หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"เอาโฆษณาบุหรี่ ณ จุดขายออกไป"

มติชนรายวัน วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10050

และเมื่อสำรวจต่อเนื่องเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบข้อน่าเป็นห่วงเพิ่มขึ้นว่า การโชว์บุหรี่หน้าร้านมีผลจูงใจให้เยาวชนเกิดความต้องการซื้อบุหรี่ได้ถึงร้อยละ 60 อาจสรุปในเบื้องต้นได้ว่า ในจำนวนเยาวชนที่สูบบุหรี่ข้างต้น จะมีคนที่เริ่มต้นสูบอันเป็นผลเนื่องจากแรงจูงใจจากการได้เห็นการโฆษณาดังกล่าวประมาณ 365,000 คน

อาจารย์สุชาดา ตั้งทางธรรม สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ยังเชื่อมโยงผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เกี่ยวกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนไทยครั้งล่าสุดให้พิจารณาด้วย ก็จะประมาณได้ว่า การตั้งโชว์บุหรี่มีผลดึงดูดให้เกิด "นักสูบหน้าใหม่" ที่ต้องเสียเงินซื้อบุหรี่ประมาณคนละ 20 - 24 บาท ต่อวัน หรือเดือนละ 600-720 บาท หรือปีละ 7,200 - 8,600 บาท นับว่าไม่น้อยสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเอง

และถ้าคิดเป็นตัวเลขโดยรวม หากไม่มีการตั้งโชว์บุหรี่ เยาวชนไทยจะใช้จ่ายน้อยลงประมาณวันละ 7.2-8.8 ล้านบาท ตกปีละ 2,600-3,200 ล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณรายจ่ายที่รัฐบาลตั้งไว้สำหรับงานบริการสาธารณสุขทั้งประเทศในปีงบประมาณ 2548 จำนวน 1,051 ล้านบาท ถึง 2-3 เท่า และไม่น้อยเลยหากเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้ในงบฯ กลางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความยากจนของประชาชน 4,000 ล้านบาท ในปีเดียวกัน

รวมทั้ง การเปิดเผยรายงานค่าใช้จ่ายเพื่อการตลาดของบริษัทบุหรี่ ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าบริษัทบุหรี่ 6 บริษัท ได้ทุ่มงบประมาณเพื่อการตลาดสูงถึง 4.56 ล้านล้านบาท ในจำนวนนั้น เป็นการใช้จ่ายเพื่อการโฆษณา ณ จุดขายเพื่อเพิ่มยอดจำหน่ายถึง 500,000 ล้านบาท และในจำนวนนี้ยังแบ่งเป็นงบฯเพื่อการ "ซื้อ" ตำแหน่งเพื่อการวางบุหรี่ในร้านค้า 52,000 ล้านบาท

มากเสียจนต้องย้อนนึกถึง "ตัวเลข" ของประเทศไทยที่ยังไม่มีการเปิดเผย

ฝ่ายตรงข้ามกระทรวงสาธารณสุข ทั้งบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ และโรงงานยาสูบ รวมทั้งสมาคมผู้ค้าปลีก ได้ร้องเรียนไปถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ร้องเรียนคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา กลับชี้เหตุผลอีกด้าน โดยพูดถึงสิทธิของผู้บริโภคในการรับรู้ข้อมูลและควรมีโอกาสเลือกสิ่งที่ต้องการ พูดถึงเสรีภาพและสิทธิของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง อ้างเรื่องการค้าเสรี บางคนเลอะเทอะถึงขนาดเรียกร้องกระบวนการมีส่วนร่วมในการรณรงค์ร่วมกับรัฐ โดยไม่คำนึงถึงหลักความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ ฯลฯ

และในบทสนทนาสาธารณะดังกล่าว อำนาจรัฐก็ขัดแย้งกันเองด้วย นั่นคือ กระทรวงสาธารณสุขกับโรงงานยาสูบที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขกับกรมสรรพสามิต ซึ่งคู่ตรงข้ามของกระทรวงสาธารณสุขทั้งสองหน่วยงาน สังกัดกระทรวงการคลังที่ต้องเก็บโกยภาษีสรรพสามิตจากบุหรี่เข้ารัฐ

ทั้งสองกระทรวงต่างก็อ้างทำงานเพื่อรัฐเหมือนกัน แต่ต่างภารกิจกัน

โดยฝ่ายโรงงานยาสูบ ถือว่าเป็นรัฐวิสาหกิจนำรายได้เข้ารัฐจำนวนมาก เฉพาะที่เป็นภาษีอย่างเดียวถึงปีละ 29,000 ล้านบาท มากเป็นอันดับ 4 อ้างเรื่องรายได้ที่อาจลดลง ผลกระทบของการสุ่มตรวจบุหรี่เถื่อน บุหรี่ปลอมแล้วกระทบต่อภาษีของรัฐ อ้างถึงการลิดรอนสิทธิของผู้ขายและผู้บริโภค เกิดผลกระทบต่อผู้ค้า ทั้งยังเรียกร้องให้มีมาตรการ/นโยบายออกมาคุ้มครองธุรกิจผู้ค้าจากการได้รับผลกระทบนี้ด้วย และอ้างไปเรื่อยถึงภาระที่ต้องดูแลเกษตรกร ผู้เพาะปลูกใบยาสูบอีกนับหมื่นราย

ด้านกระทรวงสาธารณสุข ก็ยืนยันหนักแน่นถึงการบังคับใช้และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าพูดกันตรงๆ วันนี้สามารถเข้าทำการจับ ปรับได้ทันที แต่การกำหนดเอาไว้วันที่ 24 กันยายนนี้ก็เพื่อจะมีเวลาในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการทราบ

ฉะนั้น เสียงคัดค้านที่ดังเป็นระยะก็แค่กลยุทธ์ในการดึงเวลาเท่านั้น

การเปรียบเทียบบทสนทนาข้างต้น เพื่อชี้ให้เห็นว่า ประเด็นที่ทั้งสองกระทรวงไม่ยอมพูดให้ชัดและขยายความว่าทำไมเราไม่ต้องการ "นักสูบรายใหม่" เพิ่มขึ้นอีกก็คือ ขณะนี้ประเทศไทยมี "รายจ่าย" จำนวนมหาศาลจากความสูญเสียทางสุขภาพ และที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ซึ่งมากกว่า "รายได้" ก็เก็บโกยจากภาษีบุหรี่เข้ารัฐตามที่กล่าวอ้างกัน

หลักฐานคือ ผลงานวิจัย "ความสูญเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจจากการสูบบุหรี่" ของ ดร.สถิรกร พงศ์พานิช จากวิทยาลัยการสาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า การเก็บภาษีบุหรี่นำส่งรัฐบาลไม่คุ้มค่ารักษาพยาบาลคนป่วยด้วยโรคจากบุหรี่ เฉพาะค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง และโรคมะเร็งทั้ง 3 โรค (จาก 25 โรคที่เกิดจากบุหรี่) ปี 2546 สูงถึง 46,000 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยวันละ 126 ล้านบาท ขณะที่รายรับจากภาษีและกำไรโรงงานยาสูบปีละ 41,000 ล้านบาท เท่ากับวันละ 112 ล้านบาท

ทั้งนี้ การวิจัยได้ประเมินค่าใช้จ่ายทั้ง 3 โรค ระหว่างปี 2546-2550 และรายรับของรัฐที่ได้จากการจัดเก็บภาษีบุหรี่ระหว่างปี 2546-2550 พบว่าแนวโน้มค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นทุกปีและสูงกว่ารายรับการจัดเก็บภาษีบุหรี่ในทุกๆ ปี ซึ่งประเมินในปี 2550 คาดว่าค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลจะสูงถึง 56,884 ล้านบาท ขณะที่รายรับการจัดเก็บภาษีบุหรี่เพียง 48,630 ล้านบาท

และยิ่งนับรวมกับเงินที่เด็กและเยาวชน "นักสูบหน้าใหม่" ต้องจ่ายเพื่อการสูบบุหรี่อีกปีละ 2,600-3,200 ล้านบาท "รายจ่าย" ของเด็กและรัฐทั้งหมดนี้ มิพักต้องพูดถึงการที่รัฐต้องทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลคัดค้านใดที่เข้มแข็งพอที่จะต่อรอง และซื้อเวลากับมาตรการนี้ได้อีก

เท่ากับว่า มีเพียงสองทางเลือกขณะนี้ คือ "เอาโฆษณาบุหรี่ ณ จุดขายออกไป"

หรือไม่ก็... "ยุบ" คณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ ในฐานะที่เสนอเรื่องนี้

หน้า 6