|
||||||||||||||
|
น้ำมันแพงพ่นพิษเศรษฐกิจเอเชีย
กรุงเทพธุรกิจ Bizweek วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ล้วนแต่มีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น สำหรับโทนี เฟอร์นันเดส หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ)แอร์เอเชีย สายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาแทบไม่อยากเชื่อความโชคดีของตัวเอง ในขณะที่บรรดาสายการบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ของเอเชีย ต่างประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก ผลจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น แต่เครื่องบินของแอร์เอเชียกลับเต็มไปด้วยผู้โดยสาร และธุรกิจก็แข็งแกร่ง นั่นเป็นเพราะในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เฟอร์นันเดส ได้ใช้มาตรการลดความเสี่ยงในการจัดซื้อน้ำมัน ด้วยการตรึงราคาไว้ที่ระดับต่ำในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากพายุเฮอร์ริเคนแคทรินา พัดถล่มชายฝั่งอ่าวในสหรัฐ และราคาน้ำมันทะยานขึ้นถึง 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้เฟอร์นันเดสสามารถรับมือได้ทัน "ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นถือเป็นวิกฤติสำหรับบรรดาสายการบินต้นทุนสูง แต่เป็นโอกาสของเราในการเพิ่มส่วนแบ่งในตลาด" นายเฟอร์นันเดส กล่าว ขณะที่แอร์เอเชีย ซึ่งมีฐานดำเนินงานในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ยังคงมีธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่กลุ่มบริษัททั่วภูมิภาคเอเชียต่างประสบภาวะซบเซาอย่างหนักจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการขาดแคลนน้ำมันในบางตลาด ขณะที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็กำลังเริ่มที่จะปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังจากเชื่อว่า ราคาน้ำมันจะยังพุ่งสูงขึ้นต่อไป โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ล้วนส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวัน และเกาหลีใต้ ลดลงอย่างมาก จากข้อมูลของยูบีเอสชี้ว่า แม้แต่จีนเอง ก็อาจต้องเผชิญกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ปรับลดลงจากปัจจุบันที่ 9% เหลือ 7.6% ภายในปีหน้า หากราคาน้ำมันพุ่งถึง 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า มณฑลกวางตุ้งเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันแล้ว ทำให้รัฐบาลต้องออกคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันที่ผ่านการกลั่นแล้ว จากข้อมูลของเลแมน บราเดอร์ส วาณิชธนกิจชื่อดังของสหรัฐ ระบุว่า ค่าใช้จ่ายสุทธิในการนำเข้าน้ำมันของเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้นจาก 65,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2546 เป็น 117,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนนับจนถึงเดือนมิ.ย.ปีนี้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายสุทธิในการนำเข้าน้ำมันของไทยในขณะนี้ ครองส่วนแบ่งถึงเกือบ 9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ส่วนฟิลิปปินส์ครองส่วนแบ่งที่ 5.5% และเกาหลีใต้ที่ 4.2% "เป็นที่ชัดเจนว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นไม่เป็นผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจของทุกประเทศในเอเชีย แต่อาจไม่รวมถึงมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน" นายไมเคิล สเปนเซอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งดอยช์ แบงก์ ซีเคียวริตีส์ อิงค์ ให้ความเห็น ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเห็นจะเป็นรัฐบาลของประเทศต่างๆที่เป็นผู้ให้เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายในสังคม โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งราคาขายปลีกน้ำมันอยู่ที่ 25 เซนต์ต่อลิตร เมื่อเทียบกับ 80 เซนต์ในสหรัฐและอาจสูงกว่าในยุโรป นอกจากนี้ รัฐบาลจาการ์ตายังให้เงินอุดหนุนน้ำมันก๊าดที่ใช้สำหรับการทำอาหารอีกด้วย ซึ่งแม้ความพยายามต่างๆเพื่อลดเงินอุดหนุนในอดีตที่ผ่านมา จะจุดชนวนให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในประเทศขึ้น แต่หากเงินอุดหนุนยังคงอยู่ที่ระดับปัจจุบัน และราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลจะต้องจ่ายเงินอุดหนุนสูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 6% ของงบประมาณทั้งหมดของอินโดนีเซีย ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินและตลาดหุ้นอินโดนีเซียดิ่งลงทันที และสามารถฟื้นตัวขึ้นได้เมื่อรัฐบาลจาการ์ตาให้คำมั่นที่จะลดเงินอุดหนุนลง นอกเหนือจากมาเลเซียแล้ว ประเทศไทยเองก็ได้ลดเงินอุดหนุนเช่นกันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับอินเดียที่ลดเงินอุดหนุนอยู่ชั่วระยะหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ความเสี่ยงในเรื่องนี้มีสูงมาก นั่นคือ จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะกดดันให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อันจะส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทต่างๆทั่วภูมิภาคเอเชียกำลังดำเนินมาตรการทุกอย่างเพื่อชดเชยต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันอันดับ 7 ของโลก ต้องประสบกับภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นจากราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตอกย้ำภาวะชะลอตัวที่เกิดจากการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ซบเซาลงอยู่ก่อนแล้ว ฮุนได มอเตอร์ ค่ายรถยนต์รายใหญ่ของเกาหลีใต้ เตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตรถยนต์ตามสายการผลิตต่างๆของบริษัท "หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าของเราก็จะเริ่มหันไปหารถที่มีขนาดเล็กและประหยัดเชื้อเพลิงได้มากกว่า นายโอเลส กาดัคซ์ โฆษกฮุนไดกล่าว ขณะที่นายเหว่ย ติง ประธานกรรมการบริหารหวั่นเซียง กรุ๊ป ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถในเมืองหางโจวของจีน เผยว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างหนัก และหากราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลกระทบต่อการผลิตทั่วโลกอย่างแน่นอน ด้านนายพอล ฮูเกนท็อบเลอร์ รองประธานกรรมการบริหารดูแลธุรกิจในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของโฮลคิม ผู้ผลิตซีเมนต์สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า บริษัทกำลังดำเนินมาตรการครั้งใหญ่เพื่อนำพลังงานทางเลือกมาแทนที่ถ่านหินและก๊าซ โดยปัจจุบัน โฮลคิมใช้ยางรถยนต์ที่หมดสภาพแล้ว รวมถึงซากยางจากโรงงานผลิตรองเท้าของไนกี้ และแกลบ เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเตาเผา "ต้นทุนเชื้อเพลิงของเราปรับลดลงอย่างมาก" นายฮูเกนท็อบเลอร์ กล่าว พร้อมเสริมว่า หากราคาน้ำมันยังอยู่ที่ระดับปัจจุบัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน กลุ่มบริษัทอื่นๆ จำเป็นต้องหาทางเลือกใหม่ๆ เพื่อรับมือให้ได้มากที่สุด |