|
||||||||||||||
|
จอน
อึ๊งภากรณ์
แตะเบรกเอฟทีเอ
ติงรัฐฟังเสียงประชาชน
มติชนรายวัน วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10049 *หมายเหตุ* : เมื่อวันที่ 13 กันยายน คณะอนุกรรมการทรัพยากรชีวภาพและทรัพย์สินทางปัญญา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(เอฟทีเอ วอทช์) คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ วุฒิสภา และมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน จัดการประชุมวิชาการสาธารณะ ในหัวข้อ "ข้อเสนอแนะก่อนหายนะเอฟทีเอ" โดยมีนายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการหลักประกันทางสังคมของวุฒิสภา กล่าวปาฐกถานำ เรื่องบทบาทภาคประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะกรณีเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี "การปาฐกถาในครั้งนี้เป็นความจำเป็นที่ต้องนำมาคุยกันข้างถนน เพราะมองว่าเรื่องการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ไม่ว่าจะเป็นกับประเทศใดก็ตามถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรพูดคุยกันเพื่อขอความคิดเห็นและถกกันทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และภาคประชาชนที่ถูกเรียกว่าการคุยกันข้างถนน ก่อนที่รัฐบาลจะดำเนินการตัดสินใจใดๆ ลงไป โดยเรื่องนี้น่าจะใช้การลงประชามติจากประชาชน ประเทศอื่นๆ เวลาจะตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ จะให้ภาคประชาชน และสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วยกัน แต่ของไทยไม่มี และดูเหมือนว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงการปรึกษารัฐสภา ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจก็ควรจะเอาเรื่องการทำเอฟทีเอมาเป็นประชามติ ว่าประชาชนจะรับอะไรหรือไม่รับเรื่องไหน และเป็นคนละเรื่องกับที่บอกว่า ส.ส.เป็นตัวแทนประชาชนได้รับเลือกจากประชาชน ซึ่งถือเป็นมารยาททางประชาธิปไตยที่จะต้องถามความต้องการของประชาชนด้วย และวิธีนี้น่าจะเป็นผลดีกับรัฐที่จะมีอำนาจทางการต่อรองกับต่างประเทศมากขึ้น ประเทศไทยไม่ควรเซ็นสัญญาทำเอฟทีเอ หากข้อตกลงไม่เป็นที่พอใจ เพราะการแก้ไขภายหลังนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากการป้องกันยากเท่าไร การแก้ไขสัญญาก็ยากมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดของไทยขณะนี้ คือต้องไม่ลงนามใดๆ ทั้งสิ้น เพราะถ้าทำไปแล้วการแก้ไขอะไรในภายหลัง ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ และปัญหาอีกประการคือ ประชาชนชาวไทยยังขาดความรู้และการตระหนักถึงผลกระทบจากการทำเอฟทีเอ ว่าจะนำประเทศไทยไปพบกับอะไรบ้าง ดังนั้น ควรจะเร่งรณรงค์ให้ความรู้ ความเข้าใจถึงปัญหา เพื่อกระตุ้นให้ภาคประชาชนเกิดความตื่นตัวมากที่สุด นอกจากนี้ เมื่อศึกษาผลกระทบของประเทศที่เปิดเสรีทางการค้ากับสหรัฐ อย่างเม็กซิโกโดยละเอียดแล้ว จะเห็นว่า เม็กซิโกเกิดการสูญเสียอธิปไตยทางอาหารอย่างใหญ่หลวง เพราะสินค้าเกษตรล้นตลาด โดยไม่ทันจะเก็บเกี่ยว ซึ่งสินค้าที่เข้ามาตีตลาดส่วนใหญ่ก็เป็นสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐทั้งสิ้น ทำให้เม็กซิโกต้องประสบกับภาวะการสูญเสียอาชีพ สูญเสียอาหารของตัวเองจากการทำเอฟทีเอ ความมั่นคงของประเทศ ส่วนหนึ่งก็มาจากความมั่นคงทางด้านอาหาร ที่ประเทศเราไม่ต้องไปพึ่งพาต่างประเทศ โดยสามารถผลิตอาหารได้เองตามต้องการ และเราเองก็มีบทเรียนจากการทำเอฟทีเอไทยจีนอยู่แล้ว ที่ส่งผลให้สินค้าเกษตรไทย เช่น กระเทียม หอมแดง และผลไม้ต่างๆ ขายไม่ได้ เพราะสินค้าจากจีนมีราคาถูกกว่า เมื่อไปเสี่ยงกับสหรัฐอีก ถือว่าเสี่ยงต่อล้มละลายอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ในเรื่องของหลักประกันทางสุขภาพ ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนในประเทศจะต้องได้รับการดูแลที่เท่าเทียมกัน ตามความจำเป็นที่จะเข้าถึงยาแต่ละประเภท และไม่ใช่เรื่องที่ฟุ่มเฟือย เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือการที่ไทยไปเจรจาทำเอฟทีเอกับสหรัฐโดยมีเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรยา อาจส่งผลให้ยาที่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่สำหรับมนุษย์ ที่ไทยต้องการมีราคาแพงมากขึ้น และยาไทยก็จะไม่สามารถแข่งขันกับยาที่มีสิทธิบัตรได้ ตลอดจนการที่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะแปรรูปองค์การเภสัชกรรม เข้าไปจดทะเบียนกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลกับหลักประกันทางสุขภาพของประชาชนในประเทศไทย เนื่องจากเมื่อใดที่มีการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ อาจจะส่งผลให้บริษัทยาที่เคยเป็นคู่แข่งกับองค์การเภสัชกรรม สามารถเข้ามาซื้อหุ้นได้ เรื่องเอฟทีเอไทย-สหรัฐ สลับซับซ้อนมาก ต้องดูให้ละเอียด เพราะที่ผ่านมาสื่อมวลชนเองก็นำเสนอเรื่องนี้ไม่มากเท่าที่ควร เหมือนขาดอิสระในการดำเนินงาน สิ่งที่ออกมาผ่านคณะผู้แทนเจรจา หรือสื่อมวลชนมีแต่การประชาสัมพันธ์ในทางที่ดีตลอดว่า การทำเอฟทีเอคือทางออกของประเทศ ให้เศรษฐกิจไทยทันสมัย การเจรจาการค้าย่อมมีได้มีเสีย หรือเราต้องดูว่าเราได้มากกว่าเสีย แต่ไม่เคยมีใครพูดในรายละเอียดเลยว่าเราได้อะไร เราเสียอะไรไปบ้าง ทั้งที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนทุกคนในประเทศ และทุกวันนี้คนที่ออกมาพูดถึงก็มีแค่นักวิชาการกับกลุ่มองค์กรจำนวนไม่มาก ดังนั้นน่าจะตื่นตัวกันให้มากกว่านี้ ประกอบกับการที่รัฐบาลไทยออกมาบอกกับสังคมเรื่องเอฟทีเอตลอดเวลาว่า ให้นิ่งไว้ เฉยไว้ เราจะทำให้ดีที่สุด ขอให้ไว้ใจรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา ว่าจะไม่ทำให้ประเทศไทยหายนะ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะถ้ารัฐบาลตั้งใจดีจริงก็ควรจะเปิดเผยรายละเอียด หรือไม่ก็ใช้การระดมความคิดเห็นจากภาคประชาชนและนำเรื่องเข้าไปถกกันในสภาให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม การทำเอฟทีเอไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ถ้าไทยจะต้องเสียเปรียบ ก็ไม่ควรลงนาม และการเจรจาก็ควรจะเป็นการพูดคุย ที่อยู่บนเงื่อนไขที่ชัดเจนของตัวเอง เพราะไทยเป็นประเทศที่มีเอกราชอธิปไตยเป็นของตัวเอง จะยอมหรือไม่ยอมอะไรก็ได้ ความเศร้าสลดของประเทศไทยในขณะนี้ ก็คือการเจรจาจัดทำเอฟทีเอไม่ได้รับความสนใจที่จะเปิดเผยเท่าที่ควร จากรัฐบาล เพราะน่าจะมีผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ จากกลุ่มนายทุนใหญ่ ที่ไม่ใช่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เรื่องนี้สู้ยาก แต่ก็จะพยายามสู้ต่อไปทั้งในสภา แม้จะไม่สามารถนำเรื่องเข้าที่ประชุมได้ แต่จะพยายามให้ถึงที่สุด และจะใช้การรณรงค์อย่างสมานฉันท์ เพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ" หน้า 20
|