|
||||||||||||||
|
โรค
ความมั่นคง
โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1309 ในวาระครบรอบ 4 ปีของเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดถล่ม ถ้าจะไม่พูดถึงเหตุการณ์ 11กันยายนเห็นทีจะไม่ทันสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสืบเนื่องจากเหตุการณ์ตึกถล่มคือ โรค ความมั่นคง โรค ความมั่นคง ซึ่งระบาดไปทั่วโลกหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน โรค ความมั่นคงได้ระบาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะผู้นำทางนโยบายยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตาม แม้โรคความมั่นคงในหมู่ชนชั้นนำทางนโยบายจะไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า ชนชั้นนำทางนโยบายของไทยเป็นโรคนี้และมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ที่โรคความมั่นคงจะก่ออาการกำเริบในหมู่ชนชั้นนำทางนโยบายของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา การถล่มด้วยระเบิดของผู้ก่อการร้ายในโรงแรมในเมืองตากอากาศคาซาบลังกา เหตุการณ์วางระเบิดรถไฟหลายขบวนในกรุงมาดริด ประเทศสเปน เหตุการณ์ระเบิดโรงแรมที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย การวางระเบิดขบวนรถไฟใต้ดินและรถโดยสารในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ การวางระเบิดที่ร้านเคเอฟซี ในกรุงการาจี ประเทศปากีสถาน เหตุการณ์ระเบิดสถานที่หรือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของผลประโยชน์ของสหรัฐและพันธมิตร โดยเฉพาะ อังกฤษ และออสเตรเลีย ย่อมทำให้ผู้นำทางนโยบายยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของประเทศเหล่านี้ เกิดอาการตื่นตระหนก และหาทางป้องกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรจะพูดในที่นี้คือ กระบวนความคิดทางด้านยุทธศาสตร์ ในฐานะนักรัฐศาสตร์ผมเห็นว่ากระบวนการคิดทางด้านยุทธศาสตร์กำลังมีความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่อยู่ภายใต้พลวัตของกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) และอเมริกาภิวัตน์ (Americanization) ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการคิดทางยุทธศาสตร์ท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สอดรับกับกระแสอเมริกาภิวัตน์มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้ง ชนชั้นนำทางนโยบายยุทธศาสตร์ของไทย
กติกาและคำสั่งเหนือหลักนิติรัฐ เมื่อยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศโดยกำลังทหารหรือที่เรียกกันว่า Pre-emptive Strike อันเป็นนโยบายการใช้กำลังเข้าโจมตีในต่างแดน ก่อนที่ภัยจะถึงตัวไม่ได้ผล กล่าวง่ายๆ คือ เมื่อการใช้กำลังเข้าโจมตีในอัฟกานิสถาน อิรัก (รวมทั้งการปูทางการเข้าโจมตีอิหร่านด้วย) ไม่ได้ผล การใช้กฎหมายเพื่อการป้องกันการก่อการร้ายภายในประเทศ ได้อุบัติขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการคิด ทางนโยบายยุทธศาสตร์ หลักกฎหมายเกือบทั้งหมดมอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารมีสิทธิอันชอบธรรมภายใต้กติกา (Law) และคำสั่ง (Order) ทั้งๆ ที่กติกานั้นทำลายหลักนิติรัฐ โดยที่ชาติเหล่านั้นเป็นแม่แบบของประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีของโลกก็ตาม กฎหมายรักชาติ เกิดขึ้นมาในสหรัฐอเมริกาดินแดนที่เป็นพหุสังคม (pluralist society) และความหลากหลาย ทางด้านวัฒนธรรมสูง อีกทั้งยังได้เกิดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิขึ้นมาเพื่อบดบังเทพีแห่งเสรีภาพ และคำประกาศเสรีภาพที่อเมริกันชนภาคภูมิใจมากว่าสองศตวรรษ ประเทศอังกฤษ ประเทศที่เป็นเสาหลักแห่งประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ได้เพิ่มความเข้มงวดในกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย และมีการอ้างถึง การยิงเพื่อฆ่าหรือ shooting for kill จนเกิดการยิงวิศวกรหนุ่มชาวอิยิปต์ที่หัวถึง 5 นัดซ้อน จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการฆ่าคนโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งๆ ที่ในภายหลังสื่อมวลชนอังกฤษรายงานว่า หนุ่มชาววิศวกรชาวอิยิปต์ไม่ได้สวมชุดเสื้อคลุมจนผิดสังเกตว่า จะมีระเบิดเหมือนกับการรายงาน ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่ตอนแรก เสาหลักประชาธิปไตยซึ่งพัฒนามาหลายร้อยปีถูกกระบวนการคิดยิงให้ตายก่อนถ้าสงสัยว่ามีระเบิดกัดเซาะจนไม่มีเหลือ น่าอัศจรรย์ใจ สื่อมวลชนบางแขนงรายงานว่า กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายอังกฤษ ได้ส่งอิทธิพลต่อร่างกฎหมายของออสเตรเลีย ประเทศที่ถอดแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอังกฤษมาโดยมีการระบุว่า พฤติกรรมใดๆ ที่ถือเป็นการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงจะเข้าข่ายอาชญากรรม อันจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเข้าจัดการกับผู้ต้องสงสัย หรือผู้ก่อการร้ายได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ในประเทศไทย พระราชบัญญัติบริหารประเทศในสถานการณ์ฉุกเฉิน 19 กรกฎาคม 2548 มีการอ้างว่าในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ฝ่ายบริหารได้ออกกฎหมาย เพื่อบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินของประเทศ ก่อนหน้าไทยเช่นกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีการออกพระราชบัญญัติบริหารประเทศในสถานการณ์ฉุกเฉินเฉก เช่นอารยประเทศข้างต้น ความจริงแล้ว นี่เป็นเพียงข้ออ้างของนักกฎหมายมหาชนไม่กี่คน ความจริงแล้ว นักกฎหมายเหล่านั้นเพียงให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยนำกฎหมายบางฉบับมาวางเรียงกันใหม่ เพื่อรองรับกระบวนการคิด ด้านยุทธศาสตร์ของชนชั้นนำทางนโยบาย ความเป็นจริง ย้อนกลับไปไม่นานมีการออก กฤษฎีกา 3 ฉบับเพื่อให้สิทธิธรรมแก่ฝ่ายบริหารเตรียมอยู่ก่อนแล้ว เหตุการณ์ยะลา (Yala incident) เป็นเพียงข้ออ้างที่มีการเตรียมการร่วมกันของเจ้าหน้าที่บางส่วน และชนชั้นนำนโยบายยุทธศาสตร์ เช่นกัน การอ้างเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิหรือการอ้างประจักษ์พยานที่ท่านผู้นำของเรา ร่วมเผชิญเหตุการณ์ลอบวางระเบิด ณ มหานครลอนดอน นับเป็นการหยิบฉวยสถานการณ์ความตื่นตระหนก และบทบาทสื่อมวลชนเท่านั้นเอง ถ้าข้อวิเคราะห์ทั้งหมดนี้ของผมถูก สิ่งที่สำคัญกว่านั้นและนักรัฐศาสตร์ควรศึกษาและค้นคว้าวิจัยคือ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระบวนการคิดทางยุทธศาสตร์
Terroristphobia จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ครอบงำกระบวนการคิดทางยุทธศาสตร์ของไทย ก็ไม่ต่างจากชาติมหาอำนาจตะวันตก อันอาจจะแบ่งได้เป็นยุคสงครามเย็น (Cold War) ยุคหลังสงครามเย็น (Post-Cold War) และปัจจุบันคือ ยุคหลัง 9/11 (Post 9/11) ในยุคของสงครามเย็นโรคความมั่นคงมีภัยจากคอมมิวนิสต์เป็นฐานรองรับทางอุดมการณ์ เมื่อคอมมิวนิสต์หมดไปก็ต้องแสวงหาฐานรองรับทางอุดมการณ์อันใหม่ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การก่อการร้ายหรือ Terrorism มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ดังนั้น การรื้อฟื้นหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานข่าวกรอง สายลับจึงเป็นกลไกสำเร็จรูปที่เสริมสร้างพลังและบทบาทของฝ่ายบริหารในทุกประเทศ ทั้งนี้ ในประเทศไทย ฐานรองรับทางอุดมการณ์และกลไกดังกล่าวก็ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างเป็นระบบและทรงประสิทธิภาพ แทบไม่น่าเชื่อ กว่า 4 ปีแล้ว สังคมไทยกลับมาเต็มไปด้วยข้อมูลลับ สายลับและเส้นทางของเครือข่ายทั้งของฝ่ายก่อการร้าย และฝ่ายรัฐจนบางทีสับสนว่าเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า เครือข่ายและข้อมูลลับเหล่านั้น บางทีเราอาจจะซื้อ ถูกยัดเยียดหรือแม้แต่ร่วมสร้างกันขึ้นมา พร้อมกันนั้น ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยกลับเป็นสังคมที่มีการควบคุมข่าวสารมาก อย่างที่ไม่น่าเชื่อ ผู้นำในรัฐสภาโดยเฉพาะวุฒิสมาชิก เลยไปถึงผู้นำทางวัฒนธรรม เช่น องคมนตรีต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง สื่อมวลชนถูกควบคุมหลายวิธี ตั้งแต่ การตักเตือน การห้ามเสนอข่าวในพื้นที่ การเจรจากับบรรณาธิการ และเจ้าของหรือแม้แต่การแอบซื้อกิจการ รวมทั้ง การทำลายเสรีภาพของการแสดงออกหรือ Freedom of Express ในทางตรงกันข้าม ข้อมูลลับ เช่น เส้นทางอาวุธ เครือข่าย ประวัติของหัวหน้าโจร เส้นทางการเดินของเงิน รวมทั้งการเจรจากันที่เกาะลังกาวี ของมาเลเซียก็นำมาเปิดเผยต่อสาธารณะโดยแกนหลักของผู้นำทางยุทธศาสตร์ โรคกลัวผู้ก่อการร้ายได้เข้ามาแทนที่คอมมิวนิสต์พร้อมๆ กับการบ่อนเซาะเสรีภาพของการแสดงออกของสังคมไทย โรคกลัวผู้ก่อการร้ายเป็นโรคที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่ว พร้อมกับการสถาปนากระบวนการคิดทางยุทธศาสตร์ ของชนชั้นนำทางนโยบาย ชนชั้นนำที่เป็นโรค ความมั่นคง หน้า 16
|