|
||||||||||||||
|
ดอกเบี้ยขาขึ้น
ผลกระทบที่คนไทยยากหลีกเลี่ยง
eco-no-miss : ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กรุงเทพธุรกิจ Bizweek วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ฮือฮากันมากพอสมควรครับสำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบาย หรือ อัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 14 วัน (R/P 14 วัน) สูงถึง 0.5% จากระดับ 2.75% เป็น 3.25% การปรับดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ในครั้งนี้ เป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วยขนาดที่มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ ว่าจะปรับขึ้นเพียง 0.25% เท่านั้น นอกจากนี้การปรับขึ้นในครั้งนี้นับเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยต่อครั้งสูงถึง 0.5% เป็นครั้งแรกในรอบการปรับตัว 7 ครั้งที่ผ่านมานับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2547 เป็นต้นมา หลังจากที่การปรับในรอบ 6 ครั้งที่ผ่านมา ธปท. ทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย R/P 14 วันครั้งละ 0.25% ดังนั้น ต้องบอกกันโต้งๆ และตรงๆ ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย R/P 14 วันในครั้งนี้ มีนัยและบ่งบอกทิศทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยของไทยได้อย่างชัดเจนทีเดียว ก่อนอื่นมาดูเหตุผลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายในครั้งนี้ก่อนดีไหมครับว่า มีเหตุผลอะไรรองรับบ้าง ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้เหตุผลของการปรับขึ้นครั้งนี้ดังนี้ครับ 1. เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะสูงเกินเป้าหมาย3.5% จากการพิจารณาราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่จะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากการประชุมครั้งก่อนในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหากไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อสกัดไว้อัตราดอกเบี้ยพื้นฐานอาจจะเกินเป้าหมาย 3.5% ได้ ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 5.3% และ 5.6% ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ตามลำดับ ซึ่ง ธปท. เกรงความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นสูง และจะยังมีผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อราคาสินค้า โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นที่ส่งผลกระทบมายังราคาสินค้าและค่าขนส่ง ซึ่งจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและอาจจะไม่ลดลงในปีหน้าอย่างที่คาดการณ์ไว้ 2. การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ที่ระดับ 4.4% แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย สามารถรองรับกับปัญหาจำนวนมาก ที่เข้ามาในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองได้ แสดงให้เห็นว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีเมื่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง เมื่อรวมกับแนวโน้มการขยายตัวของการส่งออก และการลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นทั้งจากภาครัฐ และเอกชนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยของปีนี้น่าจะสูงกว่าที่คาดไว้เดิม ทั้งนี้เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ต่อเนื่องในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้ จะยังติดลบ และติดลบต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้ารวมทั้งราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงอัตราเงินเฟ้อ จึงมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงควรอยู่ในทิศทางขาขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อพื้นฐานให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในประเทศกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสมต่อการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เอื้อต่อการขยายตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย R/P 14 วันสูงถึง 0.5% เป็นการส่งสัญญาณว่า ธปท.มีความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจไทย ว่าน่าจะขยายตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ และน่าจะขยายตัวสูงเกิน 3. การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ดำเนินการเพื่อต้องการให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริง (หมายถึงอัตราดอกเบี้ย ลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ) เป็นบวกเร็วขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงอยู่ในระดับประมาณ -4% ถึง -5% การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย R/P 14 วันสูงถึง 0.5% เป็นการส่งสัญญาณให้กับธนาคารพาณิชย์อย่างชัดเจนว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระยะสั้นคืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ 3 เดือนควรปรับตัวสูงขึ้นภายในปีนี้ 4. เพื่อรักษาสัดส่วนความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายระหว่างไทยกับสหรัฐไม่ให้แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ ความแตกต่างระหว่าง Fed Fund rate ของสหรัฐ (ที่อยู่ที่ระดับ 3.75%) และ R/P 14 วันของไทยในปัจจุบัน แตกต่างกันเพียง 0.5% ซึ่งอยู่ในระดับที่ทำให้เงินทุนไหลเข้าสุทธิของไทยอยู่ในระดับปกติ ทั้ง 4 ข้อดังกล่าว เป็นเหตุผลของทางธนาคารแห่งประเทศไทยในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล จาก 2.75% เป็น 3.25% การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการขยับปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากทันที โดยเริ่มจากธนาคารกรุงเทพที่ออกมาประกาศขอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3-24 เดือนอีก 0.5% พร้อมขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท (MLR, MOR และ MRR) อีก 0.25% ทันที หลังจากนั้นธนาคารนครหลวงไทยก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้อีก โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำจะเพิ่มขึ้น 0.25-1% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR อยู่ที่ 6.0% MOR อยู่ที่ 6.5% นอกจากนี้ทางธนาคารทหารไทย ก็ยังได้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอีก 0.5-1% ส่วนอัตราดอกเบี้ย MLR อยู่ที่ 6.25% MOR และ MRR อยู่ที่ 6.5% เป็นต้น ส่วนใหญ่อัตราดอกเบี้ยที่ทางธนาคารพาณิชย์ขยับขึ้นจะเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ทั่วๆ ไป ทั้งยังมีกระแสข่าวถึงแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารอีกหลายธนาคาร เช่น ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ โดยเฉพาะธนาคารของรัฐ ไม่เว้นแม้แต่ธนาคารเฉพาะกิจอย่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน เป็นต้น ซึ่งถ้าหากพิจารณาถึงสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในครั้งนี้ คงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนแล้วว่าอัตราดอกเบี้ยนับจากนี้เป็นต้นไป คงเป็นช่วงของอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นธุรกิจต่างๆ ต้องพยายามเร่งทำการปรับตัว โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ธุรกิจส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเป็นสำคัญ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย กล่าวคือ ถ้าหากว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านมีอัตราสูง กำลังซื้อของคนที่คิดจะซื้อบ้านก็จะลดลง ส่วนผู้ประกอบการบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ ก็เช่นกัน ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในการประกอบกิจการแพง ต้นทุนการสร้างบ้านก็แพง ทำให้ราคาบ้านสูงขึ้นอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นถ้าหากพิจารณาถึงผลกระทบของอัตราดอกเบี้ย คงหนีไม่พ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องเร่งปรับตัวอย่างมากกับสถานการณ์รัดเข็มขัดของประชาชน นอกจากนี้อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย คนที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และลูกหนี้ทั่วไป เนื่องจากต้องมีภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังต้องแบกรับภาระต้นทุนของดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งถ้าหากทำการประเมินเบื้องต้นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยพบว่า ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น 1% จะทำให้หนี้ภาคครัวเรือนที่ปัจจุบันเฉลี่ยครัวเรือนละ 100,000 บาท จะมีหนี้เพิ่มอีกปีละ 1,000 บาท ดังนั้นจึงอยากเตือนผู้ที่จะกู้เงินควรพิจารณาให้รอบคอบ ส่วนผู้ที่มีหนี้มาก ๆ และไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้ทัน ก็ควรหารือกับผู้รู้ด้านกฎหมายเพื่อเตรียมความพร้อมในการขอผ่อนผันหรือปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการผ่อนชำระคืนเงินกู้ก็ได้ เพราะแนวโน้มอนาคตผมเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และเงินกู้ของประเทศ น่าจะยังคงขยับเพิ่มสูงขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ในยุคปัจจุบันนี้ผมเชื่อว่าเป็นยุคแห่งการแข่งขัน และการเตรียมพร้อมที่จะต้องแบกรับภาระความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ผมยังเชื่อว่าการก่อหนี้หรือการสร้างหนี้ในปัจจุบันนี้คงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก สำหรับคนที่ไม่มีความมั่นอกมั่นใจ ในการหารายได้ในอนาคต และคนที่จับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบต้องระวังตัวหน่อยครับ เพราะยุคดอกเบี้ยแพงกำลังจะมาเยือนครับ
|