หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
กองทุนตราสารทุน (กองทุนหุ้น) เหมาะสำหรับเราหรือไม่ ?

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย วรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3723 (2923)

เป็นเวลาสิบกว่าปีที่ได้ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม ได้พบความจริงข้อหนึ่งในหมู่ผู้ลงทุนในกองทุนหุ้นโดยทั่วไป ที่น่าหนักใจ ความจริงข้อนั้นคือ พวกเขามีเป้าหมายการลงทุนในกองทุนหุ้นเพื่อให้ได้กำไรจากหุ้นในระยะสั้นๆ เช่น ภายในเดือนเดียวเท่านั้น

ผู้ลงทุนเหล่านี้ขาดความเข้าใจที่ว่า หุ้นมีความผันผวนในราคาซื้อขายได้ทุกวัน และหุ้นที่กองทุนหุ้นลงทุนนั้น พอตกเย็นที่ตลาดหุ้นปิด ตลาดหลักทรัพย์ฯก็จะประกาศราคาปิดของหุ้นแต่ละตัวออกมา กองทุนจะใช้ราคาปิดนี้มาแทนที่ราคาตลาดของหุ้นเมื่อวันก่อนเพื่อคำนวณมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนในเย็นวันนี้ หากหุ้นที่กองทุนลงทุนเอาไว้แล้วมีราคาปิดลดลงจากวันก่อน NAV หรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยลงทุนมันก็ลดลงไป ถ้าราคาหุ้นสูงขึ้นก็จะสูงไปด้วย

กล่าวคือ ดูว่ามีกำไรหรือขาดทุนทางบัญชีในการคำนวณมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยลงทุนเท่านั้น ไม่ได้เป็นกำไรขาดทุนจริงๆ เลย เพราะยังไม่ได้ขายหุ้นออกไป แต่ที่ต้องคำนวณอย่างนี้เพราะมันเป็นวิธีการทางบัญชีที่ยอมรับกันทั่วโลก มันก็เหมือนกับคุณมีทองที่ซื้อมาบาทละ 8,000 บาท ถ้ารุ่งขึ้นเขาประกาศราคาเป็น 8,200 บาท คุณก็รู้สึกดี เพราะทองมีราคาตลาดที่อ้างอิงสูงกว่าราคาทุนที่คุณซื้อมาวันก่อน ถ้าลดลง คุณก็รู้สึกว่าขาดทุนไปหน่อย แต่จริงๆ แล้วคุณยังไม่ได้ขาย จึงไม่ได้เกิดกำไรขาดทุนที่แท้จริง ราคาตลาดของหุ้นจึงเสมือนหนึ่งเป็นราคาที่สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเราขายหุ้นที่มีอยู่ ณ เวลาที่ปิดตลาดวันนั้น และมีคนรับซื้อในราคานั้นๆ คุณจะได้รับเงินมาหุ้นละเท่าไร

มุมมองของการลงทุนในกองทุนหุ้นที่ถูกต้องนั้นควรจะมองว่าเรามีเงินสดในวันนี้จำนวนหนึ่ง ถ้าเงินจำนวนนี้เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้มันในอีกหลายๆ ปี เราต้องการให้เงินทำงานด้วยตัวของมันเอง โดยผ่านการลงทุนที่มีผลตอบแทนที่น่าพอใจ ทางเลือกของการลงทุนมีหลายทาง เช่น ฝากเงินกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือตั๋วเงินคลัง ลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน เช่น ซื้อตั๋วบี/อีหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน หรือว่าลงทุนในหุ้น เป็นต้น เราต้องพิจารณาว่าในการลงทุนแต่ละแบบนั้น สมมติว่าเราต้องการลงทุนไป 10 ปี อะไรน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากัน และเรารับความเสี่ยงความผันผวนของมูลค่าการลงทุนในแต่ละวันที่จะผ่านไปได้มากน้อยขนาดไหน

โดยปกติแล้วการลงทุนในหุ้นนั้น บางปีเราอาจกำไร 120%, 50%, 12%, 2% บางปีก็ขาดทุน 10%, 15%, 30% ก็เป็นได้ เรียกว่ามีความผันผวนมากกว่าฝากเงินหรือลงทุนในตราสารหนี้เช่นพวกพันธบัตร เป็นต้น ตราสารหนี้เหล่านี้มีราคาตลาดผันผวนน้อยกว่าหุ้น แต่ก็มีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่ำกว่าหุ้นด้วย

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เราลงทุนในหุ้นเพราะคาดหวังผลตอบแทนที่จะได้รับโดยเฉลี่ยต่อปี มากกว่าการลงทุนในพันธบัตร หรือฝากเงินในระยะยาวหลายๆ ปี แม้ว่าหุ้นจะมีความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ แต่ก็มีผลตอบแทนคาดหวังโดยเฉลี่ยต่อปีที่สูงกว่าตราสารหนี้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ภายใน 10 ปีข้างหน้า การฝากเงินอาจได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 3-4% การซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อาจได้ผลตอบแทนต่อปีที่ 5-6% (ทั้งสองอย่างเป็นอัตราก่อนหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 15% ของดอกผลที่ได้รับ และยังไม่ได้หักอัตราเงินเฟ้อที่จะทำให้ผลตอบแทนในแบบ real term นี้ลดต่ำไปอีก) ส่วนการลงทุนในหุ้นอาจได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 8-12% โดยไม่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อและไม่ถูกหักภาษี เป็นต้น

ดังนั้น เงินของคุณจะเหมาะกับกองทุนหุ้นก็ต่อเมื่อ

1.คุณไม่จำเป็นต้องใช้เงินส่วนนั้นไปอีกหลายๆ ปี ตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปีขึ้นไป

2.คุณยอมรับการขาดทุนในบางปีหรือหลายปีได้โดยหวังผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ดีกว่าฝากเงินหรือซื้อพันธบัตร หรือตราสารหนี้อื่นๆ

3.เงินของคุณที่นำไปลงทุนในหุ้นไม่ใช่เงินก้อนเดียวในชีวิตที่จะมีอยู่

4.คุณมีความเชื่อที่ว่าผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของหุ้นในระยะหลายๆ ปีดีกว่าตราสารหนี้หรือการฝากเงิน

หากคุณยอมรับในทุกข้อนี้ได้ คุณก็เหมาะสมที่จะลงทุนในหุ้นหรือกองทุนตราสารทุน แต่อย่าลืมว่าคุณต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งเงินลงทุนเป็นส่วนๆ ด้วย ไม่ใช่ว่านำทุกบาททุกสตางค์ทุ่มไปที่หุ้นจนหมด คุณควรแบ่งเงินเป็นส่วนๆ ตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงินและระยะเวลาที่จะใช้ แล้วพิจารณาว่าแต่ละก้อนนั้นเหมาะสมกับการลงทุนแบบไหน

ซึ่งเดือนหน้าจะยกตัวอย่างการจัดสรรเงินลงทุนให้ดูเป็นตัวอย่าง เผื่อจะเป็นแนวทางในการบริหารเงินของคุณได้บ้าง

หน้า 2