "สุเทพ" มองว่าพรรคประชาธิปัตย์แสดงให้สังคมไทยเห็นแล้วว่า "แตกต่าง" จากพรรคไทยรักไทย

"พรรคไทยรักไทยอยู่ที่คุณทักษิณคนเดียว คิด ทำ และสั่งการคนเดียว แต่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคของทุกคน ทุกคนคิด ผ่านกระบวนการมา หน้าที่ของผมคือ ทำอย่างให้ให้พรรคคิดเร็วกว่านี้ ทำเร็วกว่านี้ ให้ใกล้เคียงกับที่คนเดียวคิด แต่ประสิทธิภาพ ความฉับไวและแม่นยำต้องมี"

นั่นคือ "ภาพฝัน" ของเลขาธิการพรรคที่ชื่อ "สุเทพ เทือกสุบรรณ"

ก่อนที่ "สมัชชาประชาชน" จะเริ่มต้นขึ้น

หน้า 12


สมัชชา "ประชาธิปัตย์" สงครามช่วงชิงมวลชนล้วนๆ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3731 (2931)

การระดมสมอง มองปัญหาประเทศไทยผ่านคลื่นความคิดประชาชนกว่า 3,000 คน ในงาน "สมัชชาประชาชน สมัชชาประชาธิปัตย์" เมื่อ 8-9 ตุลาคม ที่ผ่านมา เสมือนเป็น การเปิดฉากอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรก ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอกระบวนการคิดใหม่ในการจัดการปัญหาเพื่อนำพาประเทศ ก็ว่าได้

"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงวิสัยทัศน์และแนวทางพรรคหลังจากนี้ว่า สมัชชาประชาชนจะไม่ใช่ประชานิยมอย่างที่หลายคนเคยตั้งคำถามไว้ หรือเป็นเวทีเพื่อที่จะมาต่อสู้ขับเขี้ยวกันทางการเมือง ในแง่ของการวิจารณ์ต่อว่าต่อขานพรรคการเมืองอื่น แต่สมัชชาประชาชนจะเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งในแง่สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่จะก้าวเดินต่อไป พร้อมกันนี้จะรวบรวมแนวความคิดทั้งหมดให้นักวิชาการที่เป็นอิสระเข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำเสนอเป็นนโยบายในอนาคต

สูตรแปลงโฉมครั้งนี้ กล่าวกันว่า จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์พลิกเกม ดึงมวลชนมามีส่วนร่วมกับพรรคได้อย่างแท้จริง ลบข้อครหาว่าประชาธิปัตย์ไม่ใช่เป็นเพียงตัวแทนจากภาคใต้เท่านั้น แต่นี่คือการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อซ่อมแซมพรรคให้แข็งแกร่งภายใน 4 ปี เตรียมสู้ศึกเลือกตั้งในปี 2552 เต็มรูปแบบ

ไม่เฉพาะ ประชาชนที่เห็นด้วยและสนับสนุนกับแนวทางดังกล่าว

"ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์" บิดาแห่งนักกฎหมายมหาชน มองปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นพื้นฐานของระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะหากทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็น และพรรคการเมืองมีโอกาสรับรู้และนำมาใช้ในทางปฏิบัติ ก็ขอแสดงความยินดีกับพรรคประชาธิปัตย์ด้วยที่ประสบความสำเร็จในการจัดงานครั้งนี้

เช่นเดียวกับ ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.), อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ จากบางกอกฟอรั่ม ก็เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสมัชชาประชาชนครั้งนี้ด้วยความเต็มใจ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเลือกชู "สมัชชาประชาชน" ในห้วงเวลาที่ "พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี และพรรคไทยรักไทยกำลังเสื่อมถอย แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความเป็นพรรคขนาดใหญ่ของไทยรักไทยที่ประกาศตัวว่าต้องการเป็นสถาบันการเมืองที่สมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น ย่อมต้องมียุทธศาสตร์ตรึงประชาชนให้อยู่กับพรรคมากที่สุด

"ภูมิธรรม เวชยชัย" รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ว่า ภายในเดือนตุลาคมพรรคจะเริ่มเปิดคอลเซ็นเตอร์ไปพร้อมๆ กับเเคมเปญการขายสินค้าราคาถูกให้กับสมาชิกพรรค 14 ล้านคน

"เวลานี้ทางพรรคพยายามจะดึงผู้มีประสบการณ์ในวิชาชีพต่างๆ กลับมาช่วยทำงานพรรค รวมกันเป็นกลุ่มสนใจในการคิดค้นนโยบายใหม่ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน และกำลังปรับระบบสมาชิกทั้งระบบ สมาชิกพรรคที่โทรศัพท์เข้ามาที่คอลเซ็นเตอร์ เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์จะสามารถมองเห็นประวัติสมาชิกพรรคทั้ง 14 ล้านคน รับรู้ว่ามีประวัติ มีความเป็นมาอย่างไร ต้องการอะไร โดยจะมีการต่อเชื่อมข้อมูลเพื่อจะทำกิจกรรมที่ต่อเนื่องเป็นพิเศษ และระบบนี้กำลังจะเชื่อมไปสู่ระบบที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกว่า "ไพร์มารีโหวต" ด้วย คือ ทำอย่างไรจะให้สมาชิกพรรค พี่น้องประชาชน และ ส.ส.ของพรรคสามารถเชื่อมต่อถึงกัน"

"ที่สำคัญกำลังจะทำให้สมาชิกพรรคไทยรักไทยเห็นว่า การเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยนั้น ไม่เพียงแต่จะมีส่วนช่วยสะท้อนนโยบาย ช่วยกำหนดนโยบายให้กับพรรคแล้วยังจะได้รับประโยชน์ต่างๆ มากมายที่พรรคจะจัดให้อีก โดยจะให้มีการเชื่อมโยงระหว่างสมาชิกกับพรรค ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตที่เป็นอยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการคิดกิจกรรมต่างๆ เช่น การขายสินค้าราคาถูก หรือการสนับสนุนสินค้าประเภทโอท็อปของภูมิภาคต่างๆ ให้มีตลาดใหม่ๆ" รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทยให้ข้อมูล

"ภูมิธรรม" ทิ้งท้ายว่า ต้องยอมรับว่าฐานสมาชิกพรรค 14 ล้านคน ไม่ว่าระบบขายตรง หรือระบบที่ไหนก็ตามทุกคนต้องการทั้งนั้น ฐานสมาชิกเหล่านี้จึงสามารถสร้างตลาดใหม่ๆ ได้แบบสบายๆ เท่ากับว่า การเป็นสมาชิกของพรรคไทยรักไทย นอกจากจะมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงที่เป็นเป้าหมายของพรรคการเมืองแล้วยังได้เชื่อมต่องานในหลายๆ มิติอีกด้วย ให้ชีวิตทางการเมือง ชีวิตทางสังคม และชีวิตที่เป็นอยู่จริงสอดรับกันไป

นี่คือแนวทางของพรรคไทยรักไทยที่ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา

ทั้งหมดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเกมภาคสนามวัดกำลังระหว่างไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์ นับจากวินาทีนี้ไป สมัชชาประชาชน สมัชชาประชาธิปัตย์ กับ ไพร์มารี่โหวตของพรรคไทยรักไทย ใครจะชิงมวลชนได้มากกว่ากัน เป็นเรื่องที่น่าติดตาม

หน้า 8