|
||||||||||||||
|
วิกฤตนักเจรจาการค้า
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย ประชานิเวศน์ มติชนรายวัน วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10051 เมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสได้รับฟังปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "การเจรจาการค้าโลก กลยุทธ์และโอกาส" ของนายศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก(WTO) และเป็นผู้ที่รับบทหนัก ในการผลักดันการเจรจาการค้ารอบโดฮา หรือวาระเพื่อการพัฒนา ที่ต้องมีการตกลงกันให้ได้ใน 5 ประเด็นสำคัญ และกำหนดนัดตัดเชือกในการประชุมระดับรัฐมนตรีการค้าที่ฮ่องกงในเดือนธันวาคมนี้ งานนี้หลายฝ่ายประเมินสถานการณ์แล้วระบุว่า เป็นการไปดูการเจรจาที่ "ล้มเหลว" มากกว่า "สำเร็จ" อย่างไรก็ตาม ในการปาฐกถาของผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกครั้งนั้น นายศุภชัยได้ฝากประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การที่แต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทย กำลังเร่งการเจรจาเปิดเสรีการค้าในกรอบจับคู่แบบเอฟทีเอ ควบคู่กับกรอบพหุภาคี ที่อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้น โดยเฉพาะการขาดนักเจรจาและบุคลากรด้านเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งปัญหาความซ้ำซ้อนในแง่ของข้อมูลหรือแนวคิดแนวปฏิบัติ ทั้งๆ ที่แต่ละกรอบการเจรจาต้องมีแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ ไม่สามารถกำหนดเป็นสูตรสำเร็จรูปเพื่อใช้ในการเจรจาได้ เนื่องจากการเรียกร้องแต่ละประเทศและแต่ละกลุ่มประเทศนั้นแตกต่างกัน อีกทั้งปัจจัยกระทบต่อการเจรจาก็แตกต่างกัน ลองสอบถามไปยังกรมเจรจาการค้า กระทรวงพาณิชย์ ก็ยอมรับว่าไทยมีคนทำงานด้านเจรจาน้อยจริงทุกกรอบรวมกันได้ 80 คน แต่ละคนต้องรับผิดชอบ 2-3 กรอบการเจรจา และเมื่อสอบถามสามารถเพิ่มคนได้อีกไหม ก็ได้คำตอบสั้นๆ ว่า "ยาก" ตีความว่า "ยาก" นั้น มีทั้งเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอ ที่สำคัญคือ "คน" ก็ไม่พอด้วย เพราะการหาบุคลากรที่มีความรู้ทั้งด้านภาษาแล้ว ยังต้องมีความเชี่ยวชาญในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ต้องมีไหวพริบปฏิภาณในการรักษาผลประโยชน์ของชาติให้มากที่สุดอีกด้วย เพราะการเจรจาเอฟทีเอของไทย เป็นการทำตามนโยบายรัฐบาล "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ที่เกิดขึ้นด้วยเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่แต่เดิมไทยเคยแต่การเจรจาในกรอบองค์การการค้าโลกเป็นหลัก ทำให้เจ้าหน้าที่ถนัดการเจรจาแบบกลุ่มประเทศมาแต่ไหนแต่ไร ก็หวังว่าเมื่อโครงสร้างปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล "ทักษิณ" ออกมา และกรมเจรจาการค้าถูกแยกไปเป็นสำนักจัดทำเอฟทีเอ ก็น่าจะได้คนเจรจาเพิ่มขึ้นตามคำมั่นสัญญาที่ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกรัฐ และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะดูแลงานเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้ไว้ อย่างไรก็ตาม การรวมหน่วยงานรัฐสามารถดึงคนมีความรู้ความสามารถจากหน่วยงานอื่นๆ เข้าเพิ่มเป็นทีมเจรจาการค้าทำได้ไม่ยาก แต่ปัญหาคือ แทนที่คัดสรรบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศได้จริงๆ กลับกลายเป็นว่าทีมงานเจรจากำลังจะกลายเป็นอาชีพสงวนไว้เฉพาะคนบางกลุ่มบางพวก ถ้าเป็นอย่างนี้ งานเจรจาก็คงย่ำเท้ากับที่ด้วยปัญหาเดิมๆ อีกนั่นแหละ หน้า 20
|