หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประธาน "แกรมมี่" แบไต๋ เบื้องหลังซื้อหุ้น "มติชน"

มติชนรายวัน วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10049

หมายเหตุ--เป็นคำแถลงของนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) กรณีเข้ามาซื้อหุ้นบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ในสัดส่วน 32% และการทำคำเสนอซื้อ(เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) ตามกฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 13 กันยายน

จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ได้เข้าไปซื้อหุ้นของมติชนและบางกอกโพสต์เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของมติชนนั้น เมื่อคืนได้คุยกับพี่ช้าง(นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัทมติชน) ผมกับพี่ช้างรู้จักกันมานาน เมื่อวาน(12 กันยายน) พอผมประชุมเสร็จก็โทรศัพท์หาพี่ช้าง พี่ช้างไม่อยู่ที่โรงพิมพ์ แล้วพี่เขาก็โทร.กลับมา เลยนัดคุยกัน สรุปสั้นๆ ว่า วันนี้ต้องแถลงข่าวร่วมกับพี่ช้างที่มติชน พอดีพี่ช้างเป็นหวัด ไม่สบาย วันนี้เลยโทร.มาบอกว่า สงสัยผมคงต้องพูดไปเองคนเดียว

สรุปสั้นๆ ว่า พี่ช้างยอมรับในสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง และในเมื่อที่รู้จักกันกันมา ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ผมก็เรียนพี่ช้างว่า ผมคงไม่เข้าไปทำให้ใครอึดอัดใจ หรือไม่สบายใจ มีอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ ก็ขอให้ตามผมเข้าไปทำ คงไม่เข้าไปเกะกะ ไม่ทำให้ใครกังวล ไม่ต้องระแวงสงสัย ไม่ต้องกังวลทั้งสิ้น

**ทำไมถึงซื้อหนังสือพิมพ์?

จะบอกว่า จริงๆ แล้วตอนที่ผมเรียนจบมา พี่ช้าง และพี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งมติชน ตั้งประชาชาติรายวัน ผมก็มีโอกาสไปอยู่ใกล้ชิด ไปอยู่แถวนั้น และได้ร่วมงาน ดังนั้น ก็คงตอบคำถามได้ว่า ผมเรียนนิเทศศาสตร์ สายหนังสือพิมพ์ ผมก็คงอยากทำหนังสือพิมพ์ ผมเขียนหนังสือเป็นด้วยนะ ชอบหนังสือพิมพ์มานานแล้ว ตั้งแต่เรียนจบ ทางแกรมมี่ไม่มีคนถนัด มีผมถนัดคนเดียว ก็คงไม่ได้เข้าไปทำอะไร

ทำไมถึงซื้อหนังสือพิมพ์ 2 โรงพิมพ์นี้ เพราะเป็น 2 โรงพิมพ์ที่มีคุณภาพ เป็นหนังสือพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว เป็นเรื่องโชคดีที่ผมเข้าไปซื้อได้ เขาทำดีอยู่แล้ว สิ่งที่ผมจะทำได้หรือที่อยากทำคือ เข้าไปต่อยอดให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอยากจะทำอะไร

**แกรมมี่จะได้ประโยชน์อะไรจากการซื้อ 2 โรงพิมพ์นี้?

ผลประโยชน์ที่จะเป็นเรื่อง Content (เนื้อหาหรือผลิตภัณฑ์) คือแกรมมี่เป็นเจ้าของ Content Provider (ผู้นำเสนอสินค้า หรือผลิตภัณฑ์) ที่มากที่สุดในไทย ในโลกนี้มี 5 Content ที่คนต้องการสูงสุดคือ ข่าว เพลง ภาพยนตร์ เกม และกีฬา ขณะนี้เรากำลังเติมเรื่องกีฬา สื่อสิ่งพิมพ์ และถ้าเราเข้าไปถือหุ้นใน 2 โรงพิมพ์นี้ เราจะเป็นผู้ที่มีข่าวสารเยอะสุด

**จะมีนโยบายอย่างไรต่อไปกับหุ้น 2 บริษัทนี้(มติชนและเครือบางกอกโพสต์) ในอนาคต?

เรายังอยากให้เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ คือบริษัทแกรมมี่จะต้องคำทำเสนอซื้อถึง 75% หากมีส่วนที่เหลือ ผมจะเป็นคนที่ซื้อเอง พิสูจน์ให้เห็นว่า ผมมีความเชื่อมั่นใน 2 โรงพิมพ์นี้จริงๆ เชื่อมั่นในการทำกิจกรรมเที่ยวนี้ว่า เป็น Move(การเคลื่อนตัว)ที่สำคัญต่อแกรมมี่

**หมายรวมถึงบางกอกโพสต์ด้วยหรือเปล่า?

สำหรับโพสต์ต้องรอพี่สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ กลับมาจากอเมริกาก่อน จะได้ปรึกษาหารือกัน เพียงแต่มติชน จะต้องทำตามกฎก่อนว่า ต้องทำเทนเดอร์ให้ได้ 75% ก่อนถ้ามีคนขาย ถ้าเกินจากนั้นนายไพบูลย์จะซื้อเอง ส่วนโพสต์ คุณสุทธิเกียรติยังบอกว่าไม่ขาย ยังรักบางกอกโพสต์อยู่ ส่วนผมจะทำอะไรก็ตามในฐานะผู้ถือหุ้นใหม่ ผมต้องให้เกียรติผู้ถือหุ้นเก่า คงต้องรอปรึกษาหารือกับพี่สุทธิเกียรติก่อน วันนี้จะไม่พูดเรื่องโพสต์ จะพูดเรื่องแกรมมี่กับมติชน

เหตุที่ผมตัดสินใจซื้อ ผมเรียนนิเทศศาสตร์ และพิสูจน์แล้วว่า หนังสือพิมพ์เป็นสื่อเบอร์หนึ่ง ผมมีวิทยุ มีทีวี หนังสือพิมพ์เป็นสื่อหนึ่งที่มีรายได้ที่มั่นคงสุด เมื่อเทียบกับสื่ออื่น หนังสือพิมพ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี Brand Loyalty(ความภักดีต่อยี่ห้อ) สูงที่สุดอย่างหนึ่งในโลก ผู้คนจะผูกพันอยู่กับยี่ห้อ ความสำเร็จของหนังสือพิมพ์ เมื่อหนังสือพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จแล้ว น้อยครั้งที่จะล้มลง โอกาสเสียหายน้อยมาก เป็นการ Diversify(การเปลี่ยนทิศทาง) การลงทุนของผมจากธุรกิจธุรกิจที่ผมทำอยู่หลากหลาย ให้มีขาหยั่งมากขึ้น นั่นเป็นแนวความคิดผมมาตลอดชีวิต ผมจะไม่เอาเงินก้อนก้อนหนึ่งไปทุ่มกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผมจะกระจายให้อยู่ในเนื้อหาสาระ ในโครงสร้างที่เกื้อกูลซื้อกันและกัน มีประโยชน์ต่อกัน

ประการที่ 2 เราเป็น Content Provider ที่เยอะที่สุดอยู่แล้ว เมื่อผมได้มติชนเข้ามาสนับสนุน จะทำให้เรามี Content มากขึ้น โดยที่ผมไม่ต้องเข้าไปทำอะไรกับกองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการก็เดินของเขาต่อไป ผมมาต่อยอด มาขยายผล เหมือนที่ผมเก็บค่าลิขสิทธิ์ให้กับศิลปินนั่นแหละ Content เหล่านี้เราจะไปผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ จะเป็นประโยชน์มากขึ้น นโยบายจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ผมเรียนพี่ช้างแล้ว ผมเป็นคนตื่นสายอยู่แล้ว และผมก็มีงานทำที่นี่ ถ้าเผื่อต้องการให้ผมไปช่วยอะไร ก็บอกมาได้ แต่ผมคงไม่เดินเกะกะเข้าไป

**จะส่งคนเข้าไปบริหารหรือไม่

ไม่มีครับ คนที่แกรมมี่ทำหนังสือพิมพ์ไม่เป็น

**จะเข้าไปเป็นกรรมการหรือไม่

ค่อยปรึกษาพี่ช้างอีกที ต้องหารือกับพี่ช้างอีกที

**คุณไพบูลย์บอกว่า รู้จักพี่ช้างมานาน ทำไมถึงไม่รู้เรื่องที่คุณไพบูลย์มาซื้อหุ้น

เอาอย่างนี้ คือเปลี่ยนจากมือฝรั่งมาเป็นของคนไทย ฝรั่งถือกับคนไทยถือคุณว่าอันไหนดีกว่ากัน หนังสือพิมพ์ของไทยน่ะ

**การเข้ามาเป็นพันธมิตรแบบไม่เป็นมิตรแบบนี้ สังคมไทยจะรับได้หรือ

ผมไม่ทราบ แต่เมื่อคืนผมคุยกับพี่ช้าง อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข

**พี่ช้างหรือคุณไพบูลย์(ที่มีความสุข)

ทั้งคู่ครับ คุณไปถามคุณฐากูรหรือผมมีเพื่อนอีก 2 คนที่อยู่ที่นี่ คุณวาณิชกับคุณจรูญ นั่งทานข้าวด้วยกัน ก็มีความสุขดี

**เงินที่ซื้อหุ้นเป็นเงินกู้ระยะสั้น อยากทราบว่าหลังจากนั้นจะใช้เงินจากแหล่งไหน?

ปัจจุบันเราได้เงินกู้จากไทยพาณิชย์ อายุ 1 ปี แปลว่าใน 1 ปีนี้ ทางผมจะต้องดูว่าเทนเดอร์ประสบความสำเร็จแค่ไหน หลังจากนั้นค่อยมาพิจารณาต่อว่า เมื่อเราซื้อหุ้นได้เท่าไหร่แล้ว เงินที่ต้องใช้ เราค่อยมาปรับโครงสร้างใหม่ในการหา อาจจะเป็นเงินกู้ระยะยาวหรือสินเชื่อประเภทอื่น เพื่อให้มีความเหมาะสมกับโครงสร้างธุรกิจมากขึ้น ขณะนี้เรายังเป็นเงินกู้ 1 ปีก่อน ถ้าเราเงินกู้ก้อนหนี้ อัตราหนี้สินต่อทุนก็ยังไม่ถึง 2 เท่า ส่วนเรื่องเพิ่มทุน คงต้องรอดูผลสรุปเทนเดอร์ก่อนว่า จะเป็นเท่าไหร่ สัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะเป็นเท่าไหร่ เรามองที่เทนเดอร์ก่อน เพราะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น และคาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้สูงกว่า 10% เมื่อเทียบกับต้นทุนของเงินที่กู้มา

**Content ที่เราทำเป็นบันเทิง แต่หนังสือที่เราซื้อ มันไม่ใช่ คนละแบบ คุณจะเอาเบิร์ด เอามอส มาใส่ในมติชน มันจะเกิด Synergy อย่างไร?

ผมไม่เข้าใจคำถามคุณ ผมจะเอาเบิร์ด เอามติชนไปทำอะไร ผมบอกแล้วว่า คนที่แกรมมี่ไม่มีใครรู้เรื่อง มีผมรู้เรื่องคนเดียว และหนังสือพิมพ์ที่ผมไปซื้อ เป็นหนังสือที่ดีอยู่แล้ว ผมจึงไปซื้อ อายุขนาดนี้ ผมจะไปแบกหนังสือขึ้นมาทำไม ผมไปซื้อสิ่งที่มันดีอยู่แล้ว แล้วคุณจะไปยุ่งไปทุบกับมันเหรอ ผมโง่ขนาดนั้นเหรอ

**Synergy(การรวมกันเพื่อสร้างจุดแข็ง) มีอะไรบ้าง

เยอะแยะครับ คือข้อมูลผมเอามาลง ผมมีซีดี มีผลิตรายการ ผมขอซื้อ content มา ข่าวมา ต่อไปผมมือถือ เรากำลังจะเป็นร่วมทุนกับญี่ปุ่น จะเอาข้อมูลต่างๆ ไปลงได้

**การที่แกรมมี่ซื้อหุ้นมติชน ทำให้ความน่าเชื่อถือของมติชนน้อยลง ถ้ามติชนรายได้ลดลงจะทำอย่างไร

อันนั้น คุณคิดเอาเอง มันยังไม่เกิดขึ้น

**มีความสงสัยว่าที่คุณไพบูลย์เข้ามาเป็นกลุ่มทุนการเมือง

ผมบอกกับตัวเอง บอกกับลูกหลานว่า ผมไม่เล่นการเมือง ถ้าผมอยากเล่นการเมือง ผมเข้าไปแล้ว ผมเป็นอะไรไปแล้ว

**ไม่ได้หมายถึงเข้าการเมือง แต่เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนการเมืองการ ที่จะเข้ามาครอบงำสื่อ

ผมเป็นผู้ก่อตั้งแกรมมี่ ผมค้าขายอยู่ขนาดนี้ แล้วผมต้องไปเป็นตัวแทนใครเหรอ

**ถ้ามีพนักงาน 2 บริษัทประท้วงจะทำอย่างไร

ประท้วงอะไรครับ ผมไม่ได้เดินเข้าไปให้เห็นหน้าด้วยซ้ำ ประท้วงที่ไหน ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน อย่าระแวงสงสัย เชื่อผมเถอะ ผมคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว

ไม่ต้องห่วง ผมไม่โง่พอที่จะไปทุบสิ่งดีๆ ให้มันเสีย มีแต่ได้ ผมโง่ขนาดนั้นเหรอ

**คุณไพบูลย์คิดว่า การเข้ามาลงทุนในมติชนถือเป็นปรากฏการณ์ปกติเหรือเปล่า

เป็นปกติครับ ก่อนหน้าผมเข้าไปซื้อหุ้นบริษัท อินเด็กซ์ อีเว้นท์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเขากำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยซ้ำ แต่เมื่อคุยกัน สิ่งที่เป็นประโยชน์กันเขาก็ขาย ซีเอ็ดผมก็ซื้อมาจากเนชั่น เป็นเรื่องปกติมาก มติชน ผมซื้อหุ้นมาจากชาวต่างประเทศที่เขาซื้อหุ้นนี้มา 7-8 ปี

**ทราบว่าก่อนหน้านี้คุณไพบูลย์ได้เข้าไปเจรจากับคุณขรรค์ชัย

ไม่เคยครับ ไม่เคยคุยกันมาก่อน จนเมื่อคืนไปคุยกับพี่ช้าง มีคุณฐากูร มีสมหมาย และก็เป๋า ปิยะชาติ และพี่วาณิช พี่จรูญ ซึ่งเรารู้จักพี่ช้างมา 30 กว่าปี ก็นั่งคุยกัน ยิ้มแย้มแจ่มใส พี่ช้างแกเป็นคนที่มีความชัดเจน เป็นผู้ใหญ่ แกใช้คำว่ายอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็บอกแกว่า ผมไม่ได้มาเกะกะ อะไรที่เป็นประโยชน์ก็บอกมา อะไรที่ไม่สบายใจก็บอกมา ผมไม่ได้มีเจตนาทำให้พรรคพวกเพื่อนฝูงเดือดร้อนและไม่มีความสุข ถ้าผมไปทำอย่างนั้น เขาไม่มีความสุข ผมก็ไม่มีความสุข ผมไม่ทำแน่

**มีโอกาสจะใช้ Synergy ระหว่างมติชนกับโพสต์หรือไม่

คือต้องแล้วแต่ผู้บริหารทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อคืนมีการพูดถึงบ้าง ก็มีรายละเอียดบางอย่างที่คุยว่า ทำอย่างนั้นดีมั้ย อย่างนี้ดีมั้ย ระหว่างมติชนกับโพสต์ ก็คงต้องศึกษาต่อไปว่า ทำแล้วจะเป็นประโยชน์มั้ย เช่น แท่นพิมพ์ โพสต์เพิ่งซื้อแท่นพิมพ์ 700 ล้านบาทไป มติชนก็จะซื้อแท่นพิมพ์ ก็ถามว่าจะใช้ร่วมกันได้มั้ย ก็บอกว่าบางทีอาจจะไม่ได้ เพราะต้องเร่งออกด้วยกันทั้งคู่

**คุยเรื่องควบรวมกิจการหรือไม่

ไม่ถึงขนาดนั้น ก็มีบางประเด็นที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ก็ถามพี่ช้างว่า พี่ช้างรู้สึกอย่างไร เมื่อคืนเราก็คุยกับแบบกว้างๆ ก่อน ไม่เข้าลึก ต่างคนต่างแสดงเจตนาตัวเองว่ายังไง แต่ผมก็บอกหลายครั้งแล้วว่า เจตนาผมไม่ต้องการทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ทำให้สิ่งดีๆ เสียหายไป

**ก่อนหน้านั้นคุณไพบูลย์บอกว่า จะตั้งหนังสือพิมพ์เอง ทำไมเปลี่ยนใจ

ใช่ครับ ผมคิดเรื่องตั้งหนังสือพิมพ์มานาน ใครที่เป็นเพื่อนผมจะได้ยินผมรำพึงรำพันเสมอ เสร็จแล้วก็ชักชวนผู้คนเป็นเรื่องเป็นราว และคนที่คุณภาพมักจะอยู่ในองค์กรที่ดี ได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจอยู่แล้ว ฉะนั้นการจะตัดสินใจมาอยู่กับผมเป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจยากมาก ก็เลยเป็นอะไรที่คาราคาซัง ไม่เกิดซักที คุยหลายคน

**ในมติชนหรือโพสต์หรือเปล่า

ทายถูก ก็เลยบอกว่า ไม่ต้องมาไง เดี๋ยวจะไปหา

หน้า 2


"เครือมติชน" ย้ำปณิธาน ดำรง "อิสระ" เป็นกลาง-ยึดความถูกต้อง

มติชนรายวัน วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10049

กก.ปฎิรูปสื่อกังวลผูกขาด ส.ว.-ฝ่ายค้านชี้บั่นทอนเสรี "อากู๋"ปัดตัวแทนทุนการเมือง

ผู้บริหาร"มติชน" ประกาศรักษาปณิธานดั้งเดิม ยึดมั่นความเที่ยงธรรมเป็นกลางและอิสระในการเสนอข่าว แม้กลุ่มแกรมมี่จะเข้ามาซื้อหุ้น ด้านประธานแกรมมี่ เปิดใจเหตุซื้อเพราะชอบ แจงเป็นสื่อที่มีคุณภาพและรายได้มั่นคง วอนอย่าระแวงสงสัย ยันไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง

**แกรมมี่แจ้งตลท.ซื้อหุ้น"มติชน-โพสต์"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 กันยายน บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ช่วงระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2548 บริษัทได้ดำเนินการซื้อหุ้นสามัญของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จากผู้ถือหุ้นเดิมชาวต่างประเทศบางราย ได้แก่ Arisaig Asean Fund Limited, State Teachers Retirement System of Ohio, First State Asia Pacific Fund, The Scottish Oriental Smaller Companies Trust plc., and Investors Bank and Trust-Oakmark International Small Cap Fund รวม 65,961,100 หุ้น คิดเป็นประมาณ 32.18% ของทุนที่ชำระแล้วของบริษัท ซึ่งเมื่อรวมกับหุ้นที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ 116,000 หุ้น ทำให้ถือหุ้นรวม 66,077,100 หุ้น คิดเป็นประมาณ 32.23%

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ซื้อหุ้นสามัญของบริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) จากผู้ถือหุ้นเดิมคือ กลุ่มจิราธิวัฒน์, กลุ่มกรรณสูต และอื่นๆ รวม 116,277,830 หุ้น คิดเป็นประมาณ 23.26% ของทุนที่ชำระแล้วของบริษัท เมื่อรวมกับที่ได้มาก่อนหน้านี้ 1,722,170 หุ้น ทำให้ถือหุ้นรวม 118,000,000 หุ้น คิดเป็นประมาณ 23.60%

**ตั้งเป้าซื้อจากรายย่อยอีก42%

ทั้งนี้บริษัทจะร่วมกับนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม(ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหารจีเอ็มเอ็ม มีเดีย) ทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญที่เหลือของมติชนตามกฎหมายที่จะต้องทำคำเสนอซื้อ(Tender Offer) จำนวนไม่เกิน 87,693,400 หุ้น หรือไม่เกิน 42.78% ในราคาหุ้นละ 11.10 บาท และในกรณีที่มีผู้เสนอขายเกินกว่า 87,693,400 หุ้น นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม จะซื้อหุ้นส่วนเกินนั้นในราคาหุ้นละ 11.10 บาท

"การซื้อหุ้นของทั้งสองบริษัทดังกล่าว บริษัทจะใช้เงินรวมกันทั้งสิ้น 2,664.85 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินทุนของบริษัท 650 ล้านบาท และเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำนวน 2,200 ล้านบาท โดยมติชนมีทุนจดทะเบียน 245 ล้านบาท เรียกชำระแล้ว 205 ล้านบาท มูลค่าตามราคาที่ตราไว้(พาร์) หุ้นละ 1 บาท ส่วน โพสต์มีทุนจดทะเบียน 505 ล้านบาท เรียกชำระแล้ว 500 ล้านบาท พาร์ 1 บาท"

**ปัดซื้อหุ้น"มติชน"ไม่เกี่ยว"ทักษิณ"

นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการของมติชนนั้นมีเป้าหมายต้องการเป็นสื่อครบวงจร ซึ่งการที่ได้สื่อมาเพิ่มทำให้มีพื้นโฆษณา หรือช่องทางโฆษณาเพิ่ม และไม่มีเจตนาที่ต้องซื้อหุ้นให้ได้ถึง 100% หรือเอาบริษัทออกจากตลาด

"แต่ยอมรับว่าต้องการถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือประมาณ 50% และยืนยันว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหาร หรือบรรณาธิการข่าว เพราะทำข่าวไม่เป็น แต่เป็นการเข้าไปช่วยทางด้านการตลาดมากกว่า"

ส่วนกระแสข่าวที่เป็นการซื้อให้นายกฯทักษิณ นายสุเมธกล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ แต่เป็นการเข้ามาซื้อของบริษัทเอง ส่วนสาเหตุที่ใช้เงินกู้ แทนที่จะใช้เงินบริษัท เนื่องจากจะได้ชัดเจนถึงแหล่งที่มาของเงิน

**"ไพบูลย์"แถลงเหตุซื้อเพราะชอบนสพ.

ต่อมานายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดแถลงข่าวเพียงฝ่ายเดียวถึงการเข้ามาซื้อหุ้นบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 32.2% และการทำคำเสนอซื้อ (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) ตามกฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรากฏว่ามีสื่อมวลชนทุกแขนงทั้งไทยและต่างประเทศร่วมฟังการแถลงข่าวจำนวนมาก

นายไพบูลย์กล่าวว่า ในกรณีของมติชน ได้คุยกับนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) แล้วเมื่อคืนวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ตนได้แจ้งนายขรรค์ชัยไปว่า คงไม่ไปทำให้ใครอึดอัดใจหรือไปเกะกะ จะไม่ทำให้ใครกังวล ดังนั้น จึงไม่ต้องระแวงสงสัยอะไรทั้งสิ้น เหตุที่ซื้อเพราะตนเรียนจบนิเทศศาสตร์ และชอบหนังสือพิมพ์มานานแล้ว ถ้าถามว่าทำไมต้องซื้อโพสต์และมติชน ก็เพราะทั้งสองเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีคุณภาพ ประสบความสำเร็จ

**ยันไม่ได้เป็นตัวแทนกลุ่มทุนการเมือง

"ผมเห็นว่าหนังสือพิมพ์เป็นสื่อเบอร์หนึ่ง และมีรายได้มั่นคงที่สุดเมื่อเทียบกับสื่ออื่น เมื่อหนังสือพิมพ์ประสบความสำเร็จแล้ว น้อยครั้งที่จะล้มลง ครั้งนี้จึงถือว่าเป็น move (การเคลื่อนตัว) ที่สำคัญต่อแกรมมี่ เป็นเรื่องโชคดีที่ผมเข้าไปซื้อได้ เพราะเขาทำดีอยู่แล้ว สิ่งที่ผมจะทำได้หรือที่อยากทำคือต่อยอดให้ดีขึ้น ผมมีความเชื่อมั่นใน 2 หนังสือพิมพ์นี้" นายไพบูลย์กล่าว

นายไพบูลย์ยังกล่าวยืนยันว่า การซื้อหุ้นครั้งนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนการเมืองที่ต้องการเข้ามาครอบงำสื่อ เพราะถ้าตนอยากเล่นการเมืองก็เล่นไปนานแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าพนักงานทั้ง 2 บริษัทประท้วง จะทำอย่างไร นายไพบูลย์กล่าวว่า จะประท้วงอะไร เพราะตนไม่ได้เดินเข้าไปให้เห็นหน้าด้วยซ้ำ ดังนั้น อย่าระแวงสงสัย ขอให้เชื่อตน เพราะคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว (อ่านรายละเอียดหน้า 2)

**"ชิน"แจงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

นายบุญคลี ปลั่งศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มชินไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการซื้อหุ้นมติชนและโพสต์ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย เพราะทางกลุ่มมีนโยบายชัดเจนว่าจะลงทุนในสื่ออิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ขณะที่ธุรกิจหนังสือพิมพ์ไม่ใช่สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การที่จีเอ็มเอ็มเข้ามาในธุรกิจสิ่งพิมพ์เพราะต้องการมีสื่อครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

**"มติชน"ประกาศรักษาปณิธานดั้งเดิม

ด้านนายสมหมาย ปาริจฉัตต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้มีหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน ว่าตามที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทมติชนเป็นจำนวน 32.23% นั้น การเข้ามาของกลุ่มจีเอ็มเอ็ม มีเดีย ซึ่งจะต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ในครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทมาก่อน บริษัทยังไม่อาจคาดถึงผลกระทบ ต่อแนวทางในการดำเนินนโยบายของบริษัทในอนาคต

หนังสือชี้แจงระบุต่อไปว่า "อย่างไรก็ตาม บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบด้วยผู้ยึดถือวิชาชีพสื่อสารมวลชนอิสระ ดำรงความเป็นกลาง ยึดมั่นความถูกต้อง เที่ยงธรรมในการนำเสนอข่าวสารมาโดยตลอด ขอยืนยันความมุ่งมั่นที่จะรักษาปณิธานดั้งเดิมของบริษัท ในความเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ด้วยเจตนาอันแน่วแน่ที่จะดำรงรักษาความเป็นอิสระ และจะยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อสังคมส่วนรวมต่อไป" หนังสือระบุ

**โบรกฯระบุแกรมมี่หวังต่อยอดธุรกิจ

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชียพลัส จำกัด(มหาชน) ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนมีผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือผู้ก่อตั้ง ถือหุ้นต่ำกว่า 50% มีจำนวนค่อนข้างมาก ประกอบกับภาวะดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ธุรกิจต่างๆ เริ่มแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนใหม่ๆ เพิ่ม การซื้อกิจการจึงเป็นช่องทางที่ดีและเหมาะสม เพราะเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าสื่อหลายสำนักสามารถอยู่รอดได้

"การเข้าซื้อหุ้นทั้งในโพสต์และมติชนยังระบุไม่ได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารการจัดการหรือไม่ รวมทั้งจะเป็นการเทกโอเวอร์แบบไม่เป็นพันธมิตร หรือลักษณะร่วมพลัง (Synergy) ร่วมกันหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นว่ามีการคุย หรือตกลงกันว่าอย่างไร เพราะการเข้าซื้อกิจการนั้นเหตุผลหนึ่งก็มาจากอาจจะราคาถูก หรือบริษัทนั้นมีเงินสดค่อนข้างมาก ดังนั้นผู้ซื้อจะได้สินทรัพย์และเงินนั้นไปด้วย

**จับตาทิศทางข่าวหลังแกรมมี่ถือหุ้น

นายวรุฒ ศิวศรียานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นการหา content provider(ผู้สนับสนุนเนื้อหา) ของทางจีเอ็มเอ็ม มีเดียฯ เพื่อเข้าไปสนับสนุนในสื่อเดิมที่ทางแกรมมี่มีอยู่ ซึ่งทั้งมติชนและโพสต์ ถือเป็นสื่อชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในสังคม โดยจะส่งผลให้จีเอ็มเอ็มฯได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น สำหรับในเรื่องของการบริหารนั้นมติชนมีการบริหารที่ดีอยู่แล้ว

"ปัญหาคือ แกรมมี่จะมีสิทธิเข้ามาควบคุมกองบรรณาธิการ และจะเข้ามาปรับเปลี่ยนนโยบาย หรือจุดยืนการนำเสนอข่าวที่เป็นกลางและยุติธรรมมากน้อยแค่ไหน"

**ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตเป็นคนใกล้รบ.

ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) แถลงภายหลังการประชุมวิปฝ่ายค้าน ว่า กรณีที่กลุ่มธุรกิจบันเทิงซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ผ่านตลาดหลักทรัพย์นั้น วิปฝ่ายค้านได้ตั้งประเด็นไว้คือ เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติของกลุ่มธุรกิจหรือไม่ และมีผลกระทบต่อสังคมหรือไม่ วิปฝ่ายค้านมีข้อสังเกตว่า กลุ่มธุรกิจที่เข้าไปซื้อนั้นเป็นธุรกิจบันเทิง แต่เข้าไปซื้อสื่อที่เสนอข่าวทางการเมือง ไม่น่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจบันเทิง และยังมีข่าวว่า กลุ่มทุนดังกล่าวนั้นใกล้ชิดกับบุคคลในรัฐบาล ตั้งแต่ครั้งจะซื้อหุ้นสโมสรลิเวอร์พูล

**เล็งยกร่างกม.ป้องกันครอบงำสื่อ

"จำเป็นที่กลุ่มทุนดังกล่าวจะต้องชี้แจงต่อสังคมว่า จะเข้าไปครอบงำ แทรกแซง การเสนอข่าวสารของสื่อนั้นหรือไม่ จะเปลี่ยนทิศทางการเสนอข่าวหรือไม่ จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร" นายสาทิตย์กล่าว

ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษา เพราะขณะนี้อยู่ภายใต้บรรยากาศการแทรกแซงครอบงำสื่อเป็นระยะ ก่อนหน้านี้ กลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลได้เทกโอเวอร์โทรทัศน์จนเกิดปัญหาภายใน เกิดกบฏไอทีวี ดังนั้น วิปฝ่ายค้านจะติดตามเรื่องนี้ต่อไปด้วยการศึกษาเทียบเคียงกับต่างประเทศ ที่บางประเทศจะมีกฎหมายป้องกันการซื้อหุ้นข้ามสื่อ เช่น กรณีโทรทัศน์ซื้อสิ่งพิมพ์ เพื่อป้องกันการครอบงำ ซึ่งหากศึกษาแล้วว่าต้องมี ฝ่ายค้านจะเป็นผู้ยกร่างกฎหมายต่อสภา

**ปชป.ถกชี้"ทักษิณ"กุมครบวงจร

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้มาหารือและเห็นว่าการซื้อดังกล่าวน่าจะเป็นความพยายามของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ที่จะรุกคืบเข้าไปมีบทบาทในสื่อสารมวลชนอิสระของเอกชนมากยิ่งขึ้น โดยผู้มีอำนาจในบ้านเมืองผ่านบริษัทธุรกิจเอกชน ที่มีความรู้จักมักคุ้นกัน จนทำให้การเสนอข่าวสารถูกแทรกแซงจนไม่เป็นอิสระ สิ่งที่ในที่ประชุมพูดกันมาก คือเวลานี้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปยึดกุมอำนาจไว้ครบวงจรจะส่งผลต่อการนำเสนอทัศนคติความเคลื่อนไหวฝ่ายที่เห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาล จะยากลำบากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะรายการด้านโทรทัศน์ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อประเทศอย่างยิ่ง

"เรามีการวิเคราะห์กันว่า รัฐบาลนี้แสดงเจตนารมณ์ตั้งแต่ต้น ที่จะพยายามเข้าไปยึดกุมสื่อให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะในช่วง 4 -5 ปีที่ผ่านมา ที่มีความพยายามในลักษณะนี้หลายกรณีทั้งทางตรงและทางอ้อม กรณีการเข้าไปซื้อมติชนนั้นไม่น่าจะเป็นการลงทุนตามปกติธรรมดา เรื่องนี้ถือเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ เพราะไม่รู้ว่าจะใช้สื่อมาหาประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่" นายองอาจกล่าว

**ส.ว.ห่วงนสพ.ถูกบั่นทอนอิสระ

ที่รัฐสภา นายจอน อึ๊งภากรณ์ ส.ว.กทม. อนุกรรมาธิการ(กมธ.)ปฏิรูปสื่อ วุฒิสภา กล่าวกรณีบริษัทจีเอ็มเอ็มฯ ซื้อหุ้นบริษัทมติชนและโพสต์พับลิชชิ่ง ว่า ในปัจจุบันเกิดการรวมศูนย์สื่ออยู่แล้ว เห็นได้จากสื่อทีวีถูกจำกัดการเสนอข่าว ซึ่งสิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับหนังสือพิมพ์ด้วย หนังสือพิมพ์เป็นด่านสุดท้ายที่จะนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นอิสระ แต่ขณะนี้ความเป็นอิสระของหนังสือพิมพ์ถูกรุกคืบเข้าและถูกบั่นทอนเข้าไปทุกที

"การเข้ามากว้านซื้อหุ้นของนายทุน ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวพันกับคนในรัฐบาล น่าสงสัยว่ามาซื้อแทนใครหรือไม่ และอาจจะทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นๆ ถูกควบคุมจากนายทุนเหล่านั้น โดยเฉพาะมติชนและบางกอกโพสต์ที่มีผลงานโดดเด่นในการเป็นหนังสือพิมพ์เชิงตรวจสอบรัฐบาล ผมไม่เคยเชื่อเลยว่า นายทุนที่เข้ามากว้านซื้อสื่อหนังสือพิมพ์เขาจะหวังว่าหนังสือพิมพ์ฉบับที่เขากว้านซื้อนั้นจะทำกำไรให้ สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือใช้สื่อนั้นเป็นกระบอกเสียงให้ตัวเองมากกว่า เพราะค่าตอบแทนของกิจการหนังสือพิมพ์มันไม่ได้มีกำไรสูงขนาดนั้น" นายจอนกล่าว

**ชี้อันตรายต่อประชาธิปไตย

นายจอนกล่าวว่า การกระทำเช่นนี้เป็นอันตรายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนและสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้อง ควรออกมาคัดค้าน และสื่อมวลชนเองต้องหนักแน่น และยืนหยัดในวิชาชีพของตนเอง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ต้องการเห็นธุรกิจสื่อสารมวลชน กระจายอย่างกว้างขวาง ไม่ควรจะมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ควรที่จะมีผู้ถือหุ้นรายย่อย เพราะหากมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพียงคนเดียวผลที่เกิดขึ้นตามมาจะกลายเป็นเหมือนอย่างไอทีวี

**ทรท.ดาหน้าโต้ยันไม่เกี่ยว"แม้ว"

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีหลายฝ่ายเป็นห่วงว่า พรรคไทยรักไทยจะเข้ามาแทรกแซงสื่อว่า หากจะคิดว่านายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม สนิทกับนายกรัฐมนตรีโดยนำเรื่องหนึ่งเรื่องใดมาจับโยงก็ผูกได้หมดเพราะวันนี้ สังคมสลับซับซ้อนมากการที่ใครจะรู้จักใครแล้วบอกว่าเกี่ยวข้องกับคนนั้นไม่ถูก คนที่คิดอย่างนี้ก็คิดอยู่นั้น ยืนยันไม่ใช่เรื่องของพรรคไทยรักไทย

"เขาก็เป็นนักธุรกิจเขาก็มีสิทธิลงทุนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พวกคุณอย่าพยายามสร้างประเด็น เรื่องนี้ไม่มีประเด็น อย่ามาถามหรือดึงให้พวกเราเข้ามาเกี่ยวข้อง การลงทุนอย่างนี้มันครอบงำสื่อไม่ได้ เพราะถ้าต้องการแทรกแซงจริง คนหนังสือพิมพ์ที่นั้นมันต้องไม่พอใจแน่ เขาอาจจะย้ายออกไปเปิดหนังสือพิมพ์ใหม่ เขาคงไม่ยอมแน่ แล้วถามว่าคนที่เป็นแฟนประจำหนังสือพิมพ์เขาก็ต้องติดตามไปอ่านหนังสือพิมพ์ใหม่ สื่อที่เข้ามาลงทุนด้วยก็คงขายไม่ได้ และขอยืนยันด้วยว่าไม่มีนักการเมืองคนใด ที่คิดจะไปทำอะไรอย่างที่เข้าใจกัน" นายภูมิธรรมกล่าวอย่างมีอารมณ์

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ช่วงตั้งพรรคไทยรักไทยใหม่ๆ มีคนแนะนำให้พรรคไปซื้อสื่อ แต่เห็นว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะและไม่คุ้มที่จะไปลงทุน เพราะสื่อเป็นวิชาชีพโดยตรง เป็นเรื่องยากที่จะเข้าไปควบคุมเพราะถ้าเกิดการแทรกแซง กองบรรณาธิการก็จะย้ายออกแล้วไปจัดตั้งหัวหนังสือกันใหม่ ขณะนั้นจึงยกเลิกความคิดนี้ไป ส่วนสื่อทีวี ที่เข้าไปซื้อหุ้นในไอทีวี ก็เป็นเรื่องของธุรกิจที่เข้าไปลงทุนไม่ใช่การเข้าไปแทรกแซงสื่อ

**"สุรนันทน์"เชื่อแกรมมี่ลงทุนตามปกติ

นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีพฤติกรรมไปแทรกแซงสื่อทั้งทางตรง และทางอ้อม ขนาดบิดาของตนคือนายนิสสัย เวชชาชีวะ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกฯ เข้าไปเป็นผู้บริหารในเครือเนชั่น โดยได้รับการเชิญจากนายสุทธิชัย หยุ่น กรรมการบริหารบริษัทเครือเนชั่น ให้บิดาตนไปนั่งเป็นกรรมการบริหาร เพราะเห็นว่าเป็นคนที่มีความกว้างขวางและมีความสัมพันธ์กับสื่อระดับผู้ใหญ่ รวมทั้งบุคคลในครอบครัวของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม) ที่มีหุ้นอยู่ในบริษัทเนชั่นฯ จำนวนมากแต่ก็ไม่เคยเข้าไปแทรกแซงการเสนอข่าว

"ดังนั้นกรณีของแกรมมี่จึงยืนยันว่าเป็นการลงทุนตลาดหลักทรัพย์ตามปกติ ในโลกทุนนิยมที่ใครมีเงิน ก็สามารถเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทต่างๆ ได้ เรื่องนี้จึงไม่มีอะไรและความสัมพันธ์ระหว่างนายไพบูลย์ กับพรรคไทยรักไทย ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ" นายสุรนันทน์กล่าว

น.ต.ศิธา ทิวารี โฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้โดยชอบตามกฎหมาย เพราะนายไพบูลย์ก็ถือเป็นนักธุรกิจ การซื้อหุ้นก็ถือเป็นธุรกิจส่วนตัว หากไม่เบียดเบียนสิทธิเสรีภาพใคร และคนที่รู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีมาก หากจะนำมาเชื่อมโยงกัน แล้วคนที่รู้จักนายกฯไม่สามารถทำอะไรได้เลยก็ไม่เป็นธรรม

**"สมคิด"ติง"อากู๋"ไม่น่าทำอย่างนี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ไม่รู้ว่านายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม คิดอย่างไร แต่ความจริงก็ไม่น่าทำเช่นนี้

นายสมใจนึก เองตระกูล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ร่วม บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า เชื่อว่ากองบรรณาธิการของมติชนมีความเข้มแข็ง มีอิสระในการทำงานพอสมควร ดังนั้น การจะเข้ามาควบคุม หรือให้ทำตามคำสั่งคงทำไม่ได้ง่ายๆ

**สื่อฝรั่งตีข่าวทั่วโลก"อากู๋"สนิท"แม้ว"

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศทุกสำนักไม่ว่า เอพี เอเอฟพี และรอยเตอร์ ต่างรายงานข่าวกรณีที่ บริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) เข้ากว้านซื้อหุ้นของบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) และโพสต์พับลิชชิ่ง ออกไปทั่วโลก โดยทุกสำนักต่างรายงานตรงกันว่า นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหารบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดียฯ เป็นผู้ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเอเอฟพีระบุว่า นายไพบูลย์เคยขึ้นหน้าหนึ่ง ในหนังสือพิมพ์ไทย เกือบทุกฉบับเมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อออกมาทำหน้าที่ในการติดต่อซื้อหุ้นจากทีมฟุตบอลลิเวอร์พูลให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ความพยายามดังกล่าวจะไม่บรรลุผลแต่ก็แสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของบุคคลทั้งสอง

**ตั้งข้อสังเกตปม"มติชน-โพสต์"ถูกซื้อ

เอเอฟพียังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามในการซื้อหุ้นจากมติชน และบางกอกโพสต์ โดยการทุ่มเงินถึงกว่า 2,600 ล้านบาทว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งมติชนและบางกอกโพสต์ต่างตกเป็นเป้าในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก โดยมติชนถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายถึง 15,000 ล้านบาท จากบริษัทปิคนิค ซึ่งเป็นการเรียกร้องค่าเสียหาย ที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากการเสนอข่าวที่ทางบริษัทระบุว่า ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และทำให้ราคาหุ้นของบริษัทตก ขณะที่บางกอกโพสต์ก็ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐจากการเสนอข่าวรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิร้าว

เอเอฟพีระบุในตอนท้ายว่ากลุ่มสิทธิสื่อเคยออกมาแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับความพยายามในการปิดปากสื่อมวลชน ทั้งจากการกดดันโดยตรงของรัฐบาลหรือจากความพยายามในการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและเจ้าของสื่อ ทั้งนี้หนึ่งในธุรกิจของครอบครัวชินวัตรคือการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ซึ่งเป็นทีวีเสรีเพียงแห่งเดียวในไทยที่เคยเสนอข่าววิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีมาแล้ว

**รอยเตอร์ชี้2น.ส.พ.วิจารณ์รบ.

ด้านรอยเตอร์รายงานว่า ความพยายามในการเข้าซื้อหุ้นของหนังสือพิมพ์ชั้นนำของไทยของกลุ่มจีเอ็มเอ็มในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับความเป็นอิสระของหนังสือพิมพ์ชั้นนำของประเทศไทยในอนาคต ขณะที่ไม่ว่าองค์การตรวจสอบการทำงานของสื่อและบรรดาพนักงานของบริษัททั้งสอง ต่างรู้สึกหวาดกลัวนายไพบูลย์ ผู้ที่มีภาพชัดเจนว่ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี ว่าจะพยายามลดการเสนอรายงานข่าว ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

รอยเตอร์ระบุว่า บางกอกโพสต์เป็นหนังสือพิมพ์ที่มักจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่มติชนก็เป็นเสมือนหนามยอกอกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นศัตรูของเสรีภาพสื่อมวลชนอยู่เสมอ โดยหนึ่งในข่าวที่หนังสือพิมพ์ในเครือมติชนเคยนำเสนอคือ ความพยายามที่จะปิดปังความร่ำรวย โดยการนำหุ้นจำนวนมาก ใส่ไว้ในชื่อของแม่บ้าน และคนขับรถของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่งทางการเมือง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณก็สามารถหลุดพ้นข้อกล่าวหาด้วยเสียงข้างมากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

**คปส.แถลงกังวลสื่อถูกผูกขาด

ทางด้านคณะกรรมการณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) ออกแถลงการณ์ระบุว่า คปส.มีความกังวลอย่างสูง ต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มความถดถอยของระบบสื่อในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผูกขาดกิจการสื่อสารอย่างครบวงจร ส่งผลต่ออิสรภาพของกองบรรณาธิการ และความหลากหลายของสื่อ กระทบต่อสิทธิของพลเมืองและผู้บริโภค นำไปสู่การผูกขาดทางธุรกิจการ ก่อให้เกิดภาวะสมยอมทางการเมือง นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนกับกองบรรณาธิการ

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ทิศทางของสื่อมีความอ่อนเบาลงในเชิงเนื้อหาข่าวสารเชิงเจาะลึกในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจะลดน้อยลง และถูกแทนที่ด้วยความบันเทิงเริงรมย์ทำให้ประชาชนเพลิดเพลินไปกับโลกแห่งมายาและการบริโภค หลงลืมการตั้งคำถามเรื่องความเป็นจริงในสังคม ดังนั้น สื่อต้องรวมตัวให้เข้มแข็ง ส่วนภาคประชาชนต้องเพิ่มการรับรู้เท่าทันท้าทายระบอบทักษิณ เพื่อปกป้องเสรีภาพแห่งข่าวสาร

**อจ.จุฬาฯชี้สื่อถูกกระทำมากขึ้น

ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาในหัวข้อ "จรรยาบรรณ ประโยชน์สาธารณะ และการคุกคามสื่อจากรัฐ-ทุน ในกรณี "บางกอกโพสต์" ผู้ร่วมเสวนามีนายพีระ จิระโสภณ คณบดีคณะนิเทศาสตร์ จุฬาฯ นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ อดีตบรรณาธิการข่าวสายความมั่นคงบางกอกโพสต์ นายกวี จงกิจถาวร อดีตนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยจากเนชั่น เป็นต้น

นายพีระกล่าวว่า กรณีรันเวย์ร้าวที่เกิดขึ้นกับบางกอกโพสต์ มองได้ 2 มุม คือ 1.บทบาทของสื่อในการเสนอข่าวตามหน้าที่ 2.ความรับผิดชอบต่อจรรยาบรรณสื่อ ความถูกต้องซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรายงานข่าว กรณีนี้สภาการหนังสือพิมพ์ต้องพิจารณาอย่างดีแล้วว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็น เจตนาดี หรือเจตนาร้าย และเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่เคยมีหนังสือพิมพ์ใดปลดบรรณาธิการข่าว 3 คน ในช่วง 3 ปี อย่างบางกอกโพสต์ ช่วงหลังเราจะเห็นตลอดว่าสื่อเป็นผู้ถูกกระทำทั้งสิ้น เช่น กรณีบริษัทปิคนิคฟ้องหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ 5,000 ล้านบาท

"กรณีที่เกิดขึ้นกับบรรณาธิการบางกอกโพสต์คนล่าสุดถือเป็นเหยื่อรายหนึ่งในระบบทุนนิยม กลุ่มนายทุนเข้าครอบครองสื่อเริ่มรุนแรงขึ้น แถมโยงใยเป็นเครือข่าย แม้แต่คนในสื่อเองยังรู้ไม่เท่าทันในบางครั้งแล้ว ผู้อ่านจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ถึงวิกฤตการณ์ยึดสื่อแบบเงียบๆ ไม่แน่ในอนาคตอาจเกิดจีเอ็มโอสื่อ" นายพีระกล่าว

**ระบุพิลึกแกรมมี่ซื้อ"มติชน-โพสต์"

ด้านนายกวีกล่าวว่า การที่แกรมมี่จะมาซื้อหุ้นมติชน-โพสต์ ถือว่าเป็นเรื่องพิลึกกึกกืออย่างยิ่ง รัฐบาลพยายามสร้างความเข้าใจผิดๆ ให้ประชาชนว่า สื่อเป็นองค์กรธุรกิจ อย่าไปเคารพ อย่าไปสนใจ มองว่าเป็นพวกดีแต่วิจารณ์รัฐบาล ชอบกล่าวหาว่าสื่อไม่รักชาติ ดังนั้น ต่อไปสื่อต้องรอบรู้ทุกด้านและสร้างมาตรฐานไอเอสโอขึ้นมาเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ มีคุณภาพ จริยธรรมเพื่อต่อสู้กับกลุ่มนายทุน และทำให้สื่อเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน รัฐจะมากำหนดการรับรู้ของประชาชนไม่ได้


คำแถลงการณ์

บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน)

วันที่ 13 ก.ย. 2548

ตามที่บริษัท จีเอ็ม เอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) เป็นจำนวน 32.23 เปอร์เซ็นต์ นั้น บริษัทยังไม่อาจคาดถึงผลกระทบต่อแนวทางในการดำเนินนโยบายของบริษัทในอนาคต

อย่างไรก็ตาม บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ซึ่งประกอบด้วยผู้ยึดถือวิชาชีพสื่อสารมวลชนอิสระ ดำรงความเป็นกลาง ยึดมั่นความถูกต้อง เที่ยงธรรมในการนำเสนอข่าวสารมาโดยตลอด ขอยืนยันความมุ่งมั่นที่จะรักษาปณิธานดั้งเดิมของบริษัท ในความเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ด้วยเจตนาอันแน่วแน่ที่จะดำรงรักษาความเป็นอิสระ และจะยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อสังคมส่วนรวมต่อไป

หน้า 1


เปิดแนวคิด "Friends of Matichon" โดยกลุ่มนักวิชาการ ช่วย "มติชน" พ้นมือ "แกรมมี่"

รายงาน  มติชนรายวัน วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10050

*นายไพโรจน์ วงศ์วิภานันท์  อาจารย์อาวุโส ม.ธุรกิจบัณฑิตย์

หมายเหตุ - เป็นคำให้สัมภาษณ์ของนายไพโรจน์ วงศ์วิภานันท์ อาจารย์อาวุโสมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เกี่ยวกับแนวคิดที่จะตั้งเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือหนังสือพิมพ์ "มติชน" ไม่ให้ถูกครอบครองกิจการโดยกลุ่มนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหารบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) ภายหลังจากนายไพบูลย์ได้กว้านซื้อหุ้นมติชนไปอย่างเงียบๆ 32% และตั้งเป้าหมายจะซื้อเพิ่มอีก 42% เพื่อครอบครองกิจการ

 

หลังจากที่ได้พูดคุยกันกับนักวิชาการและนักธุรกิจอีกหลายคน รวมทั้งเอ็นจีโอแล้วต่างมีความคิดกันว่าจะตั้งเป็นเครือข่ายมิตรของสื่อ หรือ Friends of Press จุดเริ่มต้นก็คือจะพยายามช่วยมติชนให้มีอำนาจในการจัดการบริษัทในที่สุด โดยจะนัดประชุมกันในวันที่ 15 กันยายน ส่วนสถานที่ยังไม่กำหนด

ส่วนรูปแบบของเครือข่ายจะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน สำหรับผมมีไอเดียคือพยายามเอาทุกส่วนของสังคม ทั้งมหาวิทยาลัย นักธุรกิจ เอ็นจีโอ มารวมกันเป็นเครือข่าย แล้วทำอะไรต่างๆ รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจและก็กระตุ้นให้คนที่มีหุ้นของมติชน นำมาขายให้กับบริษัท มติชน ไปจนถึงระดมคนที่เคยเขียนบทความ หรือข้อเขียน คนที่เขียนเรื่องให้กับมติชนมารวมกันในกลุ่มพันธมิตรนี้ เพื่อช่วยมติชน อยากให้เป็นหลักการสำหรับมติชน และในอนาคตสำหรับหนังสือพิมพ์อื่นด้วยไม่จำกัดเฉพาะกรณีของมติชนเท่านั้น

ผมคิดว่าอันดับแรกจะเริ่มต้นจากนักวิชาการ กลุ่มอาจารย์ที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย กลุ่มของนักธุรกิจ และกลุ่มเอ็นจีโอ คนในภาคประชาชน ตามลำดับ

เราเข้าใจดีว่ากลุ่มตลาดทุนจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจว่าขบวนการเข้ามาครอบครองกิจการไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ต้องเข้าใจเอาไว้ก่อนนะ ผมส่งเสริมตลาดทุนที่มีกลไกที่จะตรวจสอบ ประสิทธิภาพของทุกฝ่าย แต่ว่าสาเหตุที่อยากจะเริ่มทำอะไรกรณีมติชนนี้ คือ ผมมองในแง่เป็นมิตรกับสื่อเราคิดว่า หนังสือพิมพ์มติชนแสดงจุดยืนในระดับหนึ่งที่ดีพอสมควร ผมดูจากการเสนอข่าว ผู้สื่อข่าวไม่ว่าข่าวอะไร มีความกล้าหาญในเชิงจริยธรรม ได้รางวัลมากมาย ถึงแม้จะอยู่ในระบบทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม

มติชนสามารถแยกได้ออกถึงหน้าที่การเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ดี มีจรรยาบรรณ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน เราคิดว่าผู้ถือหุ้นอาจจะมีบทบาทสำคัญเหมือนกัน ผู้ถือหุ้นมีบทบาทสำคัญได้ แต่การเข้ามาเทกโอเวอร์ของแกรมมี่ ถ้าจะวัดประสิทธิภาพในเชิงธุรกิจก็ยังเป็นที่น่าสงสัย นอกเหนือไปจากนั้นคือยังไม่มั่นใจในจุดยืนที่นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และกลุ่มจะดำรงความเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีคุณภาพในแง่ของส่วนรวมไว้ได้

ถึงจะมาปฏิเสธอย่างไรเราก็ไม่เชื่อ มันมีโอกาสที่จะเหมือนไอทีวี ความเชื่อต่างๆ ถ้าดูจากประวัติผู้ถือหุ้นเดิม ที่กลุ่มนายขรรค์ชัย บุนปาน (ประธานกรรมการบริษัท "มติชน" กลุ่มที่ทำศิลปวัฒนธรรม เรามีความเชื่อมั่นว่าแนวโน้มที่จะดำรงอยู่ด้วยความเป็นกลางมีมาก และเป็นตัวแทนสื่อที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน ด้วยความเชื่อมั่นแบบนี้เองเราจึงจะก่อตั้งเป็นเครือข่ายทำหน้าที่สร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดต่อสาธารณชนทั่วๆ ไป ถึงแม้เราจะไม่มีหุ้นในมติชนด้วย เราอยากเห็นหนังสือพิมพ์เป็นหนังสือพิมพ์ที่ดีเกิดขึ้นในประเทศไทย ทางกลุ่มยังมองไม่เห็นว่าคนใหม่จะมาแทนคนเก่าได้อย่างไร ทิศทางมันอาจจะอันตราย

สิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้ คือ จะค่อยๆ ทำ ไม่ว่าการออกแถลงการณ์ก็ดี การจัดสัมมนาสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้ทุกฝ่ายให้เข้ามาสนับสนุนมติชน อย่าให้มีการเปลี่ยนกิจการได้ รวมไปถึงถ้าจำเป็นต้องมีการซื้อหุ้นกันแล้วต้องใช้เงิน ผมยืนยันว่ามีคนยินดีและพร้อมจะช่วยซื้อหุ้นในกรณีเรื่องการเงิน เราจะพยายามระดมกัน ทั้งนักธุรกิจ ประชาชน บล็อคไม่ให้มติชนถูกเทกโอเวอร์โดยกลุ่มนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม (ประธานกรรมการบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน))

 

*แก้วสรร อติโพธิ  ส.ว.กทม.

หมายเหตุ - นายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กทม. ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 14 กันยายน ตั้งข้อสังเกตถึงการที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดียฯ เข้าซื้อหุ้น "มติชน"

กรณีบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) ซื้อหุ้นของหนังสือพิมพ์มติชน ผมมองเหมือนหลายคนที่เห็นว่า อำนาจทุนโดยปกติเข้ามาผูกขาดสื่อโทรทัศน์และวิทยุ ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ต้องเป็นสื่อที่มีเสรีภาพ ไม่ควรถูกผูกขาดความคิด หรือรสนิยม ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ(กสช.) มีหน้าที่เข้ามาดูแลเนื้อหาความบันเทิง ส่วนแง่การรับรู้และเสนอข่าวมูลข่าวสารสาธารณะ รัฐธรรมนูญมีหลักประกันสิทธิเสรีภาพในวิชาชีพว่า ต้องมีเสรีภาพในการทำงานและไม่อยู่ใต้บังคับของผู้ใด ส่วนทุนที่เข้ามาทำสื่อจะครอบงำการทำงานหรือไม่ กรณีนี้หากผู้ถือหุ้นรายอื่นรวมกันติด ก็อาจสู้ได้

อย่างไรก็ดี กรณีนี้ดูแล้วก็น่าระแวง เนื่องจากดูอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผลของการลงทุน เพราะหุ้นดังกล่าวไม่ได้เป็นหุ้นที่น่าสนใจ เงินก้อนนี้น่าจะจะนำไปลงทุนหุ้นตัวอื่นจะน่าสนใจกว่า เพราะเงินปันผลของบริษัทที่จะไปลงทุนค่อนข้างน้อย แล้วจะเข้าไปลงทุนทำไม

ถัดมาคือควรเพ่งเล็งว่า การที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) จะปล่อยเม็ดเงินให้บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ใช้ในการระดมทุนเพื่อซื้อหุ้นของบริษัท มติชน จำนวน 2,000 ล้านบาท ทำได้อย่างไร ไม่เห็นเหตุผลที่จะมาเทกโอเวอร์ และถ้าให้กู้มาเทกโอเวอร์ ก็ต้องถามว่าจะทำได้จริงหรือไม่ ปกติกู้มาลงทุนก็เพื่อปรับปรุงและให้ได้กำไรที่ดีขึ้น เช่น ไปซื้อหนังสือพิมพ์ที่สถานภาพร่อแร่ มาปรับปรุงเพื่อให้ทำกำไร แต่สื่อหนังสือพิมพ์ไทย ปกติก็ไม่ทำกำไรมากมายอยู่แล้ว ดังนั้น จึงต้องถามว่ากรณีนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ให้กู้ทำไม

ผมไม่ต้องการให้ตลาดมากำหนดการรับรู้ของคนในสังคม เรื่องนี้ผมมีความสงสัยในพฤติการณ์ของบริษัท แกรมมี่ว่า เป็นความพยายามครอบงำสื่อ และผมไม่เห็นเหตุผลของการเทกโอเวอร์ ถามว่าจะเปลี่ยนตลาดมาทำเป็นหนังสือบันเทิงก็ไม่ใช่ ถ้าผมเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท แกรมมี่ ก็จะถามว่าทำไมต้องเข้าไปซื้อ หรือถ้าเป็นผู้ถือหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ก็จะถามว่าปล่อยกู้ได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องดูจากการกระทำซึ่งจะบอกเจตนาเอง"

หน้า 2


โพลชี้ "อิสระสื่อ" สูญถ้าแกรมมี่เข้ามา

มติชนรายวัน วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10050

ธุรกิจบัณฑิตย์โพล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ ในหัวข้อ "คิดอย่างไรที่บริษัทเพลงซื้อหุ้นบริษัทสิ่งพิมพ์" โดยสอบถามจากบุคคลที่มีอาชีพเฉพาะรับราชการและพนักงานเอกชน จำนวน 803 คน เมื่อวันที่ 14 กันยายน แบ่งเป็นเพศชาย 44.83% เพศหญิง 55.17% อาชีพรับราชการ 35.5% พนักงาน 55.47% ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 25-49 ปี คิดเป็นร้อยละ 77.61% การศึกษาส่วนใหญ่จบปริญญาตรีและสูงกว่า 75.63%

ผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างคิดว่า สาเหตุสำคัญที่บริษัทแกรมมี่ฯเข้าซื้อหุ้นบริษัท มติชน และบริษัท โพสต์ฯนั้น 49.25% เป็นการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ 46.76% มีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซง และเหตุผลทั้งสองอีก 3.99% ในประเด็นโอกาสที่จะเข้ามาบริหารโดยได้เสียงข้างมากนั้น 48.94% คิดว่าสามารถทำได้สำเร็จแน่นอน 48.56% ไม่แน่ใจว่าจะทำได้สำเร็จ 2.50% ทำไม่สำเร็จแน่นอน ส่วนความคิดเห็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง คือ ความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการนำเสนอข่าว ถ้าบริษัทแกรมมี่เข้ามาบริหารงานได้สำเร็จ 50.30% คิดว่าจะสูญเสียความเป็นกลาง 37.04% ไม่แน่ใจ 12.66% ไม่เสีย

สำหรับความคิดเห็นต่อกรณีที่บริษัทแกรมมี่เข้ามามีอำนาจบริหารงานได้แล้ว ผู้อ่านหนังสือพิมพ์มติชนและบางกอกโพสต์ ตลอดจนโพสต์ทูเดย์ ส่วนใหญ่จะเลิกอ่านหรือไม่นั้น 63.06% ไม่แน่ใจ 27.16% ไม่เลิกอ่านแน่นอน 9.78% เลิกอ่าน นอกนั้น 59.61% เชื่อว่าจะมีผู้สื่อข่าวหรือผู้บริหารหนังสือทั้งสองฉบับลาออกภายหลังบริษัทแกรมมี่เข้ามามีอำนาจ และอีก 40.39% ไม่คิดเช่นนั้น

หน้า 2


เกาะติดแกรมมี่ "ฮุบ" สื่อ ปูทางควบ "มติชน" กับ "โพสต์" สานฝันของ "อากู๋" ได้จริงหรือ?(2)

โดย นักข่าวอิสระ  กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2548

ช่วงฤดูใบไม้ผลิในปี 2002 ได้ปรากฏข่าวการประกาศ "จับคู่แต่งงาน" ซึ่งก็คือการควบกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ของอเมริกัน คือ AOL และ Time Warner Inc. ที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 1.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.6 ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับ 75% ของจีดีพีในประเทศไทย เพื่อที่จะขยายธุรกิจใน New Media ฉบับสมบูรณ์แบบ รวมทั้งขายภาพพจน์สู่การเป็น "Global Brands" ในนามผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ Time, People, Sports Illustrated และ Mad magazine โดยหวังผนึกเข้าเป็นเครือข่ายพันธมิตรด้านธุรกิจภาพยนตร์ ดนตรีและเพลง ด้วยการอาศัยข่ายโทรคมนาคมสื่อสารของ America Online (AOL) มาสนับสนุน Warner Bros. Movies ศิลปินในเครือของ Warner Music Group ที่กำลังจะออกอัลบั้มใหม่ของ Madonna ในขณะนั้น รวมทั้งขายจุดโด่งดังของธุรกิจเคเบิลทีวี HBO เจ้าของโปรแกรมภาพยนตร์-ละครบันเทิงชุด Sex and the City และ The Sopranos

แต่ในที่สุด ฝันของ Ted Turner เจ้าพ่อแห่ง CNN ผู้สร้างความฮือฮานั้นก็เกือบจะตกกระแสประวัติศาสตร์ไปเช่นกัน ในช่วง 2 ปีต่อมา เมื่อการ "จับคู่แต่งงาน" ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะแทนที่จะกลายเป็นการเพิ่มมูลค่าทางการเงิน และมูลค่าหุ้นของทั้งสองกลุ่มธุรกิจตามความคาดหวังของเจ้าของ ราคาหุ้นกลับตกต่ำลงอย่างฮวบฮาบ ฉุดเอาความมั่งคั่งหดหายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ช่วงเวลาของความพยายามจะควบกิจการ ได้สูญเสียไปพร้อมกับวันเวลาที่ได้ถูกขโมยไปด้วย

แต่สำหรับฝันกลางฤดูฝนของ "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มแกรมมี่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แม้จะได้ประกาศแผนการใหญ่เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2005 เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ธุรกิจที่เข้าถือครองสิ่งพิมพ์ เพื่อที่จะทำให้ "แกรมมี่" ก้าวสู่การเป็นผู้นำเสนอสินค้า Content Provider สมบูรณ์แบบมากที่สุดในประเทศไทย ให้ครบทุกประเภทที่มีอยู่ คือ ข่าวสารข้อมูล เพลง ภาพยนตร์ เกม และกีฬา และครบทุกด้านทั้งสาระและบันเทิงจะเป็นฐานในการขยายธุรกิจของ "แกรมมี่" ให้เติบโตรวดเร็วและมั่นคง "การเข้าไปซื้อหุ้นสิ่งพิมพ์ทั้งโพสต์และมติชน จะทำให้แกรมมี่ก้าวสู่บริษัทมัลติมีเดียครบวงจร โดยหลังจากนี้ ต้องการเข้าไปลงทุนเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์อีกหนึ่งสื่อ"

ไพบูลย์ประกาศว่า จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ได้เข้าไปซื้อหุ้นของมติชน (32.23%) และบางกอกโพสต์ (23.6%) เรียบร้อยแล้ว "ในส่วนของมติชนนั้น เมื่อคืนได้คุยกับพี่ช้าง (ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัทมติชน) ผมกับพี่ช้างรู้จักกันมานาน เมื่อวาน (12 ก.ย.) พอผมประชุมเสร็จก็โทรศัพท์หาพี่ช้าง พี่ช้างไม่อยู่ที่โรงพิมพ์ แล้วพี่เขาก็โทรกลับมา เลยนัดคุยกันสรุปสั้นๆ ว่า วันนี้ต้องแถลงข่าวร่วมกับพี่ช้างที่มติชน พอดีพี่ช้างเป็นหวัด ไม่สบาย วันนี้เลยโทรมาบอกว่า สงสัยผมคงต้องพูดไปเองคนเดียว"

ไพบูลย์ย้ำว่า "พี่ช้างยอมรับในสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง และในเมื่อที่รู้จักกันมา ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ผมก็เรียนพี่ช้างว่า ผมคงไม่เข้าไปทำให้ใครอึดอัดใจ หรือไม่สบายใจ มีอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ ก็ขอให้ตามผมเข้าไปทำ คงไม่เข้าไปเกะกะ ไม่ทำให้ใครกังวล ไม่ต้องระแวงสงสัย ไม่ต้องกังวลทั้งสิ้น ตอนที่ผมเรียนจบมา พี่ช้างและพี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งมติชน ตั้งประชาชาติรายวัน ผมก็มีโอกาสไปอยู่ใกล้ชิด ไปอยู่แถวนั้น และได้ร่วมงาน"

ส่วนเรื่องการคุยเพื่อควบรวมกิจการนั้น "ไม่ถึงขนาดนั้น ก็มีบางประเด็นที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ก็ถามพี่ช้างว่า พี่ช้างรู้สึกอย่างไร เมื่อคืนเราก็คุยกันแบบกว้างๆ ก่อน ไม่เข้าลึก ต่างคนต่างแสดงเจตนาตัวเองว่ายังไง แต่ผมก็บอกหลายครั้งแล้วว่า เจตนาผมไม่ต้องการทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ทำให้สิ่งดีๆ เสียหายไป"

"สำหรับโพสต์ต้องรอพี่สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ กลับมาจากอเมริกาก่อน จะได้ปรึกษาหารือกัน เพียงแต่มติชนจะต้องทำตามกฎก่อนว่า ต้องทำเทนเดอร์ให้ได้ 75% ก่อนถ้ามีคนขาย ถ้าเกินจากนั้นนายไพบูลย์จะซื้อเอง ส่วนโพสต์ คุณสุทธิเกียรติยังบอกว่าไม่ขาย ยังรักบางกอกโพสต์อยู่ ส่วนผมจะทำอะไรก็ตามในฐานะผู้ถือหุ้นใหม่ ผมต้องให้เกียรติผู้ถือหุ้นเก่า คงต้องรอปรึกษาหารือกับพี่สุทธิเกียรติก่อน เหตุที่ผมตัดสินใจซื้อ ผมเรียนนิเทศศาสตร์ และพิสูจน์แล้วว่า หนังสือพิมพ์เป็นสื่อเบอร์หนึ่ง ผมมีวิทยุ มีทีวี หนังสือพิมพ์เป็นสื่อหนึ่งที่มีรายได้ที่มั่นคงสุด เมื่อเทียบกับสื่ออื่น หนังสือพิมพ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี Brand Loyalty คือ ความภักดีต่อยี่ห้อสูงที่สุดอย่างหนึ่งในโลก" ไพบูลย์กล่าว

สรุปสั้นๆ ว่า สงคราม "ฮุบ" สื่อครั้งนี้ คงจะไม่จบลงด้วยฝันดีของใครคนใดคนหนึ่งแน่นอน เพราะคำแถลงในวันนี้ยังเป็นแค่เสียงพูดจาก "อากู๋" ข้างเดียวเท่านั้น


"พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร" ยัน "ชาวมติชนไม่ทิ้งบ้าน" "เราไม่สามารถให้ใครเข้ามายึดบ้านของเราได้"

มติชนรายวัน วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10051

หมายเหตุ - สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดเสวนาเรื่อง "ปรากฏการณ์แกรมมี่ซื้อหุ้นโพสต์-มติชน ธุรกิจการเมืองและเสรีภาพสื่อมวลชน?" โดยมีตัวแทนสื่อมวลชน นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมอภิปรายและรับฟังจำนวนมาก โดยนายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร กรรมการอำนวยการ บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) และประธานสภาหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้กล่าวขอบคุณพันธมิตรต่างๆ ที่ให้กำลังใจ และให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของมติชน เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

@ "พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร"

กรรมการอำนวยการ บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน)

ประธานสภาหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

เวลาเป็นนักมวย ไม่มีคู่ชก มันไม่สนุกเท่าไหร่ คู่ชกสมัยก่อนเป็นพวกอีแอบ อยู่ข้างหลังผสมโรง ซึ่งคู่ชกของมติชน คือความไม่ถูกต้อง  และสิ่งที่จะทำลายความดีงามของสังคม อะไรก็ตามที่เป็นความไม่ถูกต้องคือศัตรูคือคู่ชกของมติชน แต่ความถูกต้องคือพันธมิตรของเรา

มีคำถามว่ามติชนจะทิ้งบ้านไหม? บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทิ้งบ้าน เขามาขณะนี้ตัวเลข 32% กลุ่มของเราก็พอๆ กัน หมายความว่ากลุ่มของคุณขรรค์ชัย (บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ) ก็พอๆ กัน ยังไม่นับท่านทั้งหลายที่อยู่ที่นี้ และไม่นับศิษย์เก่ามติชน ไม่นับเพื่อนของมติชนซึ่งโทรศัพท์กันมา ผมรับโทรศัพท์แทบไม่หวาดไม่ไหว บอกจะเอาหุ้นมาให้ ไม่ใช่มาขายด้วยซ้ำไป มาเซ็นไว้ให้ มีญี่ปุ่นมีหุ้นอยู่ 25,000 หุ้น ก็จะเอามาให้เลย

ขณะนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปร้อนรน ไปตื่นเต้น ว่าเราจะต้องหนีไปอยู่ที่ไหน ของของเรา บ้านของเรา เราทำของเรามา เราแกะระเบิดมา ไปติดคุกติดตะรางมาสารพัดอย่าง มติชนไม่ใช่เพียงแค่ 2,000 ล้านบาทตามตัวเลขเท่านั้น การต่อสู้ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นมูลค่าทั้งนั้น มูลค่านี้เป็นมูลค่าของประชาชนคนอ่าน ซึ่งเราไม่สามารถให้ใครเข้ามายึดบ้านของเราได้

เราไม่ใช่ม้าอารี เราจะถอยไปนั้น ไม่ใช่ครับ คนมติชนทั้งหมดไม่เคยคิดว่าจะต้องไปออกหัวหรือไปทำที่อื่น เราทำของเรามา มติชนเริ่มต้นจากการกู้เงินมาทำอย่างนี้ จากศูนย์ จะว่าไปแล้วจากติดลบด้วยซ้ำไป เพราะหนังสือพิมพ์ประชาชาติเราถูกปิดไป เรามีหนี้สินอยู่อีกตั้งเยอะแยะ ค่ากระดาษ และหลายอย่าง เริ่มจากติดลบ เมื่อเราทำขึ้นมาเป็นหนังสือพิมพ์ของประชาชนถึงขนาดนี้ สมบัติอันนี้ไม่ใช่สมบัติของเรา หุ้นมติชนเป็นสมบัติของประชาชน 30 ปีนี่นานพอที่จะเป็นสถาบันแล้ว ผมคิดว่าเราเป็นสถาบันพอสมควร

เรื่องที่เกิดขึ้นมันเหมือนกับเราเป็นมะเร็ง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าเป็นร่างกายมนุษย์ต้องมีโรคร้ายต่างๆ เข้ามา แต่เรารู้ว่าเป็นมะเร็ง เราก็จะเอามันออกไป ฉายแสงสู้กัน

ถามว่ามีกำลังใจไหม สิ่งที่ท่านทั้งหลายให้มาในวันนี้เป็นยิ่งกว่ากำลังใจครับ ประกาศให้รู้ว่ามติชนนั้นไม่ใช่เป็นของใคร ไม่ใช่ของคุณขรรค์ชัย ไม่ใช่เป็นของผม ไม่ใช่ของผู้ถือหุ้นรายเล็กหรือรายอะไร แต่เป็นของประชาชนทั้งหมด คนที่ซื้อหนังสือพิมพ์ทุกวัน ทุกฉบับนั่นแหละครับเป็นเจ้าของมติชน

บทเรียนในครั้งนี้ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นบทเรียนให้กับสื่อทั้งหมดที่เข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งความจริงมติชนเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ได้หวังเข้าไปร่ำรวย หรือเข้าไปกอบโกยในตลาดหลักทรัพย์

การที่แกรมมี่เข้ามาอย่างนี้ ไม่มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของมติชน ยิ่งจะทำให้สดใสกราววาวมากขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น ถึงจะมีคนพยายามเข้ามาเทกโอเวอร์ในรูปแบบที่ไม่เป็นมิตร

ผมในนามผู้ก่อตั้งมติชน ขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของมติชนมาตั้งแต่เริ่มต้น ที่มาให้กำลังใจและร่วมต่อสู้ในครั้งนี้ มติชนเริ่มต้นเมื่อปี 2520 หลังเราถูกปิดหนังสือพิมพ์ประชาชาติเมื่อสมัย 6 ตุลา เรามีประวัติศาสตร์มาก่อนหน้านั้น

การที่หนังสือพิมพ์มติชนเติบโตขึ้นเป็นที่ประจักษ์ว่าเราเป็นหนังสือพิมพ์ของประชาชน ใครก็ตามที่จะเข้ามาเทกโอเวอร์ในขณะนี้ เป็นเรื่องน่าหัวเราะ เป็นเรื่องของจุดอ่อนในระบบทุน ซึ่งสามารถเข้ามาซื้อได้ในระบบของตลาด โดยที่เราไม่คิดว่าเพื่อนจะมามีเบื้องหน้าเบื้องหลัง จะมาใช้วิธีการที่ไม่เป็นมิตรอย่างนี้

หนังสือพิมพ์ในเครือมติชนทั้งหมดไม่เคยสนับสนุนสิ่งที่มันฟุ่มเฟือย สิ่งที่มันเกินเศรษฐกิจพอเพียง เหล่านี้ ไม่มีในเครือ ฉบับใดเลยที่เอ็นเตอร์เทนในทางเซ็กซ์ ในทางส่งเสริมเยาวชนไปในทางที่เสื่อมเสีย เราไม่มี

หนังสือพิมพ์มติชน ประชาชาติธุรกิจ ที่ทำหน้าที่ทางด้านธุรกิจเป็นฉบับแรก มีหนังสือพิมพ์ข่าวสด เรามีศิลปวัฒนธรรม เรามีนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เรามีเส้นทางเศรษฐี หนังสือพิมพ์ที่ออกมาล้วนเน้นทางวิชาการ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ไม่มีสักเล่มหนึ่งที่ออกไปในทางเอ็นเตอร์เทน มติชนเติบโตขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้

เราถูกเชื้อเชิญเข้าตลาดหุ้น เราไม่ได้เข้าไปเอง และเราได้แสดงให้ตลาด ประชาชน และสังคม ได้เห็นว่าไม่เคยคิดที่จะหาเงินจากตลาดหุ้น ไม่เคยคิดที่จะปั่นหุ้น หุ้นมติชนเป็นหุ้นที่ไม่มีการซื้อการขายในตลาด เพราะคนที่เก็บไว้นั้น มีความเชื่อว่าเขาเป็นเจ้าของมติชน และหวังที่จะได้เงินปันผลที่เราพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ จากเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ไม่ใช่เงินทุจริต เงินที่เราได้ถูกทำนองคลองธรรม เป็นเงินที่อยู่ภายใต้จรรยาบรรณและมโนธรรมของคนทำงานหนังสือพิมพ์

 

@ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์  ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนามูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

หากบอกว่า การที่บริษัท แกรมมี่ เข้าซื้อหุ้นของหนังสือพิมพ์มติชนและบางกอกโพสต์ เป็นเรื่องของเสรีภาพที่ทำได้ ตนคิดว่าเป็นความเข้าใจของระบบทุนนิยมแบบเถื่อนๆ ทั้งที่จริงแล้วทุนนิยมที่ถูกต้องมีกฎกติกา และไม่ได้แปลว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งประเทศไทยก็มีกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.การแข่งขันและการค้า พ.ศ.2542 ซึ่งมาตรา 26 ระบุถึงการควบรวมกิจการ ว่าห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจ อันอาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ตามที่คณะกรรมการการแข่งขันและการค้า ประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ แต่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพิกเฉยการใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต่อกรณีการซื้อหุ้นของแกรมมี่ ทั้งนี้ หากนำกฎหมายนี้มาใช้ในกรณีดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การที่คณะกรรมการการแข่งขันและการค้า จะต้องเข้ามาพิจารณาว่า การควบกิจการครั้งนี้ มีประโยชน์และผลเสียต่อสาธารณชนอย่างไร

เท่าที่ฟังการแถลงของนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่ระบุว่า ธุรกิจหนังสือพิมพ์ มีแนวโน้มในอนาคตที่ดี แม้จะโตไม่มาก แต่ก็มีกำไรพอสมควร และมีธุรกิจที่มีความมั่นคง จงรักภักดี และการทำครั้งนี้ ก็เพื่อลดความเสี่ยงของธุรกิจในเครือแกรมมี่ และอีกเหตุผลหนึ่ง คือการสร้างการหนุนเสริมกันในระหว่างธุรกิจที่มี แต่ตนได้วิเคราะห์ว่า ธุรกิจหนังสือพิมพ์นั้น เป็นที่รู้กันว่าไม่ได้โตเร็ว ในขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับสื่อที่โตเร็วที่สุด คือสื่อวิทยุ ถ้าเราดูในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ค่าจีดีพีโตร้อยละ 1 แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การโฆษณาทางวิทยุ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 โทรทัศน์ร้อยละ 3 และหนังสือพิมพ์ประมาณร้อยละ 1 และในส่วนของกำไรนั้น หากดูจากงบดุลของบริษัทเครือมติชน จะพบว่ากำไรมีเพียง 103 ล้านบาท ในขณะที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) มีกำไร 323 ล้านบาท สูงกว่ากำไรของมติชนประมาณ 3 เท่า ซึ่งทำให้เห็นว่า เรื่องของกำไรนั้นไม่ใช่เหตุผลสำคัญ

ส่วนเรื่องการลดความเสี่ยงที่นายไพบูลย์อ้างนั้น การกระจายความเสี่ยงโดยทั่วไปจะต้องหาธุรกิจที่มีลักษณะอ่อนไหว ต่อสภาพเศรษฐกิจ ที่แตกต่างกัน ถ้าเกิดธุรกิจหนึ่งโตตามเศรษฐกิจ ก็ต้องหาธุรกิจอีกอย่างหนึ่ง ที่โตสวนทางกับเศรษฐกิจ มาสร้างความสมดุล ซึ่งธุรกิจสื่อในเครือแกรมมี่ มีรายได้ส่วนใหญ่จากการโฆษณาเช่นเดียวกับมติชนและบางกอกโพสต์ จึงกระจายความเสี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้น เหตุผลที่ต้องการกระจายความเสี่ยงนั้นฟังไม่ขึ้นในทางวิชาการ

ในเวลาเดียวกัน ธุรกิจหนังสือพิมพ์นั้น ยังมีความเสี่ยงเพิ่มจากธุรกิจที่นายไพบูลย์ทำ ที่ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับรัฐ ซึ่งถ้ารักษาความสัมพันธ์กับรัฐที่ดี รักษาสัมปทานกับรัฐได้ดี ก็จะสามารถเติบโตได้ ส่วนการที่ธุรกิจหนังสือพิมพ์ มีความเสี่ยงเพิ่มที่เห็นได้ชัด คือเรื่องต้นทุนกระดาษสูงขึ้น ที่ทำให้ราคาหนังสือพิมพ์สูงขึ้น และที่สำคัญ คือความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง เพราะตอนนี้มติชนมีคดีการฟ้องร้องกัน 30 คดี ถ้าเกิดเราต้องการลดความเสี่ยง ทำไมต้องไปซื้อธุรกิจที่มีความเสี่ยง แอบแฝงจากการถูกฟ้องร้อง แต่ถ้ามั่นใจว่าจะลดความเสี่ยงส่วนนี้ได้ ก็น่าจะมาจากการที่มั่นใจว่า อยู่ใกล้กับอำนาจรัฐ และสามารถเคลียร์คดีฟ้องร้องต่างๆ ได้

การที่นายไพบูลย์อ้างว่า ต้องการเป็นสื่อครบวงจรแบบบูรณาการ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จริง คือการเกื้อหนุนกันระหว่างสื่อทุกสื่อที่หวังพึ่งโฆษณา เมื่อมีการควบรวมกิจการ จะทำให้แกรมมี่มีอำนาจต่อรองกับผู้ที่ต้องการซื้อโฆษณาได้มากที่สุด เพราะมีสื่อทุกอย่าง และจะกระทบต่อไปยังผู้บริโภคปลายทาง ซึ่งนำไปสู่ประเด็นพิจารณาความเสี่ยง

ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมจากกรณีนี้ ประการแรกถ้าแกรมมี่ควบรวมกิจการกับมติชนและโพสต์แล้ว จะเป็นกลุ่มบริษัทที่ผลิตหนังสือพิมพ์รายวันรายใหญ่ อันดับ 2 รองจากไทยรัฐ ที่มีสัดส่วน 34% เพราะเมื่อรวมข่าวสดและมติชน จะเป็น 28% ประการที่ 2 กรณีหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ จะครองตลาดอันดับ 1 เนื่องจากบางกอกโพสต์ มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 60 ประการที่ 3 จะทำให้กลายเป็นอันดับที่ 1 ในกลุ่มหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ที่มีประชาชาติธุรกิจอยู่แล้ว 30% นี่คือกรณีที่ยังไม่นับรวมโพสต์ทูเดย์ ประการที่ 4 ในส่วนตลาดหนังสือสุดสัปดาห์ ก็จะเป็นอันดับหนึ่ง คือมติชนสุด ที่ขาย 1.2 แสนฉบับ ครองตลาด 75% เมื่อบวกกับการที่แกรมมี่ มีสถานีวิทยุ 6 สถานี และประกาศจะขยายทีวีและวิทยุให้ใหญ่ขึ้น หลังการมี กทช.และ กสช.สมบูรณ์แบบ ซึ่งจะทำให้เป็นยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ในหนังสือพิมพ์รายวันภาคภาษาไทย และอันดับ 1 ในหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ และเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในภาควิทยุŽ

ธุรกิจดังกล่าวจะสามารถเข้าถึงคนชนชั้นกลางมาก เพราะ 75% ของผู้อ่านมติชน คือข้าราชการ พนักงานบริษัท พนักงานรัฐวิสาหกิจ แพทย์ ผู้บริหาร วิศวกร เช่นเดียวกับข่าวสด 80% ส่วนประชาชาติธุรกิจ เข้าถึง 90% ขณะที่มติชนสุดสัปดาห์ ยังเข้าถึงกลุ่มนิสิตนักศึกษาได้อีกด้วย 80% ถ้าเกิดมีการควบรวมกัน ตามที่นายไพบูลย์กล่าวอ้างถึงข้อดีนั้น ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ฟังขึ้น คงจะมีแต่อำนาจต่อรองสูงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกับผู้ซื้อโฆษณา และสร้างส่วนแบ่งตลาดได้มหาศาล และจะเกิดปัญหาการผูกขาดตัดตอนในระบบสื่อ 3 รูปแบบคือ

1.การผูกขาดในแนวนอน คือมี น.ส.พ. 5 ฉบับ ผนวกกัน 2.การผูกขาดในแนวดิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่จีเอ็มเอ็มทำอยู่แล้ว คือการผลิตเทป ซีดีเพลง แล้วไปเปิดในสถานีวิทยุ ที่ตัวเองได้สัมปทานจำนวนมาก จึงทำให้ปริมาณเพลงที่เปิดของแกรมมี่มีสูงกว่ามาก โดยที่ผู้ฟังแทบจะไม่ได้ยินค่ายเพลงอิสระเลย จะส่งผลให้เกิดการผูกขาดในตลาดเทปและซีดี ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของทีดีอาร์ไอ และ 3.การผูกขาดข้ามสื่อซึ่งน่ากลัวมาก ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคุมได้มากขนาดนี้ ถ้าคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าทำงานได้ จะต้องนำมาพิจารณากัน ถ้าซื้อได้ เป็นการคุมสื่อได้มาก และเมื่อคิดว่าทีวีทุกช่องรัฐคุมได้หมด นี่คือทำนบสุดท้ายแล้ว ถ้ากั้นไว้ไม่ได้ ความเสียหายก็จะตกอยู่กับประชาชน

ดังนั้น ข้อเสนอ 1.เรียกร้องต่ออากู๋ ที่บอกว่ารักมติชนและบางกอกโพสต์ ถ้ารักกันจริงอย่าไปยุ่งกับเขาให้เขาอยู่เฉยๆ 2.ขอเรียกร้องต่อนายทุนในสังคมไทย ครั้งนี้ยังไม่จบแม้เครือมติชนทัดทานได้ แต่คาดหมายได้ว่าถ้ามีเบื้องหลังการเมือง จะมีการกดดันในรูปอื่นตามมา เช่น โฆษณา มติชน มีโฆษณารายใหญ่ 25 ราย ขอให้มองยาวๆ 3.ขอเรียกร้องกับคอลัมนิสต์ นักเขียนอิสระ นักวิชาการ ที่ไม่ได้อยู่ประจำกอง บ.ก. อยากเห็นคอลัมนิสต์อิสระ เช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ นายวรากรณ์ สามโกเศศ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกัญชร ให้รวมตัวกัน แล้วประกาศจุดยืนว่า ถ้าเทกโอเวอร์สำเร็จจะเลิกเขียนให้ผู้บริหารชุดใหม่

4.หน่วยงานด้านสื่อ เช่น สภาการหนังสือพิมพ์ฯ จะต้องเป็นแกนกลาง ในการรวมตัวกันสร้างความเป็นปึกแผ่นของสื่อเข้าด้วยกัน เพราะมีอีกหลายเรื่อง เช่น เรื่องหมิ่นประมาท ให้ เฟรนด์ส ออฟ เพรส หรือกลุ่มที่รวมกัน ร่วมมือกับสภาการฯ เช่น การฟ้องร้องจากฝ่ายการเมือง อย่างกรณีคุณสุภิญญา กลางณรงค์ เราต้องช่วยเป็นพยานในชั้นศาล และไปร่วมขุดคุ้น ช่วยกันตีพิมพ์ขนานใหญ่ 5.ถ้ามีการเทกโอเวอร์ได้สำเร็จ ให้ผู้บริโภคร่วมกันบอยคอตหนังสือพิมพ์เลิกซื้อ น.ส.พ.เหล่านี้ เพราะส่วนมากผู้อ่านจะซื้อตามแผง มากกว่าการเป็นสมาชิก และ 6.หากเทกโอเวอร์สำเร็จ ก็คงจะถึงจุกสำคัญที่ทั้ง 2 บริษัท จะต้องใช้กลยุทธ์พระเจ้าตากตีฝ่าวงล้อมออกมา คือผู้เทกโอเวอร์ได้แค่หัว น.ส.พ. ที่ดิน แท่นพิมพ์ และตึกไป แต่ไม่ได้จิตวิญญาณของพนักงานในกองบรรณาธิการ ดังนั้น สมมุติมติชนมีมูลค่า 3 พันกว่าล้าน ก็จะเป็นทรัพย์สินของมติชน 1,600 กว่าล้าน แต่ยังมีความน่าเชื่อถือ ความนิยม กู๊ดวิว มูลค่า 1,600 ล้านบาท ถ้าอากู๋ซื้อไป ก็จะได้ไปแค่ 1,600 ล้านบาทเท่านั้น

หน้า 2


องค์กรวิชาชีพฯแถลงการณ์ ผนึกสื่อทุกแขนงต้านครอบงำ

มติชนรายวัน วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10051

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และกลุ่มพันธมิตรสื่อมวลชน ได้หารือกันถึงกรณี บริษัท จี เอ็ม เอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้นของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จำนวนมาก และเห็นว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ ของสาธารณะและการกำหนดนโยบาย การเสนอข่าวสารของสื่อในบริษัททั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ระดับชาติถึง 5 ฉบับ นับเป็นเรื่องที่อันตรายยิ่ง

แม้ผู้บริหารบริษัท จี เอ็ม เอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) จะยืนยันว่าการลงทุนดังกล่าวทางธุรกิจธรรมดา ไม่มีวาระซ่อนเร้นแอบแฝงทางการเมือง หรือเป็นตัวแทนของนายทุนการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใด แต่หากการเข้าควบคุมกิจการเป็นไปตามทิศทางข้างต้นจะส่งผลให้ บริษัท จี เอ็ม เอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ควบคุมสถานีวิทยุรายการโทรทัศน์ สื่อหนังสือพิมพ์หลัก ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หนังสือพิมพ์ธุรกิจ หนังสือพิมพ์แนวข่าวการเมืองและหนังสือพิมพ์ทั่วไป เท่ากับเกิดการครอบงำสื่อมวลชนในประเทศขนาดใหญ่ อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อนโยบายการนำเสนอข่าวสารของหนังสือพิมพ์เหล่านั้นแน่นอน เพราะไม่มีนักลงทุนรายใดที่ลงทุนโดยไม่หวังเข้ามากำหนดทิศทางการบริหารจัดการภายในองค์กร

ดังนั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จึงพร้อมยืนหยัดเคียงข้างองค์กรทั้งสองเพื่อให้หนังสือพิมพ์ทั้ง 5 ฉบับสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของสาธารณะได้อย่างเข้มแข็งดังที่เคยเป็นมา และจะร่วมกับสื่อมวลชนทุกแขนงธำรงไว้ ซึ่งความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้สาธารณชนช่วยกันติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเชื่อมั่นว่า ความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการเท่านั้น จึงจะทำให้สื่อมวลชนสามารถรักษาผลประโยชน์สาธารณะเอาไว้ได้

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันว่าจะร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพทั้งมวลในการติดตาม เฝ้าระวังและผลักดันให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า ผลประโยชน์สาธารณะจะไม่ถูกทำลาย หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองหรือประนีประนอมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้น

หน้า 2


"ก้องเกียรติ โอภาสวงการ" ชำแหละแผนแกรมมี่ซื้อ "มติชน"

มติชนรายวัน วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10051

"ฝั่งที่จะซื้อก็ต้องคิดหนักว่าจะทำอย่างไร เพราะราคาหุ้นสูงขึ้นไป รวมทั้งมีกระแสสังคมต่อต้าน"

เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา สถานีวิทยุ 94 เมกะเฮิร์ตซ์ รายการ "เจาะลึกทั่วไทย" ของจีจีนิวส์ เน็ตเวิร์ค ได้สัมภาษณ์นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ นายกสมาคมนักวิเคราะห์ ถึงกรณีที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) เข้าซื้อหุ้นบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน)

=เรื่องที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม ซื้อหุ้นมติชนได้ถึงกว่า 30% จะพอสรุปอะไรได้บ้าง

มองเป็น 2 ข้าง ข้างผู้ซื้อคือ แกรมมี่ เป็นบริษัทที่ไม่ค่อยมีหนี้สิน เงินสดเหลือเยอะ ขณะเดียวกันธุรกิจแกนคือ ซีดี ก็มีการเติบโตถึงจุดที่เรียกว่าอาจจะจำกัด อิ่มตัว เพราะการแข่งขันสูงและมีการก๊อบปี้กันมาก เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าในแง่นักธุรกิจ หลักๆ คือจะทำอย่างไรจะต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้านสาระต่างๆ สาระบันเทิง ที่เรียกว่า content ได้ ในอดีต แกรมมี่ก็เคยเข้าไปลองซื้อหุ้นเคเบิลทีวี หลายปีมาแล้ว ตอนนี้ยังชื่อ ไอบีซี ที่เข้าไปซื้อร่วมกับช่อง 7

=ไปร่วมลงทุนกับชินวัตร

ไม่ครับ ซื้อจากชินวัตร ซึ่งตอนนั้นผมเป็นที่ปรึกษาทางการเงินฝั่งชินวัตรในการขายหุ้นให้แกรมมี่ ก็ต้องเรียกว่าเป็นรายการที่ไม่ใช่พันธมิตร เพราะคนขายคือกลุ่มชิน คนซื้อคือช่อง 7 และแกรมมี่ เคาะตัวเลข เพราะทั้ง 2 ฝ่ายเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ในที่สุดอากู๋ (นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน)) ก็ขายทิ้งไป เพราะว่าผลประกอบการตอนนั้นก็ยังขาดทุนอยู่

แล้วอากู๋เคยบอกว่าอยากซื้อหนังสือพิมพ์ และถ้าดูจากวิธีการทำธุรกิจของแก ก็ต้องบอกว่าแกชอบซื้อของสำเร็จรูป มากกว่าสร้างใหม่ ยกตัวอย่างแม็กกาซีนต่างประเทศ ก็ซื้อหัวนอกมา

นี่เป็นแง่คนทำธุรกิจทั่วไป ทำอย่างไรจะต่อยอดคอนเทนต์กิจการที่มีอยู่ มองไปมองมาก็เห็น 2 บริษัทนี้

=ไม่คิดว่ามี agenda (เป้าประสงค์) ทางการเมือง ไม่คิดว่ามี agenda พิเศษตามที่มีการตั้งข้อสงสัยกัน

ความเห็นส่วนตัว ดูจากพฤติกรรมในอดีต และอันที่สอง แกรมมี่ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การที่เอาเงินประชาชนมาซื้อหุ้นโดยมี agenda ทางการเมือง ผมคิดว่าตอบคำถามผู้ถือหุ้นรายย่อยของแกรมมี่ไม่ได้ นี่ชัดเจน ผมคิดว่าคงไม่มีใครทำอย่างนั้น แต่ถ้ามีเงินส่วนตัวก็อีกเรื่องหนึ่ง

และก็อีกอย่างหนึ่ง ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในที่สุดผู้บริโภค ถ้าเปลี่ยนจุดยืนไปมากๆ ถ้าคนไม่อ่านล่ะครับ อันนี้เป็นข้อคิด และเป็นจุดอันตราย การเปลี่ยนจุดยืนของหนังสือพิมพ์ ถ้าซื้อไปแล้วเกิดไปทำอะไร ขัดกับความต้องการผู้บริโภค คนไม่อ่าน โฆษณาก็ไม่ไหว

เพราะฉะนั้นแง่คนทำธุรกิจ การที่ไปเปลี่ยนโดยที่มีแรงต่อต้านทางสังคมมากมาย คงไม่ใช่วิธีการที่ฉลาด

=วิเคราะห์สถานการณ์นี้อย่างไร ที่วันนี้เริ่มบานปลายไป เกิดการต่อต้านและไม่ยอมร่วมสังฆกรรมกัน ตั้งป้อมสู้กัน

ผมคิดว่าเป็นการต้านการเทกโอเวอร์ เป็นเรื่องปกติในธุรกิจทั่วไป แต่เผอิญกรณีนี้เกี่ยวกับสื่อพอดี ทำให้ผมคิดถึงกรณีไอทีวีในอดีตเหมือนกัน ช่วงแรกมีการต่อต้าน และคิดว่าระยะยาว คิดว่าผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินว่าจะดูไม่ดูทีวีช่องนี้ ไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นแรงต่อต้านมีแน่นอน

=สื่อสิ่งพิมพ์แตกต่างจากธุรกิจอื่น เป็นสิ่งที่สังคมยึดโยงเป็นที่พึ่งในหลายสถานการณ์ จะมีความผูกพันค่อนข้างมาก ประเด็นคือจะนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายอย่างไร

ผมคิดว่าก็คงสู้กัน เท่าที่ดูตอนนี้ เพราะฝั่งที่ถูกซื้อก็คงไม่ยอม มีแรงต่อต้านชัดเจน ก็คงต้องระดมคนมาซื้อหุ้น ขณะที่ฝั่งที่จะซื้อก็ต้องคิดหนักว่าจะทำอย่างไร เพราะราคาหุ้นสูงขึ้นไป รวมทั้งมีกระแสสังคมต่อต้าน

=ตรงนี้จะเป็นผลเสียของแกรมมี่ไหม เพราะสังคมตอนนี้ลามถึงปลุกระดมให้คนแอนตี้สินค้าแกรมมี่ หลายคนวิเคราะห์ว่าการเทกโอเวอร์มติชนได้ไม่คุ้มเสีย

ก็อาจเป็นไปได้ ขึ้นกับประชาชนส่วนใหญ่ เพราะแกรมมี่ก็เป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้าประเภทสาระบันเทิง

=ถ้ามองในแง่มติชน มันเกิดอะไรขึ้น ถึงได้กะพริบตาทีเดียวอากู๋เข้ามาถือหุ้นได้ถึงกว่า 30%

อันนี้ไม่ยาก ถ้ามองทั้งโพสต์และมติชน อันที่หนึ่งคือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้นไม่ถึง 50% ผู้ถือหุ้นถือแบบหลวมๆ ส่วนใหญ่จะกระจาย ทั้งโพสต์และมติชนเป็นหุ้นบลูชิพเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมื่อต่างประเทศมาชอบซื้อเก็บไว้ จึงเห็นรายชื่อผู้ถือหุ้นต่างประเทศหลายกองทุน คนละนิดละหน่อย การรวบรวมมาก็ไม่ยาก ก็ใช้โบรกเกอร์ต่างประเทศไปรวบรวมมา อันที่สองคือ เป็นบริษัทที่หนี้สินน้อย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ดีสำหรับคนที่อยากจะซื้อ อันที่สามก็เป็นแบรนด์ที่ติดตลาด ประเด็นที่สี่เชื่อว่าผู้ซื้อซื้อไปแล้วทำกำไรเพิ่มได้ในแง่ธุรกิจ

=การที่มติชนเป็นแบรนด์ที่มีรอยัลตี้สูง การที่อากู๋มาซื้อหุ้นกว่า 30% แต่ถ้าดาบเดียวแล้วไม่ชนะเลย โอกาสแพ้นี่เกินครึ่งหรือเปล่า แล้วอากู๋มีโอกาสเจ็บตัว?

คิดว่าทางที่ดีที่สุดคือต้องมานั่งคุยกัน ผมเผอิญเข้าไปเกี่ยวข้องกับบางดีลในอดีตที่ซื้อขายกิจการอย่างไม่เป็นมิตร ในที่สุดแพ้ทั้งคู่ ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น

=ถ้าจะให้คำแนะนำแกรมมี่ จะแนะนำอย่างไร

อันที่หนึ่ง คือเรื่องกองบรรณาธิการต้องเหมือนเดิม อันนี้คือสิ่งที่สังคมต้องการ ส่วนการถือหุ้น ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าถือมากเกินไป แต่ปัญหาคือถูกเกณฑ์กติกาบังคับแล้วว่าถ้าเกิน 25% ต้องรับซื้อเพิ่ม อันนี้กรณีมติชน แต่การรับซื้อเพิ่มผมคิดว่าคงมีทางออกในวันหลังว่าจะเกลี่ยกันอย่างไรให้อีกฝั่งหนึ่ง ฝั่งผู้ถือหุ้นใหญ่มติชน อาจเป็นทางออกในวันข้างหน้า

แต่ถ้าต่างคนต่างรบกันไป หนึ่งจะจบที่ซื้อของแพงขึ้นทั้งสองฝ่าย กรณีสหธนาคารในอดีตเป็นตัวอย่างถ้าจำได้ สองกลุ่มไล่ซื้อหุ้นกันจนราคาสูงมาก

=การที่อากู๋จะทำเทนเดอร์ที่ 11.10 บาท แต่หุ้นมติชนไล่ไปถึง 13-14 บาท ใครเป็นคนไล่ราคาขึ้น

มือที่สามก็มี นักฉวยโอกาสทั้งหลาย ที่เห็นว่ากรณีที่ซื้อขายแบบไม่เป็นมิตร โอกาสที่ราคาจะสูงก็มี และจริงๆ แล้วอยากจะย้ำว่าการตั้งโต๊ะสู้ จะจบที่ราคาแพงทั้งคู่

หน้า 20


นักวิชาการชี้ทางรอด "อากู๋" ต้อง"ถอย" ทำลายภาพลักษณ์ "แกรมมี่"

มติชนรายวัน วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10051

"ประเวศ"ชี้ทุนนิยมใหญ่ "เด็ดยอดสิ่งมีคุณค่า" ปชป.ออกกฎคุ้มกัน"ฮุบ" หนุนมติชนยังเนืองแน่น

พลังสื่อ -บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ร่วมจับมือประสานใจภายหลังเสร็จสิ้นการเสวนา "จับตาแกรมมี่ฮุบมติชน-โพสต์ ธุรกิจการเมือง-เสรีภาพสื่อมวลชน" ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 กันยายน

สื่อรวมพลังป้องสิทธิเสรีภาพ ฝ่ายค้านยื่นกระทู้ถามรัฐบาลสงสัยเบื้องหลังซื้อหุ้น"มติชน-โพสต์" รมช.คลังปัดอ้างไม่มีสัญญาณ สุดารัตน์ยัน"ทักษิณ"ไม่เกี่ยว นักวิชาการจำแนกทุนนิยมเถื่อนๆ หมอประเวศวอนสังคมต้องช่วยจับตาการเทกโอเวอร์ เสื่อมเสียศีลธรรมหรือไม่

ความคืบหน้ากรณีนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหารบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้นบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 32.23 เปอร์เซ็นต์ และบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน) สัดส่วน 23.60 เปอร์เซ็นต์ โดยนายไพบูลย์ตั้งเป้าจะซื้อหุ้นบริษัทมติชนให้ได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พรรคประชาธิปัตย์ยื่นกระทู้สดต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสอบถามรัฐบาลถึงแนวทางการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกิจการประเภทสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของสาธารณชน เพื่อป้องกันการผูกขาดหรือครอบงำ นอกจากนี้ยังแสดงความสงสัยมีการเมืองเข้ามาพัวพัน พร้อมกับเสนอร่างกฎหมายคุ้มครองกิจการสื่อสาร

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังยืนยันต่อที่ประชุมสภาผู้แทนฯว่า รัฐบาลไม่ได้อยู่เบื้องหลังอย่างที่เข้าใจกัน ทั้งนี้การซื้อขายดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์

ส่วนที่วุฒิสภานั้น คณะกรรมาธิการการปกครองของวุฒิสภา ออกแถลงระบุการซื้อขายหุ้นของสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งของบริษัทมติชน และบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง นั้น จะส่งผลต่ออิสรภาพในการเสนอข่าวของสื่อมวลชน ทำให้ข้อมูลไม่เป็นจริง อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ขณะที่ตัวแทนพรรคการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรประชาชนและนักธุรกิจยังคงเดินทางไปให้กำลังใจพนักงานบริษัทมติชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการจัดเสวนาของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยต่อปรากฏการณ์ซื้อหุ้นสื่อสิ่งพิมพ์ 2 ค่าย พร้อมๆ กัน มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดกันอย่างกว้างขวาง โดยนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ เรียกร้องให้บริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย ยุติการซื้อหุ้น และยังชี้ให้เห็นว่า ทุนนิยมที่ถูกต้องต้องมีกฎกติกา ไม่ได้หมายความว่าใหญ่แล้วอยากทำอะไรก็ได้

@ วงเสวนาระบุสื่อโดนคุกคามหนัก

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดเสวนาเรื่อง "ปรากฏการณ์ แกรมมี่ซื้อหุ้นโพสต์-มติชน ธุรกิจการเมืองและเสรีภาพสื่อมวลชน?" โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย นายมานิจ สุขสมจิตร อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์, นางพันธ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม, นายพิภพ ธงไชย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.), นางดรุณี หิรัญรักษ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)

นายมานิจกล่าวว่า การคุกคามสื่อครั้งนี้จะหนักกว่าที่ผ่านมา พอได้ข่าวมีแต่ความรู้สึกวิตกกังวล แต่พอความชัดเจนเกิดขึ้น มีความสลดหดหู่มาก ที่สภาพการเป็นอย่างนี้ ขอเรียนว่า เป็นธรรมดาของฝ่ายบริหารที่อยากจะเข้ามาครอบนำสื่อมวลชน มี 4 วิธีการ คือ 1.เพื่อจะมีอำนาจสั่งซ้ายหันขวาหันได้ 2.อำนาจเผด็จการทุบแท่น จับนักหนังสือพิมพ์หัวแข็งไปฆ่าทิ้ง ทำร้ายร่างกายบ้าง 3.ใช้วิธีบีบทางตรงและทางอ้อม ไปบอกบริษัทโฆษณาไม่ให้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์นั้นๆ 4.ให้คนของพรรคการเมืองเข้าไปซื้อหุ้น เมื่อซื้อได้หุ้นใหญ่สามารถบงการได้ทุกสิ่งทุกอย่าง

"วิธีการอย่างหนึ่งในสี่ข้อก็มาเกิดขึ้นในประเทศไทย ขณะนี้มีใครคนหนึ่งบอกว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซง เขาลงทุนไปเป็น 1,000 ล้าน มีแต่คนบ้าที่ทำอย่างนั้น ฉะนั้นต้องช่วยกันในทางที่จะทำได้ คือกระจายหุ้นออกไปให้ใครต่อใครถือ เพื่อจะไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาถือหุ้นใหญ่อยู่เพื่อที่จะมีอำนาจครอบนำ" นายมานิจกล่าว

@ ร้องขอ"แกรมมี่"หยุดซื้อหุ้นแค่32%

นางพันธ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร กล่าวว่า การเข้ามาแทรกแซงสื่อครั้งนี้ไม่ใช่หนแรก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้เราไม่ได้เผชิญกับแกรมมี่ แต่เผชิญอยู่กับกระแสแนวคิดทางธุรกิจที่เข้ามาควบคุมกิจการอย่างไร้น้ำใจ และที่สำคัญอย่างยิ่งอย่าปล่อยให้แกรมมี่สัญญาปากเปล่าว่าไม่เข้าแทรกแซง ต้องทำสัญญาประชาคม และขอร้องให้แกรมมี่หยุดการซื้อหุ้นแค่ 32 เปอร์เซ็นต์

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ สื่อเป็นอาวุธทางการเมือง สื่อเป็นอาวุธทางการค้าในหลายประเทศ อย่าให้เรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย คิดว่าน่าจะมีการล่ารายชื่อ 5 หมื่นชื่อสำหรับคนรับมติชน เพื่อร่างกฎหมายคุ้มครองสื่อขึ้นมา

@ "พิภพ"เชื่อการเมืองเข้ามาแทนที่

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กล่าวว่า ในฐานะเป็นศิษย์เก่ามติชน ไม่อยากสูญเสียหนังสือพิมพ์ดีๆ ไป การเข้ามาของนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่บอกว่าไม่คิดเข้ามาบริหาร แต่การเข้ามาควบคุมกิจการมติชน หรือการซื้อหุ้นของบางกอกโพสต์ก็ดี สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่เขาต้องการมากมายมหาศาล ไม่ใช่ว่าเข้ามาเอาเงินมาลงทุน ทำไมต้องกู้เงินถึงสองพันล้านมาลงทุน และเป็นการลงทุนโดยไม่ทำอะไรเลย

นายเจษฎ์ โทณะวนิก กล่าวว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช้การต่อสู้เพื่อมติชนอย่างเดียว แต่เป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประชาชนด้วย เพราะเสรีภาพของสื่อ ก็คือเสรีภาพของประชาชน

นายพิภพ ธงไชย กล่าวว่า ในกลุ่มเครือมติชนมีนักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการมืออาชีพมากที่สุด ถ้าเครือมติชนแพ้ คิดว่าประเทศไทยมีปัญหาทันที นายไพบูลย์คิดผิด ถึงจะบอกว่าเข้ามาควบคุมกิจการโดยไม่มีวาระซ่อนเร้น แต่นานๆ ไปการเมืองจะเข้ามาแทนที่แน่นอน

@ หวั่นสิทธิเสรีภาพโดนฉกฉวย

นางดรุณี หิรัญรักษ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญ วันประวัติศาสตร์ของวงการสื่อมวลชน เป็นเหตุการณ์วิกฤต กว่าสินามิ เหตุการณ์ภาคใต้วิกฤตแล้ว แต่สิ่งที่พูดกันวันนี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะมติชน บางกอกโพสต์ หรือแกรมมี่ฯ แต่กำลังพูดถึงสิทธิเสรีภาพกับความชอบธรรมของประชาชนที่กำลังถูกฉกฉวยไป โดยอำนาจทุนและอำนาจเงิน มโนธรรมการใช้กฎหมายประกอบธุรกิจ ขอถามกลับไปผู้ที่เข้ามาควบคุมกิจการ สามารถตอบคำถามสังคมได้ไหม

"ดิฉันเชื่อแน่ว่านักวิชาการนิสิต-นักศึกษาคงไม่หยุดตรงนี้ นี่คืออนาคตของชาติ ของวิชาการที่ร่ำเรียนอีกหน่อยคงต้องเปลี่ยนแปลงหลักสูตรนิเทศศาสตร์ หากปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เรายอมไม่ได้ต้องสู้ต่อ ถ้ามติชนถูกครอบงำถูกครอบครองแล้วจะเหลืออะไร ขอเรียกร้องผู้ที่เข้ามาควบคุมกิจการถอยได้ถอยเถอะ เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติ เห็นแก่สังคม เห็นแก่วิชาการ เห็นแก่วิชาชีพที่เราต้องรักษาไว้" นางดรุณีกล่าว

@ ทีดีอาร์ไอจำแนก"ทุนนิยม"เถื่อนๆ

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กล่าวว่า ขอแยกแยะวิเคราะห์ในแง่เศรษฐศาสตร์ ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาการเข้ามาควบคุมกิจการ มติชน บางกอกโพสต์ จะมีคำพูดเป็นสิ่งที่ทำได้เพราะเป็นเสรีภาพในระบบทุนนิยม ตนคิดว่าเป็นความเข้าใจระบบทุนนิยมแบบเถื่อนๆ เพราะทุนนิยมที่ถูกต้องแล้วเป็นทุนนิยมที่มีกฎ กติกา ทุนนิยมไม่แปลว่าคุณใหญ่แล้วอยากจะทำอะไรก็ได้

"แม้กระทั่งในกฎหมาย นอกจากฎหมายรัฐธรรมนูญยังมีกฎหมายที่เป็นระดับพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 พ.ร.บ.นี้มีมาตราหนึ่งที่สำคัญมากก็คือมาตราที่ 26 ที่พูดถึงการควบรวมกิจการ จะเห็นว่ามีกฎมีกติกาอยู่แต่ เหตุใด พ.ร.บ.นี้จึงไม่ได้ถูกนำมาใช้ในกรณีนี้ คำตอบก็คือ รัฐบาลทักษิณได้เพิกเฉยการใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะมาตราที่ 25 และมาตราที่ 26 สาเหตุที่ใช้ไม่ได้เพราะมาตราที่ 26 นี้ได้กำหนดให้การควบรวมกิจการที่เข้าลักษณะที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ประกาศออกมานั้นจะต้องขออนุญาตก่อน จะเห็นว่าโดยหลักทุนนิยมแล้วในทุกประเทศที่เป็นทุนนิยมที่มีอารยจะมีกฎกติกาไม่ได้แปลว่า การควบรวมกิจการใดๆ ก็จะทำได้" นายสมเกียรติกล่าว

@ ปชป.กังขา"รบ."อยู่เบื้องหลัง

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กระทู้ถามสดกรณีบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) และบริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด(มหาชน) ว่า อยากทราบแนวทางของรัฐบาลกรณีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพราะไม่ใช่บริษัทปกติธรรมดา แต่มีสถานภาพความเป็นสื่อมวลชนเป็นผลประโยชน์ของสาธารณชน ทั้งที่ในต่างประเทศได้กำหนดไว้ว่าการซื้อกิจการสื่อข้ามประเภท ทั้งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการผูกขาดและป้องกันการถูกครอบงำ แต่สำหรับประเทศไทยรัฐมนตรีคงทราบดีว่าธุรกิจของสื่อไม่น่าลงทุนทางธุรกิจ

นายอลงกรณ์กล่าวว่า มีการวิเคราะห์ในสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ก.ล.ต.) ว่า ไม่น่าคุ้มค่าทางธุรกิจแต่อาจเป็นการหวังผลทางการเมือง จึงอยากให้มองเป็นประเด็นสาธารณะ เกี่ยวข้องกับการเมืองและรัฐบาล โดยเบื้องหลังของการฮุบหนังสือพิมพ์สองค่าย ดังนั้น รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะผลตอบแทนไม่น่าลงทุน

@ เสนอร่างกม.คุ้มครองกิจการสื่อสาร

นายอลงกรณ์กล่าวว่า รัฐมนตรีควรตอบให้ได้ว่าการฮุบกิจการทั้งสองค่ายเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือไม่ เพราะครั้งหนึ่งเคยคิดจะซื้อหุ้นทีมฟุตบอลสโมสรลิเวอร์พูลของอังกฤษ แต่ปัจจุบันได้แค่ลูกฟุตบอลลิเวอร์พูลไม่ใช่สโมสร และความเสียหายของรัฐที่เกิดขึ้น เช่นกรณีที่รัฐบาลลดค่าต๋งต่อไอทีวี ซึ่งมีบริษัทผู้ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจมาซื้อ ความหวั่นเกรงดังกล่าวจึงเกิดขึ้น หากมีการฮุบสื่อทั้งสองค่ายได้สำเร็จแล้วความเป็นกลางทางการเมืองและความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น รัฐบาลมีแนวทางและความชัดเจนให้ ก.ล.ต.จำแนกกิจการสื่อ ซึ่งเป็นประโยชน์สาธารณะต่างจากกิจการธุรกิจที่หวังผลกำไรไว้อย่างไร

"วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่ามีความพยายามฮุบหนังสือพิมพ์ที่มีความน่าเชื่อถือ แต่อาจไม่เป็นที่พอใจของรัฐบาล เพราะล่าสุดได้เจาะข่าวการคอร์รัปชั่นของผู้ใกล้ชิดรัฐบาลจนถูกฟ้องร้อง ซึ่งการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทมติชน เชื่อว่าต้องมีสัญญาณจากรัฐบาลที่ต้องการฮุบหนังสือพิมพ์ ดังนั้น หากไม่หวังฮุบจริง คณะรัฐมนตรีต้องกำหนดแนวทางของ ก.ล.ต.ว่าหากเป็นกิจการสื่อมวลชน ต้องห้ามซื้อข้ามกิจการเพื่อป้องกันการผูกขาด และวันนี้รัฐสภา ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ที่ผ่านงานด้านสื่อจำนวนมาก ควรประชุมร่วมกันเพื่อยกร่างกฎหมายคุ้มครองกิจการสื่อสาร"นายอลงกรณ์กล่าว

นายไชยยศ สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวชี้แจงว่า ไม่มีสัญญาณว่ารัฐบาลอยู่เบื้องหลังการฮุบสื่ออย่างที่เข้าใจกัน ซึ่งกรณีการซื้อหุ้นของบริษัทจีเอ็มเอ็มฯคงเข้าไปตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าจะนำมาพิจารณาถึงสถานภาพของบริษัท โดยควรมีหลักเกณฑ์หรือกฎหมายใหม่เพื่อแยกสื่อออกจากธุรกิจอื่น โดยเฉพาะการซื้อสื่อข้ามกันได้หรือไม่ ก็น่าจะนำมาพิจารณา เชื่อว่า ก.ล.ต.และธนาคารที่ปล่อยกู้คงจะพิจารณาเรื่องนี้เช่นกัน

@ "จุรินทร์"เชื่อกระบวนการฮุบสื่อ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวให้ความเห็นว่า เชื่อว่ามีกระบวนการอย่างต่อเนื่องที่พยายามเข้าไปยึดสื่อด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งทั้งในสื่อของรัฐและเอกชน เพื่อประโยชน์ทั้งในทางธุรกิจและการเมือง ซึ่งในทางการเมืองถ้าย้อนเวลากลับไปดูจะเห็นได้ชัดว่า เริ่มตั้งแต่เข้าไปร้องขอที่จะให้สนับสนุนรัฐบาล และใช้วิธีคุกคามโดยใช้กลไกของรัฐเช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ถ้าคุกคามไม่สำเร็จก็จะใช้วิธีขอซื้อ หากขอซื้อไม่สำเร็จจะเข้าไปดำเนินการในลักษณะรูปแบบอื่นๆ เช่น ตัดโฆษณาหรือจะเข้าไปเทกโอเวอร์ กรณีของการเข้าไปไล่ซื้อหุ้น แล้วเปิดตัวออกมาว่าได้ซื้อเท่านั้นเท่านี้แล้ว

"นี่คือกระบวนการยึดสื่อถือว่าสอดคล้องต้องกันเป็นกระบวนการเดียวกัน ในการที่จะเข้าไปยึดควบคุมยึดและผูกขาดสื่อ ทั้งสื่อของรัฐและเอกชนไว้ในมือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผมคิดว่าหากเขาซื้อหนังสือพิมพ์มติชนได้ เดี๋ยวจะไปซื้อสื่ออื่นๆ ที่เหลือในที่สุดจะเป็นการซื้อประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าคนในวงการสื่อ,ประชาชนไม่ควรยอม เพราะว่าเราต้องการเห็นสื่ออิสระ,เป็นกลางไม่ตกไปเป็นเครื่องมือของนักธุรกิจการเมือง ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองก็ไม่มีที่พึ่ง สิทธิเสรีภาพก็ไม่มีความหมาย ในที่สุดการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัดควบคุมโดยนายทุน และสิทธิเสรีภาพในการับรู้ข้อมูลของประชาชนก็จะได้รับด้านเดียวว่านายทุนหรือผู้มีอำนาจอยากให้เรารับรู้เรื่องอะไร ผมคิดว่าคนไทยต้องแสดงพลัง" นายจุรินทร์กล่าว

@ กรณ์ระบุธ.ไทยพาณิชย์ประเมินพลาด

นายกรณ์ จาติกวณิช รองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการปล่อยกู้ของธนาคารไทยพาณิชย์ให้แก่บริษัทแกรมมี่ฯว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินพลาดไปในแง่ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถาบัน เพราะการทำธุรกิจสถาบันการเงิน นายวิชิต

สุรพงษ์ชัย ประธานคณะกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ รู้ดีในเรื่องของภาพลักษณ์และภาพพจน์ ในกรณีนี้บอกว่าทำทุกอย่างถูกต้องซึ่งก็ใช่ ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ขอบอกว่าสนุกหรือไม่กับปัญหาที่ตามมา หากธนาคารรู้ตั้งแต่แรก ไม่มั่นใจว่าธนาคารจะอนุมัติหรือไม่

นายกรณ์กล่าวว่า การปล่อยกู้เงินจำนวนมากที่ผ่านมาก็เคยมี แต่การตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้น ผู้ซื้อจะต้องทำให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่า มีวงเงินจริงที่จะซื้อหุ้นได้ และต้องซื้อในราคาตั้งโต๊ะ จะซื้อในราคาตลาดไม่ได้ หากแกรมมี่ฯซื้อราคาตลาด ต้องปรับราคาตั้งโต๊ะให้เท่ากับราคาตลาด และต้องขอเพิ่มวงเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ เพราะในการขอกู้ได้แจ้งธนาคารไทยพาณิชย์ว่า จะซื้อในราคาหุ้นละ 11 บาท

@ "เกียรติ"ชี้ข้ออ้างต่อยอดธุรกิจฟังไม่ขึ้น

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การซื้อหุ้นครั้งนี้น่าจะมีวาระซ่อนเร้น และกังวลว่าอุดมคติหรือคำขวัญบนหัวหนังสือพิมพ์มติชนจะเปลี่ยนจาก "หนังสือพิมพ์คุณภาพเพื่อคุณภาพของประเทศ" เป็น "หนังสือพิมพ์คุณภาพเพื่อนายใหญ่ของประเทศ" ก็เป็นได้

นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อและคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เหตุผลของการที่บอกว่าต่อยอดทางธุรกิจนั้นไม่มีเลย ฟังไม่ขึ้น เป็นเรื่องแปลกมากและที่ชัดเจนมากที่สุดคือ ไปกู้เงินมา 2,000 กว่าล้านบาท เพื่อมาซื้อหุ้นทั้งๆ ที่ผลกำไรของทั้งสองแห่งแค่จะจ่ายดอกเบี้ยยังไม่พอ แล้วเงินต้นจะชำระอย่างไร ดังนั้น ต้องกลับไปตั้งคำถามว่าทำไมธนาคารไทยพาณิชย์ปล่อยกู้ด้วยเหตุผลอะไร ธนาคารไทยพาณิชย์ไม่เคยมีประเด็นทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เหตุผลทางธุรกิจไม่ได้ ไม่น่าถูกต้องในหลักของธุรกิจ

นายเกียรติกล่าวว่า ที่น่าสังเกตคือการไปไล่ซื้อหุ้นถ้าไม่มีกองทุนต่างประเทศร่วมมือทำไม่ได้ขนาดนี้ ต้องกลับไปถามจรรยาบรรณของกองทุนต่างประเทศที่ร่วมมือให้ทำอย่างนี้อยู่ตรงไหน และจะขัดกับกฎระเบียบของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ ต้องดูประเด็นเหล่านี้ให้ถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น

@ ส.ส.สุพรรณฯวอน"แกรมมี่ฯ"ถอนตัว

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย กล่าวว่า ภาพที่เห็นขณะนี้คือองค์กรต่างๆ ปัญญาชนและประชาชนทั่วไปต่างพร้อมใจกันออกมารวมพลังกันต่อต้านการกระทำนี้ และคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลาแล้วที่บริษัทแกรมมี่ฯจะต้องถอยหลังกลับไปทบทวนและพิจารณาบทบาทตัวเอง มิเช่นนั้นอาจถูกสังคมตอบโต้

นายเสมอกัน เที่ยงธรรม ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย เปิดเผยว่า การที่สังคมออกมาให้กำลังใจสื่อ ต่อสู้ครั้งนี้น่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าในขั้นตอนต่อไปนี้บริษัทแกรมมี่ฯจะเดินหน้าหรือถอยหลัง และภาพที่เห็นยังฟ้องอีกว่าสังคมยังต้องการให้สื่อทำงานข่าวอย่างเป็นอิสระเสรี และไม่แปลกใจเลยที่เห็นพนักงานสื่อเกือบทุกชีวิตพากันยืดอกออกมาปกป้องสถาบันอย่างออกหน้าออกตา ชี้ให้เห็นว่าคนเหล่านี้ยังมีเลือดเนื้อจิตวิญญาณและอุดมการณ์ที่แน่วแน่

@ กมธ.วุฒิเชิญผู้ว่าการธปท.-สื่อ-แกรมมี่ฯแจง

ที่รัฐสภา พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย ส.ว.เชียงใหม่ ในฐานะประธานกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภา แถลงว่า กมธ.การปกครองนำเรื่องการซื้อหุ้นสื่อเข้าสู่การพิจารณา โดยที่ประชุมเห็นว่า กรรมาธิการจะติดตามเรื่องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 และ 189 เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง โดยประเด็นที่จะศึกษาคือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องช่วยอธิบายกับประชาชน เรื่องความเสี่ยงที่ธนาคารไทยพาณิชย์ปล่อยเงินกู้กว่า 2,000 ล้านบาทให้เข้ามาซื้อหุ้น นอกจากนี้ยังสงสัยว่าอาจมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังในการเข้ามาซื้อหุ้นในครั้งนี้ ทั้งนี้วันที่ 22 กันยายน เวลา 11.00 น. กรรมาธิการจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ธนาคารไทยพาณิชย์ สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย บริษัทแกรมมี่ฯ หนังสือพิมพ์มติชน และ บางกอกโพสต์ มาชี้แจง

ด้านนายบุญเลิศ ไพรินทร์ ส.ว.ฉะเชิงเทรา กรรมาธิการการปกครอง กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจ เพราะทราบว่ากรณีดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังในการเข้ามาซื้อหุ้น อยากเรียกร้องให้นายไพบูลย์มีจิตสำนึกมากกว่านี้และไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง

@ วิษณุอ้างไม่มีกม.ห้ามถือหุ้นไขว้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการออกกฎหมายห้ามไม่ให้เจ้าของสื่อประเภทหนึ่งเข้าซื้อหุ้นของสื่อต่างประเภทในตลาดหลักทรัพย์ว่า ประเทศไทยไม่มีกฎหมายเรื่องนี้ แต่เคยมีคนมาเล่าให้ฟังว่าในช่วงการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 มีผู้เกี่ยวข้องเสนอให้ออกกฎหมายห้ามถือหุ้นไขว้หรือครอสหุ้น(cross) เกินสัดส่วนที่กำหนด เพราะเกรงว่าจะเป็นการครอบงำและเป็นเจ้าของสื่อมวลชนทั้งหมด มีการพูดกันสองนัยยะคือ 1.ให้กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ต่อมามีผู้ให้ความเห็นว่าไม่ควรกำหนดเรื่องนี้เอาไว้ เพราะถือเป็นสิทธิของนักลงทุนที่จะเข้าลงทุนกิจการต่างๆ ได้ และ 2.ให้กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ ขณะนี้ร่างกฎหมายนี้ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของสภา

"แม้วันนี้ข่าวที่ออกมาอาจไม่ใช่เรื่องการครอบงำสื่อทั้งหมด แต่ก็เริ่มมีคนออกเอะอะโวยวายแล้วว่าแม้แต่สื่ออันเดียวไม่ควรจะเข้าไปถือหุ้นเกินกว่าเท่านั้นเท่านี้ ควรเหลือให้ชาวบ้านบ้าง" นายวิษณุกล่าว

@ "สุดารัตน์"ป้อง"ทักษิณ"ไม่เกี่ยว

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวชี้แจงต่อกระแสข่าวระบุการซื้อขายหุ้นบริษัทมติชนและบริษัทโพสต์พับลิชชิ่งกลุ่มทุนฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหลังว่า คงไม่มีเรื่องอย่างนั้น เพราะการลงทุนเข้าไปซื้อหุ้นของหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับ เป็นการลงทุนของทางแกรมมี่อย่างเดียว และที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้นายไพบูลย์ซื้ออะไรแทน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตและเชื่อมโยงเหตุผลจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณมอบหมายให้นายไพบูลย์เข้ามาช่วยรับภาระการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลสโมสรลิเวอร์พูลของอังกฤษก่อนหน้านี้ คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า "เรื่องนี้ไม่ทราบ เพราะไม่ค่อยได้ติดตาม จำไม่ได้เพิ่งรู้นะนี่ นึกว่าให้คุณพงษ์ศักดิ์(รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) ทำคนเดียว"

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่า จริงๆ แล้วสื่อต้องมีอิสระ ถ้าการลงทุนเพื่อเข้าไปซื้อกิจการหนังสือพิมพ์สักฉบับของผู้ลงทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อครอบงำบิดเบือนการนำเสนอข่าว จะเป็นผลร้ายต่อผู้ลงทุนรายนั้นเอง เพราะสื่อฉบับนั้นจะไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หรือถ้าจะพูดเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ ก็คือ ถ้าลงทุนไปเพื่อครอบงำคนลงทุนก็จะเจ๊งเอง แต่เป็นความเห็นส่วนตัวของคนไม่ได้เล่นหุ้น

@ นักวิชาการระดมพลสัมมนา17กย.

นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ในฐานะเป็นหนึ่งในอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ รวมทั้งขณะนี้อาจารย์ในสถาบันมีการรวมตัวในกลุ่มเพื่อนสื่อ(Friend of Press) มีการนัดสัมมนาใหญ่ในวันที่ 17 กันยายนนี้ เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของเครือมติชน โดยกลุ่มนักวิชาการจะรวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อยากฝากถึงนายไพบูลย์ ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่สร้างตัวเองมาจาการการทำงานในวงการธุรกิจบันเทิง ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีภาพลักษณ์ที่ดี และเป็นที่นิยมนับถือของคนทั่วไป

"การที่คุณไพบูลย์กระโดดมาซื้อหุ้นสื่อหนังสือพิมพ์เป็นการทำในสิ่งที่หมิ่นเหม่ คือ เรื่องธุรกิจกับจริยธรรม เพราะหนังสือพิมพ์เป็นสถาบันทางสังคม การที่บริษัทธุรกิจเข้ามาเช่นนี้จะเป็นการทำลายเสาหลักสถานภาพของฐานันดรที่สี่ของสังคม ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคุณไพบูลย์ควรคำนึงถึงความหมิ่นเหม่ และจริยธรรมทางธุรกิจด้วยการขายหุ้นคืนให้กับเครือมติชน การเข้ามาซื้อหุ้นหนังสือพิมพ์จะยิ่งทำลายภาพลักษณ์ธุรกิจของบริษัทในเครือจีเอ็มเอ็มฯ" นายเอนกกล่าว

@ อธิการ"มอ."หนุนสื่อเป็นอิสระ

นายประเสริฐ ชิตพงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) กล่าวว่า ในนามของ ทปอ.เห็นว่าสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์มติชนต้องเป็นสื่อที่อิสระจากธุรกิจ เพราะต้องมีอุดมการณ์ และหนังสือพิมพ์มติชนได้ยึดถืออุดมการณ์ในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเต็มที่ พอมีธุรกิจที่ไม่ใช่สื่อเข้าไปเป็นหุ้นส่วน จะทำให้สื่อเสียหายหมด และทำให้ประเทศชาติเสียหายด้วย ทั้งนี้ หากหนังสือพิมพ์มติชนมีอะไรที่ต้องการให้ ทปอ.ช่วยก็ยินดี

@ ตัวแทนสื่อร่วมให้กำลังใจ"มติชน"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.15 น. ที่อาคารมติชน นางผุสดี คีตะวรนาถ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายกวี จงกิจถาวร อุปนายกฯ พร้อมตัวแทนสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ สมาคมวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เดินทางมามอบกระเช้าดอกไม้ให้กำลังใจกับบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) โดยมีนายสมหมาย ปาริจฉัตต์ กรรมการผู้จัดการ น.ส.ปานบัว บุนปาน หัวหน้าสำนักงานประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) เป็นตัวแทนรับมอบกระเช้าดอกไม้

ทั้งนี้ นางผุสดีกล่าวว่า ในนามตัวแทนทั้ง 3 สมาคม ได้เดินทางมาสนับสนุนและให้กำลังใจเครือมติชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้มติชนทำงานอย่างอิสระเพื่อประชาชนและผู้อ่าน นายกวีกล่าวว่า ในนามพันธมิตรสื่อมวลชน มติชนถือว่าเป็นสถาบันสื่อและศูนย์รวมความคิดความอ่านของสังคมไทย การครอบงำสื่อแบบนี้ทำกันไม่ได้ วันนี้ตัวแทนสื่อต่างๆ มาให้กำลังใจ

นายสมหมายกล่าวว่า ขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกคนที่ช่วยกันติดตามข่าวนี้ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พวกเรารวมตัวผนึกกำลังเพื่อวิชาชีพ กำลังใจที่มอบให้ในคราวนี้ เครือมติชนจะทำงานตามหน้าที่และปณิธานต่อไป ขณะเดียวกันนายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ฝากขอบคุณทุกกำลังใจที่ให้ในคราวนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณชั้น 1 อาคารมติชน ทางเจ้าหน้าที่ได้นำกระดาษม้วนใหญ่มาเตรียมให้กับประชาชนได้เขียนแสดงความรู้สึกให้กำลังใจในการต่อสู้ครั้งนี้ โดยที่มีประชาชนจากหลากหลายวิชาชีพเดินทางมาเขียนแสดงความรู้สึกให้กำลังใจกับเครือมติชนเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันเครือข่ายศิลปินเพื่อประชาธิปไตยได้นำแผ่นป้าย เขียนคำว่า "เสรีภาพของสื่อคืออำนาจของประชาชน" ทั้งนี้ มีศิลปินเพื่อชีวิตเดินทางมาให้กำลังใจเครือมติชนจำนวนมาก อาทิ นายสุรชัย จันทิมาทร นายมงคล อุทก

@ เปิดตลาดหุ้น"มติชน"พุ่ง18.80บ.

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน นักลงทุนยังคงเข้ามาเก็งกำไรหุ้นบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) อย่างคึกคัก โดยราคาหุ้นขึ้นไปสูงสุดที่ 18.80 บาท เมื่อเวลา 10.05 น. หลังจากนั้นมีแรงซื้อขายเข้ามาต่อเนื่อง ทำให้ราคาทรงตัว ก่อนจะเริ่มมีแรงเทขายออกมา ทำให้ราคาอ่อนตัวลงในเวลา 15.35 น. และราคายังคงอ่อนตัวสลงอย่างต่อเนื่อง ลงมาต่ำสุดที่ระดับ 15 บาท ก่อนที่จะขึ้นมาปิดตลาดที่ระดับ 17.70 บาท เพิ่มขึ้น 1.20 บาท มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 312.22 ล้านบาท โดยมีรายการซื้อขายรายใหญ่เกิดขึ้น 4 รายการ จำนวน 5.83 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 17.29 บาท รวมมูลค่า 100.92 ล้านบาท

ส่วนภาวะการซื้อขายหุ้นบริษัท โพสต์ พับลิชชิง ปิดตลาดที่ราคา 9.50 ลดลง 1 บาท หรือ 9.52% จากการซื้อขายช่วงเช้าราคาปรับขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 13.60 บาท เพิ่มขึ้น 3.10 บาท และปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 52.6 ล้านบาท

@ บิ๊กแกรมมี่รับซื้อแค่11.10บ./หุ้น

นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับ วันที่ 15 กันยายน 2548 ว่าบริษัทจะปรับราคาซื้อหุ้นสามัญ ของบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) เพิ่มขึ้นเป็นราคาหุ้นละ 14.50 บาท ขอเรียนชี้แจงว่าบริษัทยังคงเสนอซื้อหุ้นสามัญของบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ในราคาเดิมที่ราคาหุ้นละ 11.10 บาท ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548

นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน) ในฐานะกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า บริษัทยังยืนยันที่จะรับซื้อหุ้นจากนักลงทุนทั่วไป(เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) ในราคาหุ้นละ 11.10 บาท แม้ว่าขณะนี้ราคาหุ้นมติชนในกระดานจะวิ่งชนเพดานที่ 14.50 บาทก็ตาม และยืนยันว่า ขณะนี้บริษัทยังถือสัดส่วนหุ้นมติชน 32.23% เท่าเดิม โดยไม่มีการให้ผู้อื่นถือหุ้นเพิ่มเติมแต่อย่างใด

"กรณีมีการต่อต้านจากหลายฝ่าย จะไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนผู้บริหารระดับสูงของแกรมมี่เองยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เกี่ยวกับกรณีนี้" นายสุเมธกล่าว

หน้า 1


ฮุบ "มติชน-บางกอกโพสต์" การรุกสื่อในวิถีทุนนิยม "นาฬิกาปลุกเรือนใหญ่" แต่ยังไม่ใช่ชัยชนะที่ควรดีใจ

มติชนรายวัน วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10053

*หมายเหตุ* -- เป็นเนื้อหาจากงานสัมมนาเรื่อง "การรุกสื่อในวิถีทุนนิยม" ศึกษากรณี การซื้อหุ้นมติชนและบางกอกโพสต์ จัดโดยวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ www.ThaiNGO.org มูลนิธิกองทุนไทย ที่ห้องประชุมศูนย์ศึกษาวิภาวดี มหาวิทยาลัยรังสิต ชั้น 22 อาคาร TST ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 17 กันยายน

 

*นายเทพชัย หย่อง   ตัวแทนสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

-อย่างที่มีคนเปรียบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนมีคนมาฉุดเจ้าสาว ฉุดไม่ได้ก็มาสู่ขอแทน เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ชายคนนี้หน้าตาหล่อก็ไม่หล่อ กล้ามาฉุดสาวตั้งแต่ต้นเพราะซี้กับสารวัตรใหญ่ที่คุมหน้าปากซอย มั่นใจว่าไม่มีใครกล้าโวยวาย ยิ่งกว่านั้น มั่นใจได้ว่าพึ่งผู้พิพากษาได้ด้วย ไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน ถ้าได้ทำในสิ่งที่ได้กระทำไป มันเป็นบทเรียนให้กับสื่อ เหมือนกับมีคนบอกว่าเป็นนาฬิกาปลุกให้สื่อตื่นขึ้นมา ถ้ามองย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาเถลิงอำนาจ ผมยอมรับว่ารวมตัวกันในเรื่องนี้น้อยมาก มีสองครั้งเองที่ออกมารวมตัวกันอย่างจริงจังคือเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีมาตราในการจัดการกับสื่อ แต่เป็นเพียงนาฬิกาปลุกเล็กๆ ที่ดังขึ้นมาว่าคนกลัวและพูดกันว่านักการเมืองยุคนี้พยายามที่จะครอบงำสื่อ เข้ามาบงการสื่อได้เกิดขึ้นแล้ว

พอมาถึงเรื่องของแกรมมี่จะมาซื้อมติชน บางกอกโพสต์ นี่เป็นนาฬิกาปลุกเรือนใหญ่มาก สื่อมวลชนบางกลุ่มที่ยังพยายามมองโลกในแง่ดีกว่ารัฐบาลชุดนี้ตั้งใจทำงานช่วยเหลือบ้านเมืองว่าผู้นำประเทศเป็นคนเก่ง แต่พอมาเจอนาฬิกาปลุกเรือนใหญ่ ตื่นกันหมดเลยเป็นบทเรียนที่สำคัญมากว่าอำนาจทางการเมืองในยุคนี้ไม่มีคำว่าปรานีใคร

หากมองย้อนกลับไปว่าแนวคิดทางด้านสื่อของผู้นำประเทศปัจจุบัน ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าสิ่งหนึ่ง ที่เขาจะต้องทำให้ได้คือการควบคุมสื่อ เพราะเขามีความเชื่อตลอดว่าหนทางที่จะกว้าไปสู่ดวงดาวต้องมีสื่อยืนเคียงข้าง และเป็นพวกเหตุผลหนึ่งที่เชื่อว่าคนออกมาคัดค้านมากในเรื่องแกรมมี่ซื้อมติชน และบางกอกโพสต์ ที่สื่อสามารถรวมตัวกันได้ มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่สั่งสมกันมา 3-4 ปีแล้ว

สังเกตให้ดีว่าสื่อที่เราคิดไม่ถึงว่าจะออกมากระโดดร่วมวงในการทัดทานด้วยคือสื่อทีวี ที่ถูกควบคุมอย่างใกล้ชิดและได้ผลมาตลอดในฝ่ายการเมือง มาถึงตรงนี้ดูเหมือนว่าสื่อทีวีไม่แคร์ตรงนี้ สื่อวิทยุก็เช่นเดียวกัน ออกมารายงานข่าวเรื่องนี้แล้วเป็นส่วนสำคัญมากเพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่รับข่าวสารจากการฟังทีวีและวิทยุเป็นหลัก กระตุ้นความรู้สึกทำให้มีความเชื่อว่าขณะนี้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งแต่ละสื่อเองก็อยากจะพูดอยากจะแสดงความรู้สึกออกมาแต่ยังหาจังหวะหาประเด็นไม่ได้ แต่พอมาเรื่องนี้มันเป็นประเด็นชัดเจนมากที่เป็นศูนย์รวมดึงเอาความรู้สึกที่กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วไป มาสู่จุดเดียวกัน และกระแสออกมาพร้อมกัน

ลึกๆ ส่วนตัวผมดีใจ ว่าพลังเงียบยังมีอยู่จริง พลังประชาชนที่มองว่าถูกซื้อไปหมดแล้ว ประชาชนไม่มีใครแคร์เชื่อฝ่ายการเมืองอย่างเดียวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงว่าพลังประชาชนยังมีตัวตนอยู่ เพียงแต่รอจังหวะการรวมตัวกันแล้วแสดงออกซึ่งตัวแทนของความรู้สึกของคนส่วนใหญ่

วันนี้ถือว่าประชาชนมอบความไว้วางใจให้สื่อเต็มที่โดยเฉพาะสื่อในเครือมติชน จากนี้ไปต้องมีภาระหนักอึ้ง เพราะประชาชนมีความหวังสูงว่าออกมาต่อสู้ให้ มาสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มนายทุนที่เชื่อว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังมาซื้อไปได้ จากนี้ไปเชื่อแน่ว่าสังคมคงจับตามองบทบาทสื่อมวลชนไม่เฉพาะในเครือมติชนกับบางกอกโพสต์เพียงอย่างเดียว สื่ออื่นๆ ด้วย สื่อเองก็ต้องตระหนักตรงนี้ด้วยว่ามีภารกิจที่มากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะที่จะตอบสนองความรู้สึกความต้องการของประชาชน

ผมเสียดายอยู่อย่างหนึ่งว่า เหตุการณ์ที่ชินคอร์ปไปซื้อไอทีวี มันเกิดขึ้นนานก่อนที่ประชาชนจะมีความรู้สึกแบบนี้ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วที่ครอบครัวนายกฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ไปซื้อไอทีวี มีกระแสออกมาเหมือนกันแต่ไม่ต่อเนื่องไม่รุนแรงไม่กระจายเป็นวงกว้างเหมือนเหตุการณ์ครั้งนี้ ในขณะนั้นประชาชนส่วนใหญ่หรือประชาชนไม่น้อยยังมีความรู้สึกชื่นชมให้โอกาสกับนายกฯ เยอะมาก และไม่เชื่อว่าการเข้ามาซื้อไอทีวีมันจะนำไปสู่การครอบงำสื่อทีวีที่เป็นสื่อเสรีที่มีอยู่ แต่กระแสไม่ต่อเนื่องก็ซื้อสำเร็จ

ผมอยากกล่าวอ้างถึงคำมั่นสัญญาของผู้บริหารสูงสุดของ ชินคอร์ป นายบุญคลี(ปลั่งศิริ ประธานบริหารชินคอร์ป) เพื่อมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่นายไพบูลย์พูด นักข่าวถามว่า หลังจากที่ชินคอร์ปมาซื้อไอทีวี จะเข้ามาแทรกแซงนโยบายการเสนอข่าวหรือไม่ นายบุญคลีตอบว่า ที่เกรงกันว่าการเข้ามาของกลุ่มชินฯจะทำให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงนั้น บริษัทจะไม่ขอเข้ามามีบทบาทในการบริหารจะไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงอย่างแน่นอน ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมันสวนทางกับคำมั่นสัญญา ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่คล้ายๆ กับนายไพบูลย์พูดไว้

ในวงการสื่อมวลชนด้วยกันเองเหตุผลหนึ่งที่สื่อออกมาในแนวทางเดียวกัน เพราะสื่อทุกแขนงรู้เหมือนกันหมดว่าเรื่องนี้มีการเมืองอยู่เบื้องหลังแน่นอน ไม่ใช่การทำธุรกิจปกติ

อาจจะดูเหมือนว่าสื่อมวลชนโดยเฉพาะมติชนนี้จะสามารถชนะสงครามไปแล้ว แต่เป็นเพียงสงครามขนาดย่อย แต่สงครามใหญ่ที่จะเป็นตัวตัดสินความเป็นความตายของสื่อมันยังไม่ถึงจุดนั้นก็อย่าเพิ่งไปดีใจ ผมคิดว่าพลังประชาชนที่แสดงออกในครั้งนี้มีการประคับประคองควรจะรักษาไว้ และทำให้พลังที่แสดงออกมานี้สามารถเป็นพลังที่เราสามารถเอามาต่อสู้กับความไม่ถูกต้องอย่างนี้ในอนาคต ไม่ใช่ครั้งเดียวแล้วจบไปรอให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

แต่สิ่งหนึ่งที่คิดว่าดีคือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างน้อยเป็นการเตือนนักการเมืองที่หวังจะฮุบสื่อหรือครอบงำสื่อไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้ว ใครจะมาเป็นหน้าฉากตัวหุ่นที่จะไปซื้อสื่อ ประชาชนฉลาดขึ้นและสื่อด้วยกันเองเที่ยวนี้ตื่นขึ้นมาตาสว่างแล้ว คงจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นโดยไม่ส่งเสียงตะโกนบอกคนในสังคมอย่างแน่นอน

 

*น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์  เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ

-เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับไอทีวีทำให้โฉมหน้าสื่อของเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากสะท้อนไปถึงรากเหง้าของวงการสื่อ ประชาชน ปรากฏการณ์ถือครองผ่านการถือหุ้นเมื่อโครงสร้างเปลี่ยนรายละเอียดเปลี่ยนหมดเลยซึ่งใช้เวลาไม่นานอย่างกรณีไอทีวี ไม่ว่าจะเข้ามาซื้อหุ้นผ่านการเป็นกรรมการเข้ามาเป็นเจ้าของ มันย่อมมีผลต่อกองบรรณาธิการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้ไอทีวีก็เปลี่ยนไปอย่างมากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชนทุกวิถีทางที่ทำได้ถูกกระทำหมดแล้ว การคุกคามไม่ได้หมดไป ถ้าประเทศไทยมีระบอบธรรมาภิบาลมีภูมิคุ้มกันประชาธิปไตยหลักการที่ประชาชนจะปกป้องสื่อมวลชน นักวิชาชีพจะปกป้องสิทธิเสรีภาพอาจจะไม่เกิดขึ้นง่ายรวดเร็วหรือรุนแรงหรือมีรูปแบบแปลกๆ พิสดารขนาดนี้

ถ้าสภาพการเมืองของไทยดีกว่านี้อาจจะสามารถลดทอนปัญหาแบบนั้นได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าการเมืองไม่ดีก็จะลากลงเหวไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครดี รัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระก็ไม่ได้ ทำให้ประชาชนเกิดภาวะสิ้นหวัง มาสู่จุดที่ว่าต้องรวมตัวกันเป็นปรากฏการณ์ที่ดีท่ามกลางวิกฤตที่เลวร้าย การตื่นตัวของคนที่ลุกขึ้นมาเราจะสรรค์สร้างเป็นพลังได้ยังไง แกรมมี่ถอยแล้วเหลือ 20% หลายคนอาจจะมองว่าชนะแล้ว ซึ่งจริงๆ คงยังไม่ใช่ การต่อสู้มีหลายระดับ อย่างเช่นกรณีไอทีวีที่ต้องสู้ถึง 4 ปี แล้วชนะแต่เป็นชัยชนะท่ามกลางความพ่ายแพ้ เราคงจะต้องต่อสู้ไปอีกเพื่อสร้างทีวีเสรีให้กลับคืนมาสู่สังคมไทยอีกครั้ง

มติชนกับบางกอกโพสต์ อาจจะต้องไม่หวั่นผวามากแต่ 20% ก็ถือว่ามีนัยสำคัญผลที่จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในคณะกรรมการ 1 ใน 5 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังมีนัยที่ทำให้เครือมติชนกับบางกอกโพสต์ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก การที่ทำงานอย่างปกติในเงื่อนไขที่ถูกถอนโฆษณา โยกย้ายกองบรรณาธิการ ถูกข่มขู่ผ่านสื่อมวลชน เจออำนาจรัฐแทรกแซงก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว สื่อจะต้องมาเหนื่อยซ้ำเพื่อพิสูจน์ตัวเอง มันก็ทำให้สื่อที่ควรจะเป็นกระบอกเสียงของประชาชนยิ่งทำงานหนัก จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้สื่อเองจะต้องใช้พื้นที่เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตัวเองมาก ซึ่งเราเห็นใจว่าจะต้องทำแต่มันทำให้เป็นการลดทอนพื้นที่ที่เป็นเวทีให้กับประชาชนคนยากคนจน ที่กำลังมีปัญหาที่ต้องอาศัยสื่อในการเผยแพร่รายงาน หรือเรื่องสำคัญๆ เรื่องไฟฟ้าจะขึ้นราคาหรือเรื่องภาคใต้ ก็ต้องถูกลดทอนที่นำเสนอข่าวลงไป ทำให้ประชาชนขาดคนมาปกป้อง

 

*นายสมเกียรติ จันทรสีมา   บรรณาธิการประชาไท น.ส.พ.ออนไลน์

มติชนเป็นสื่อสาธารณะมีหลายกลุ่มที่รู้สึกเป็นห่วงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกลุ่มแรกคือกลุ่มของข้าราชการ ความรู้สึกร่วมความรู้สึกกังวลร่วมกันที่สั่งสมมานาน เป็นแรงอัดที่อยู่ในอวดแล้วมติชนเปิดออกมา ไม่ใช่กังวลที่เกิดในวงการสื่อ อีกกลุ่มหนึ่งที่มีประสบการณ์ร่วมและมีความเจ็บปวดคือวิทยุชุมชนเป็นกลุ่มแรกที่พูดในเรื่องนี้

ที่ผ่านมาพยายามที่จะคุมกำเนิดลิดรอนสิทธิของประชาชน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาพูดเลยว่ากรณีรุกมติชนเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ การโต้กลับเป็นสิ่งที่จำเป็น ในช่วงตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา พื้นที่ข่าวหนังสือพิมพ์ของข่าวเศรษฐกิจกระจายตัวออกมาเยอะมาก แต่พื้นที่ข่าวทางสังคมมันลดลง กรณีเข้าใจว่ามติชนเป็นตัวอย่างที่ดีว่าสื่อไม่สามารถแยกตัวออกจากสังคม ถ้าไม่สามารถที่จะมองผู้อ่านและผู้บริโภคเราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมด้วย ทำอย่างไรที่จะให้สื่อเป็นพื้นที่สาธารณะของคนส่วนใหญ่ในสังคมไปได้ เราจะมีเกราะป้องกันที่สำคัญคือประชาชน

 

*นายอนุสรณ์ ศรีแก้ว  คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหากิจการเสียงวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติ(กสช. ) ความรู้สึกลึกๆ ในขณะนี้ต้องการเอาปี๊บคลุมหัว เพราะว่าคณะกรรมการสรรหา กสช.กระทำความผิดซ้ำซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กระทำความผิดซ้ำซากนั้นคือกลุ่มคนคนเดียวกัน วันนี้บุคคลดังกล่าวยังออกสื่อด้วยความหน้าชื่นตาบานโดยไม่ละอายในสิ่งที่ตัวเองทำความผิดแม้แต่น้อย ผมแม้ว่าจะไม่ได้ทำความผิดในเรื่องดังกล่าวแต่มีความรู้สึกร่วมด้วยในเรื่องความละอายใจ

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ หลังวันที่ 26 กันยายน เรื่องนี้จะเอาเข้าสู่สภาวุฒิสมาชิกผมคงจะเรียกร้องให้ประธานเรียกประชุมคณะกรรมการสรรหา กสช.เพื่อพิจารณาตัวเองว่าจะเอาอย่างไรเมื่อกระทำความผิดซ้ำซากเช่นนี้

ในกรณีการฮุบสื่อของเครือมติชนและบางกอกโพสต์ในครั้งนี้ ผมคิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีคนลุกขึ้นมาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ได้มีการแสดงปฏิกิริยาความไม่พอใจต่อต้านการมาฮุบสื่ออย่างไม่มีมาก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็นที่เชียงใหม่ อุดรธานี ปัตตานี นครราชสีมา ที่มีทั้งการเสวนาเดินขบวนเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเงินกู้ 2,200 ล้าน ที่ให้กับทางแกรมมี่ หากวันนี้แกรมมี่ไม่ยินยอมที่จะถอย การต่อต้านจะเป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ผมคิดว่าน่าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้มีการลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างรวดเร็ว การเข้ามาครอบกิจการที่ไม่เป็นมิตรในครั้งนี้เป็นการฉกชิงวิ่งราวซึ่งหน้า ซึ่งผิดกับวัฒนธรรมไทย คนในสังคมไทยไม่สามารถที่จะรับได้ และประชาชนคิดว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง ลำพังมติชนที่ให้ผลประกอบการไม่เท่าไรและการถูกฟ้องร้องอีก ครั้งนี้สังคมมองว่าการเข้ามาของแกรมมี่ คือสงครามตัวแทนที่มาในนามนายทุนเข้าไปซื้อ นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามามีอำนาจรัฐบาลใช้กลไกทุกอย่างในการมาควบคุมสื่อ หากแกรมมี่สามารถควบคุมสื่อได้มาก จะเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก

กรณีของมติชนวันนี้การต่อสู้เป็นข้อยุติในเบื้องต้นเท่านั้นเอง การต่อสู้เพื่ออิสระของสื่อเรายังไม่ได้รับชัยชนะ ยังคงต้องต่อสู้ต่อไปเจตนารมณ์ของเพื่อนสื่อคือให้สื่อเป็นอิสระที่เจตนารมณ์ยังคงอยู่ต่อไป จากนี้ต่อไปคงต้องมีภาระแนวทางแก้ไข ทางที่ 1.ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ที่แกรมมี่จะส่งตัวแทนเข้าไปและอาจจะมีการถือหุ้นเพิ่มขึ้นอีกจากผู้บริหารมติชน ต้องจับตาดูว่ามติชนจะเปลี่ยนสีหรือไม่ 2.กรณีบางกอกโพสต์เป็นอย่างไร แกรมมี่ประกาศแล้วว่าจะยึดครองหุ้นเท่าที่ซื้อมาแต่ถ้าผู้บริหารไม่เข้มแข็งพอผู้ที่ทำข่าวก็ไม่ได้รับอิสระในการนำเสนอข่าวอย่างแท้จริง 3.กรณีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เราจะทำอย่างไรต่อไป เป็นต้น

สื่อต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับประชาชน ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน จะต้องขยายการจัดตั้งในภาคประชาชนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นภาระที่ต้องร่วมมือกัน เพื่ออนาคตสื่อมวลชนไทยจะเป็นอิสระอย่างแท้จริง

หน้า 2


"ทักษิณ"โมเดล

คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย ทวีศักดิ์ บุตรตัน มติชนรายวัน วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10054

ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งได้ร่วมรับรู้กับเหตุการณ์ "แกรมมี่" ฮุบ "มติชน-บางกอกโพสต์" ก็ขอร่วมบันทึกสิ่งที่ได้เห็น ได้สัมผัสและได้ข้อคิดในบางแง่บางมุม

ผมทำอาชีพหนังสือพิมพ์มาร่วมยี่สิบปี ได้เรียนรู้ว่าเพื่อนร่วมอาชีพ และสื่อมวลชนในแทบทุกแขนง ร่วมจับมือประสานกันอย่างเหนียวแน่น ในการนำเสนอเหตุการณ์ครั้งนี้จนทำให้เกิดพลังที่ผมรู้สึกและสัมผัสได้

บทความของเพื่อนสื่อด้วยกัน แทบทุกชิ้นอ่านแล้ว หัวใจเหมือนจะพองโตขึ้นมาเฉยๆ อย่างนั้นแหละ ขณะที่ลำคอแทบแห้งผาก ท่อน้ำตาทำงานขึ้นมาในทันควัน เช่นเดียวกับที่ได้เห็นข่าว สกู๊ปจากจอโทรทัศน์ ซึ่งรับรู้ว่าเพื่อนสื่อกำลังเทใจให้ "มติชน"

เมื่อบวกประสานกับพลังขององค์กรต่างๆ ที่เห็นว่า "มติชน" เป็นฝ่ายถูกกระทำแล้ว ผมได้เห็นพลังที่มีพลานุภาพจริงๆ

วันที่นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานค่ายแกรมมี่ ประกาศว่ากว้านซื้อหุ้นมติชนจนกลายเป็นผู้ถือรายใหญ่และตั้งเป้าจะซื้อให้ได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ นั้น ผมรู้สึกช็อค เพื่อนร่วมงานมีความรู้สึกเหมือนกันหมด นึกไม่ถึงว่า นายไพบูลย์จะใช้วิธีการทำธุรกิจชนิด "หักดิบ" อย่างนี้

ผมและเพื่อนๆ ต่างวิเคราะห์ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังจากข้อมูลที่มีอยู่เชื่อว่า นายไพบูลย์ต้องมีแผนลึกกว่าแค่ซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนอย่างแน่นอน

นายไพบูลย์ประกาศอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจที่หวังผลกำไรเป็นเป้าหมายหลัก

แต่สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ใช่เป็นกิจการที่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงในระยะสั้นๆ ได้เลย ดูได้จากการซื้อขายในกระดานหุ้นในกิจการประเภทสิ่งพิมพ์ เคลื่อนไหวน้อยมาก

และเนื่องจากกิจการหนังสือพิมพ์มีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างจากกิจการประเภทอื่นๆ แค่การตลาดอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เกิดกำไรมากๆ ได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะมีกลยุทธ์เจ๋งสักเพียงใด หากไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีความศรัทธา หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นอยู่ไม่ได้นาน

ความน่าเชื่อถือและศรัทธาที่ผู้อ่านมีนั้น ต้องใช้ระยะเวลาสร้างสมมายาวนานมาก

เพื่อนผมฟันธงไปเลยว่า ถ้านายไพบูลย์ใช้แผนฮุบ "มติชน" ซึ่งมีการสั่งสมความน่าเชื่อถือและศรัทธามาเกือบตลอดระยะเวลา 30 ปี โดยวิธีการรวบรัดตัดตอนจากการกว้านซื้อหุ้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างที่ประกาศ นายไพบูลย์คิดผิดอย่างแน่นอน

เพื่อนอีกคนวิเคราะห์ลึกไปกว่านั้น เขาปักใจเชื่อว่า นายไพบูลย์ต้องการทำเพื่อสนองการเมือง เพราะคาดหวังว่าการเมืองจะทำให้เงินลงทุน ซึ่งเป็นเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ผลตอบแทนคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว เหมือนที่ "แกรมมี่" เคยทำมาก่อนหน้านี้ในหลายๆ กิจกรรม

จากนั้นลำดับความสัมพันธ์ระหว่างนายไพบูลย์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่แรกเริ่มที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล จนทำให้ผมนึกเห็นภาพตาม และยิ่งเห็นภาพชัดมากขึ้นเมื่อยกตัวอย่างนายไพบูลย์ยอมเอาภาพลักษณ์ตัวเองเพื่อปกป้องเครคิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในกรณีการซื้อหุ้นสโมสรลิเวอร์พูลของอังกฤษ

ขณะเดียวกันยังได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางธุรกิจของแกรมมี่กับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นไปอย่างแนบแน่น ไม่เว้นกระทั่งการแต่งเพลงชาติในเวอร์ชั่นใหม่หรือการโชว์ตัวของนายกฯในงานคอนเสิร์ตที่ "แกรมมี่" จัดขึ้น

เพื่อนคนนี้สรุปเอาเองว่า นายไพบูลย์หวังการเมืองช่วยหนุนเกื้อหากเข้ามาบริหารจัดการ "มติชน" อย่างเต็มตัว

แต่เพื่อนอีกคน บอกว่าให้มองในแง่ของทุนนิยมและมิติทางสังคมด้วย นายไพบูลย์อาจใช้แนวคิด พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะนายกฯพูดบ่อยๆ ว่าประเทศจะก้าวหน้าไปได้ต้องพึ่งพาทุนเป็นหลัก นายไพบูลย์เลยคิดใช้ทุนเพื่อครอบครองกิจการมติชน

แต่นายไพบูลย์ลืมมองไปว่า แนวทางทุนนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณในขณะนี้ ประชาชนเสื่อมศรัทธาลงเรื่อยๆ

หน้า 6


"ไพบูลย์" เลิกคิดฮุบสื่อจริงหรือ?

จับกระแส : กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548

หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ และต่อต้านอย่างหนัก ทำให้ "นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม" ประธานกรรมการบริหารของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ตัดสินใจ"ถอย"แผน"ฮุบ"บริษัทมติชน และ บริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง

ทั้งนี้จากแถลงการณ์ร่วมกันของ นายขรรค์ชัย บุนปาน ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กับนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริหารของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะจับมือเป็นพันธมิตรในการทำธุรกิจสื่อร่วมกันในอนาคต

โดยกลุ่มแกรมมี่จะถือหุ้นใน"มติชน"ไม่เกินร้อยละ 20 และจะขายหุ้นในส่วนที่เกินกว่าร้อยละ 20 ให้กับนายขรรค์ชัย บุนปาน ในราคาหุ้นละ 11.10 บาท ซึ่งเป็นราคาเดิมที่แกรมมี่ได้มา

และจะทำให้นายขรรค์ชัย มีหุ้นเพิ่มจากร้อยละ 24 เป็นร้อยละ 36 พลิกมาเป็นผู้มีหน้าที่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์มติชนในราคาหุ้นละ 11.10 บาท เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ขณะที่ในส่วนของการบริหารงานทั้งหมดของ"มติชน"จะยังคงอยู่ภายใต้ผู้บริหารชุดเดิม และทางมติชนยินดีให้ทางแกรมมี่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของบริษัท

สำหรับหุ้นของบริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง ทางกลุ่มแกรมมี่ ก็จะยังคงไว้ที่ร้อยละ 23.26 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ได้กว้านซื้อไว้ก่อนหน้านี้

การออกมาแถลงข่าวครั้งนี้ของ"นายไพบูลย์"ผิดกับครั้งแรก ที่เขาประกาศชัดเจนว่า ได้กว้านซื้อหุ้นในกิจการของหนังสือพิมพ์มติชน ไว้ในมือแล้วร้อยละ 32.23 และซื้อหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ร้อยละ 23.26 โดยใช้เงินรวมกันประมาณ 2,600 ล้านบาท และกำลังมีความพยายามจะซื้อหุ้นรายย่อยให้ได้รวมกันถึงร้อยละ 75

การประกาศจะกว้านซื้อหุ้นมติชนให้ได้ถึงร้อยละ 75 ในการแถลงข่าวครั้งแรกส่อเจตนาให้เห็ดชัดว่า เขาต้องการเข้าไปควบคุมการบริหารทั้งหมดของมติชน เรียกได้ว่าเป็นการเข้าไปร่วมหุ้นแบบไม่เป็นมิตรกับมติชน ซึ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับสังคมเป็นอย่างยิ่งว่า"นายไพบูลย์"รับ"ใบสั่ง"จากคนรัฐบาลมาหรือไม่

ขณะที่สังคมส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่าแผนฮุบ"มติชน"และ"บางกอกโพสต์"มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของผู้บริหารแกรมมี่ ที่มีความใกล้ชิดกับคนในรัฐบาล โดยหวังใช้เป็น"สะพาน"เข้าไปควบคุมทิศทางการเสนอข่าวของสื่อทั้ง 2 องค์กรดังกล่าว เพื่อหวังผลในทางการเมือง

ต้องยอมรับว่ากระแสสังคมจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นองค์กรสื่อ พนักงานมติชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ศิลปิน หรือประชาชนทั่วไป ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านแผนการ"ฮุบ"บริษัทมติชน และบริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง ของกลุ่มบริษัทแกรมมี่

"ทรงพลัง"และมี"อิทธิพล"เป็นอย่างยิ่ง

"ทรงพลัง"เสียจนผู้บริหารบริษัทเครือแกรมมี่ ตัดสินใจพับแผนการฮุบสื่อในเครือ 2 องค์กรดังกล่าว หลังประเมินแล้วว่า หาก"ดันทุรัง"ต่อไป จะมีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะธุรกิจหลักด้านบันเทิงของบริษัท ย่อมจะได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมชื่อเสียงของบริษัทแกรมมี่ที่อุตส่าห์สร้างสมมา จะเสียหายป่นปี้ก็คราวนี้

เพราะหลังจากผู้บริหารบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย ประกาศชัดเจนว่าจะเข้าไปเทคโอเวอร์แบบไม่เป็นมิตรต่อบริษัทมติชน และบริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง ซึ่งเป็นองค์สื่อ ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจนเป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชนในแง่การนำเสนอข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชน

กระแสความไม่พอใจของประชาชนและสังคมเริ่มขยายลุกลามบานปลายไปทั่วทุกภาคส่วนของสังคมและลามไปทั่วประเทศ อย่างรวดเร็วมาก เร็วเสียจนผู้บริหารแกรมมี่คาดไม่ถึง

ขณะเดียวกันก็คาดการณ์กันว่า หากผู้บริหารแกรมมี่ยัง"ดันทุรัง"ที่จะเดินหน้า"เทคโอเวอร์"สื่อ 2 องค์กรต่อไปให้ได้ การปลุกกระแสสื่อและประชาชน ให้ร่วมกันรณรงค์"บอยคอต"สินค้าและผลิตภัณฑ์ของเครือแกรมมี่ คงได้ปรากฏขึ้น

อย่างไรก็ตาม การ"ถอย"ของแกรมมี่ครั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าแผนการ"ฮุบ"สื่อ ได้ปิดฉากหรือหายไปจากสมองของ"นายไพบูลย์"แล้วหรือยัง หรืออาจจะเป็นการถอยเพื่อปรับกลยุทธ์ รอเวลารุกในโอกาสต่อไปก็เป็นไปได้ เกมนี้คงต้องเกาะติดกันต่อไป


กรณีมติชน-โพสต์-สนธิ "ทุนนิยมไม่สนใจคุณธรรม"

มติชนรายวัน วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10055

ที่มา-จากการเสวนาหัวข้อ "ผ่าทางตันธุรกิจการเมือง บ่อนทำลายเสรีภาพประชาชน" ที่จัดขึ้นโดยคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ณ ห้องวารสารศาสตร์ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 กันยายน โดยประเด็นหลักอยู่ที่ การเข้าซื้อหุ้นบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และโพสต์ พับลิชชิ่งของบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย รวมถึงการสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่ดำเนินรายการโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล

 

*นายบรรเจิด สิงคะเนติ  อาจารย์นิติศาสตร์ มธ.

"ทุนนิยมไม่สนใจคุณธรรม จริยธรรม และคุณค่า มันต้องการอย่างเดียวคือกำไร"

"ผมอยากเริ่มเรื่องสิทธิเสรีภาพของสังคมไทย เป็นสังคมเสรีประชาธิประไตย เป็นรากฐาน เรื่องแรกการแสดงความคิดเห็นคือรากฐานที่มีอยู่สองกลุ่ม การแสดงความคิดเห็นของบุคคลทั่วไป และของสื่อ เรื่องที่สองเสรีภาพในการรวมกลุ่มเป็นสมาคม เพื่อแสดงเจตจำนงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่สำคัญคือการชุมนุม การชุมนุมเป็นการสะท้อนเพื่อนำมาเพื่อแสดงเจตจำนงที่คิดไว้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

จากตรงนี้เองสังคมไทยจึงยอมรับไม่ได้ที่จะมาทำลายต้นทุนทางสังคมอย่างหนังสือพิมพ์มติชน หรือหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เพราะประชาชนถือว่าตรงนี้เป็นสถาบันของสังคมการเมืองของสังคมไทยไปแล้ว ถ้าทำลายตรงนี้เท่ากับทำลายต้นทุนทางสังคมการเมือง สิ่งที่สังคมสะท้อนออกมา คือเป็นการปกป้องสถาบันที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย

ย้อนกลับเข้ามาที่รัฐบาลปัจจุบัน ผมว่ารัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยอมรับประชาธิปไตยในเชิงปริมาณก็คืออ้าง 377 เสียง แต่ไม่ยอมรับประชาธิปไตยเชิงคุณภาพ การแสดงออกของหนังสือพิมพ์มติชน บางกอกโพสต์ ก็ดี ของสื่อใดก็ดี ที่แสดงการวิพากษ์วิจารณ์เป็นการแสดงความเห็นในเชิงคุณภาพ แต่รัฐบาลนี้ยอมรับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือรากฐานใหญ่ที่จะต้องคิดนี่คือลักษณะสะท้อนการรวมศูนย์อำนาจ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอาการของโรคเท่านั้น อย่าถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ มันจะมีอาการอย่างนี้อยู่ร่ำไป เพราะรากฐานจริงๆ มันเป็นปัญหาเรื่องการรวมศูนย์อำนาจ

ผมคิดว่าคนไทยต้องปกป้องสิ่งเหล่านี้มันเป็นสถาบัน ถ้าสิ่งเหล่านี้ถูกทำลายไปหมด ท่านลองคิดดูอะไรจะเกิดขึ้นในสังคมไทย ผมคิดว่าการที่เราปกป้องไม่ใช่เรื่องของหนังสือพิมพ์มติชน บางกอกโพสต์ แต่มันเป็นการปกป้ององค์กรสื่อที่มีความเป็นกลาง และกล้าที่จะพูดตรงไปตรงมา ว่ารัฐบาลที่เป็นการใช้อำนาจสาธารณะทำการถูกผิดอย่างไร นี่คือรากฐานใหญ่ที่จะปกป้องและให้มันแผ่ขยายออกไปด้วยไม่ใช่เฉพาะ 2-3 หนังสือพิมพ์ที่มีอยู่ปัจจุบัน การที่สังคมถูกแทรกแซงมีอยู่ 2 มิติ คือมิติของทุน และมิติองค์กรสื่อ ท้ายที่สุดทุนนิยมมันจะไปสิ้นสุดอย่างไร ถ้ามองอย่างเป็นธรรมอาจจะต้องให้ความเป็นธรรมกับแกรมมี่ฯ ถ้าเขาอ้างเรื่องทุน เพราะนี่คือธรรมชาติของทุน ทุนนิยมไม่สนใจคุณธรรม จริยธรรม และคุณค่า มันต้องการอย่างเดียวคือกำไร นี่คือคาถาของทุนนิยม

ตรงนี้เองสังคมไทยต้องกลับมาคิดตั้งหลักในวันนี้ที่อำนาจทุนกับอำนาจรัฐมันเป็นวงๆเดียวกัน คืออันตรายของสังคมไทย อำนาจทุนกับอำนาจมันซ้อนอยู่ในวงๆ เดียวกัน แต่เดิมอำนาจรัฐอันหนึ่ง อำนาจทุนอันหนึ่ง แต่ว่าวันนี้มันโคจรมาเป็นวงเดียวกัน ท่านลองนึกดูว่าความอันตรายจะเป็นอย่างไร เมื่อใช้ทุนไม่ได้ก็ใช้รัฐเปิดไฟเขียวเพื่อจะให้ทุนเข้าไปได้ มันเกื้อกันหมด เพราะฉะนั้นกรณีของอำนาจทุนที่เข้ามาแทรกแซงผมคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่ ของสังคมที่อาจจะมาตั้งหลักว่า เราจะปิดรั้วล้อมบ้าน เพื่อให้อย่างน้อยที่สุดให้องค์กรเหล่านี้ ทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลางภายใต้หลักวิชาชีพได้อย่างไร ผมว่าอันนี้เป็นประเด็น และในทุกมิติไม่ใช่ในเฉพาะสื่อเท่านั้น ผมว่าอีกหลายมิติ สื่อนี่เป็นท้ายสุดที่อำนาจทุนจะเข้าไปทำลาย

ประการที่สองอำนาจรัฐ อันใดใช้อำนาจทุนไม่ได้อำนาจรัฐ กรณีของคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่คณะกรรมการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ถอดรายการออกจากช่อง 9 หรือโมเดิร์นไนน์) หรือกรณีเนชั่น ที่มีการใช้อำนาจของ ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) เข้าไปตรวจสอบธุรกรรม

แต่ในหลายเรื่องอำนาจศาลไปไม่ได้ อำนาจศาลไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบควบคุมได้ ยกตัวอย่างรายการคุณสนธิ ถ้าเราดูเรื่องเสรีภาพของสื่อตั้งแต่ มาตรา 39 41 ต่างๆ ถามว่าตรงนี้เป็นการแทรกแซงสื่อโดยผ่านอำนาจรัฐหรือไม่ ผมคิดว่ากรณีนี้เป็นอีกตัวอย่าง ที่เป็นการเข้ามาแทรกแซง ถ้าเราดูการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคุณสนธิ อยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ หรือไม่ เราคิดว่าอยู่ เขาอ้างว่าเป็นการกล่าวถึงบุคคลที่สาม โดยบุคคลที่สามไม่มีโอกาส ถามว่าท่านไม่ชายตาดูหรือว่าช่อง 9 ของท่านรายการ (คิดตามวัน) ของคุณสมัคร สุนทรเวช บางครั้งผมฟังไม่ได้ แต่ทำไมรายการอย่างนี้ถึงดำรงอยู่ได้ ตรงนี้เราถือว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐที่เลือกปฏิบัติหรือไม่

สื่อใดที่มีความกล้าหาญวิพากษ์วิจารณ์มีอันเป็นไป ฉะนั้นเราต้องปกป้องสื่อ ถ้าไม่ออกมาปกป้อง อาหารที่เราได้บริโภค มันจะมีสารพิษ ท้ายที่สุดมันจะถูกมอมเมา เช่าหากมีทุน 70 ล้านบาทยิงโฆษณาเข้าไปทุกวัน สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ได้ ฉันใดก็ฉันนั้นถ้าสื่อมาถูกปิด เกิดมันถูกครอบงำ กินอาหารอย่างนี้ทุกวัน ท้ายที่สุดทรรศนะในทางสังคมก็เปลี่ยน อันนี้เป็นสภาพการณ์สำคัญคงต้องรุกคืบไปอีกครั้งว่าเราจะต้องปกป้องสื่อให้มีความอิสระ มีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสาร

ประเด็นสุดท้าย สื่อนั้นเป็นสถาบันสำคัญของระบบประชาธิปไตย มีการพูดถึงว่าทำไมไม่เอามาตรา 41 มาใช้ ก็เพราะเราไม่เคยหยิบรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใช้เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองสื่อ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่ เมื่อตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่ ก็ต้องไปเขียนกฎหมายอีกฉบับ เพื่อให้มันเป็นลูกของมาตรา 41 เอาลูกมาบังคับแต่เพิกเฉยแม่ นี่คือสังคมไทย

ท้ายที่สุดถึงวันนี้ก็คงจะต้องสร้างกลไกที่จะคุ้มครองทั้งอำนาจสื่อ ที่มาจากอำนาจทุน และอำนาจรัฐ ผมว่าทั้งสองเรื่องยังมีปัญหาอยู่มากในแง่ของการที่เข้ามาแทรกแซง รูปแบบความเป็นไปได้ที่จะเป็นอย่างไรต้องเชิญทางนักวิชาการมาร่วมกัน"

 

*นายวีระ ประทีปชัยกูล  อดีตรองบ.ก.บางกอกโพสต์

"โพสต์ถูกกดดันจากรัฐบาลมาตลอด"

"มีคำถามว่าเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาคนที่บริษัทโพสต์ทำไมถึงเงียบนัก คำตอบคือคนทำงานที่โพสต์มีความกังวลเพราะมีปัญหาคือไม่มี บ.ก. คนมาแทนก็เป็นฝรั่ง ช่วงนี้ระหว่างสรรหาก็เลยไม่มีตัวหลัก

อีกอย่างหนึ่ง กว่าจะตั้งตัวได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่ ความสำคัญของโพสต์ ไม่ยิ่งหย่อนกว่ามติชนเลย คนในบางกอกโพสต์วิเคราะห์สถานการณ์ว่าของมติชนค่อนข้างแตกต่างจากโพสต์ ภัยคุกคามมีมากกว่าโพสต์ จีเอ็มเอ็มสามารถซื้อหุ้นได้เกิน 25% แต่ของโพสต์ไม่สามารถได้เกิน 25% จะไม่มีการตั้งโต๊ะซึ่งจะเป็นภัยคุกคาม แต่ก็ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหร่ว่าจีเอ็มเอ็มจะซื้อหุ้นโพสต์เท่าที่มีอยู่ และโอกาสที่จีเอ็มเอ็มจะซื้อหุ้นในนามคนอื่น ก็มีความเป็นไปได้ไม่มีใครรู้

โพสต์ถูกกดดันจากรัฐบาลมาโดยตลอด อาจจะเป็นไปได้ การที่จีเอ็มเอ็มระบุว่าการซื้อโพสต์ไม่ได้มาครอบงำ ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ การดำเนินธุรกิจใช้เงินซื้อหุ้นเป็นพันล้านบาทโดยไม่ต้องการบริหารฟังไม่ได้ ต้นทุนการลงทุนไม่คุ้มค่าเลย

การต่อยอดธุรกิจบันเทิงกับสื่อหนังสือพิมพ์ไม่เหมือนกันเลย จีเอ็มเอ็มทำงานเอาอกเอาใจรัฐบาล แต่หนังสือพิมพ์ไม่เอาอกเอาใจ หนังสือพิมพ์ให้ข่าวตรงไปตรงมาและเน้นความถูกต้องโดยไม่สนใจว่าผู้นั้นเป็นใคร

ความเป็นไปไม่ได้ในหลายๆ อย่างทำให้เรากังขาต่อการเคลื่อนไหวของจีเอ็มเอ็ม มีอะไรซ่อนเร้นหรือเปล่า การซื้อหุ้นโพสต์มีที่มาที่ไป มีการบีบผู้ถือหุ้นที่มีความกระทบกระเทือนต่อธุรกิจโรงแรม ไม่คุ้มกับการถือหุ้นในโพสต์ ทนแรงบีบไม่ไหวจะต้องขาย และความผิดของ บ.ก.เรื่องลานบินร้าวเป็นตัวเร่งหลักทำให้ผู้ถือหุ้นต้องขายหุ้นไป"

 

*นายจอน อึ๊งภากรณ์ ส.ว.กทม.

"เรื่องที่ประชาชนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะปัญญาชนลุกขึ้นมาสู้เรื่องมติชนกับบางกอกโพสต์ครั้งนี้ ผมคิดว่าถึงจุดสุดขีดแล้ว การถอยของแกรมมี่ผมยังไม่ถือเป็นชัยชนะ ที่ไม่มีใครพูดเลยคือเรื่องบางกอกโพสต์ ซึ่งตอนนี้เขาคุมแล้ว เขาไม่ได้ถอยตรงบางกอกโพสต์เลย เขาถอยตรงมติชน ผมเห็นว่ายังไม่ใช่ชัยชนะเลย มันเป็นเพียงการถอยเล็กๆ น้อยๆ ของแกรมมี่ ประชาชนอย่าโดนหลอก ผมคิดว่าต้องสู้ต่อไป

ผมคิดว่าต้องมีกฎหมายที่คุมเรื่องเนื้อหาเรื่องเปอร์เซ็นต์การถือหุ้นในสื่อ และต้องมีกฎหมายรองรับเรื่องมาตรา 41 ส่วนการรณรงค์ผมอยากเห็นการเอาไอทีวีคืนมา เพราะไอทีวีคือสื่อมวลชนโดยแท้จริงที่ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงได้"

 

*นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลฯ  "ต้องมีกฎหมายควบคุมว่าจะต้องทำอย่างไร"

"ผมมีข้อเสนอ ประการที่หนึ่ง ในด้านของการเมืองทางด้านนโยบายโครงสร้าง ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมาทบทวนพฤติกรรมทั้งหมดตั้งแต่เรื่องไอทีวี เนชั่น มติชน โพสต์ ทั้งหมด เรื่องนี้ถ้าไม่มีกฎหมายรองรับ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญสามารถพิทักษ์สิทธิของประชาชนของสื่อสารมวลชนวิชาชีพได้ เพราะในมาตรา 27-29 เห็นชัดว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนมันเป็นสิ่งที่ภาระผูกพันขององค์กรทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภาหรือศาล และตอกย้ำว่าถ้าเราถูกละเมิดสิทธิสามารถจะยกข้อกล่าวอ้างเป็นข้อต่อสู้ในทางศาลได้ เพราะฉะนั้นเรื่องสิทธิในกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้นเป็นสิ่งที่สังคมไทยถูกบิดเบือนตลอดเวลาว่าต้องมีกฎหมายรองรับ แต่มันไม่จำเป็น เพียงแต่จะทำยังไงให้คนตระหนักว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ สามารถยกขึ้นกล่าวอ้างการต่อสู้กระบวนการทางศาลได้

ประการที่สอง ผมคิดว่ากฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเรื่อง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ในการที่รัฐบาลไม่สามารถประกาศไช้ได้ส่วนหนึ่ง มันไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของตลาดหลักทรัพย์หรือหุ้นต่างๆ เพราะฉะนั้นกฎหมายต่างๆ ในมาตรา 26 ใน พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าและการประกาศใช้ที่มีผลบังคับใช้ของรัฐบาล ต้องทำให้เกิดกระบวนการในการเข้าไปตรวจสอบเกิดขึ้นได้ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ปล่อยเงินกู้ตั้ง 2,000 ล้านว่าไม่รู้ เพิ่งมารู้ที่หลัง ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ในระบบที่ข้อมูลข่าวสารระบบที่ต้องการตรวจสอบความครอบงำและการแทรกแซงในกลไก มีความบกพร่องที่ตรงไหน

ประการที่สาม ผมคิดว่าต้องแยกให้เห็นถึงกฎหมายที่ให้เห็นกระบวนการการแยกระหว่างฝ่ายบริหารการลงทุนกับฝ่ายวิชาชีพ เมื่อไรก็ตามฝ่ายบริหารสามารถมาล้วงลึกได้ ผมคิดว่าตรงนั้นอันตรายสำหรับสื่อมวลชนและวิชาชีพ และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการทางกฎหมายที่ป้องกันไม่ให้มีเรื่องของการเข้ามาควบรวมกิจการ ในการที่ควบสองรายสามรายเข้าหากัน วิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แล้วยังเว็บไซต์ ดาวเทียมอีก ซึ่งตอนนี้มีอยู่ครบหมดแล้ว

ผมคิดว่าพฤติกรรมแบบนี้จะส่อเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ จะตอบว่าเป็นการต่อยอดทางธุรกิจผมว่าไม่ใช่ ต้องมีกฎหมายควบคุมว่าจะทำอย่างไร ต้องไปดูด้วยว่ากฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชนต้องเข้าไปช่วยกันแก้ไข และผลักดันเพราะไม่เช่นนั้นสู้เท่าไรก็แพ้ทุกที"

หน้า 2


จี้สอบซื้อขายหุ้นมติชน-โพสต์ สมาคมนักข่าว ปมใช้ข้อมูลวงใน-กลต.ขานรับ

มติชนรายวัน วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10055

รบ.พร้อมเจ้าภาพกม.ต้านฮุบ ปชป.เสนอตัวยกร่างฯประกบ

สมาคมนักข่าวฯ-อนุ กมธ.สภาผู้แทนฯ จี้ ก.ล.ต.สอบ"แกรมมี่"ซื้อหุ้น"มติชน-โพสต์" ใช้ข้อมูลภายใน กรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯออกแถลงการณ์รับลูกทันควัน ลั่นจะเป็นด่านหน้าเจาะหา"อินไซเดอร์" วิษณุแบะท่ารับเป็นเจ้าภาพออกกฎหมายสกัด"ฮุบ"สื่อ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ตลาดทุนใน กมธ.การเงิน การคลัง ธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบกรณีบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน)ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทมติชนจำนวน 32.23% และบริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน) 23.26% ว่ามีความโปร่งใสหรือไม่

ส่วนเสียงเรียกร้องทั้งจากพรรคฝ่ายค้าน นักวิชาการให้พิจารณาร่างกฎหมายเพื่อป้องกันกลุ่มทุนใหญ่ครอบงำกิจการสื่อนั้น ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล เห็นด้วยกับแนวคิด โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ แนะนำให้สื่อมวลชนระดมหาแนวคิดที่ชัดเจน รัฐบาลพร้อมรับเป็นเจ้าภาพ ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ออกแถลงการณ์ยอมรับปรากฏการณ์เทกโอเวอร์สื่อครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนในการปล่อยเงินกู้จะต้องพิจารณาในประเด็นทางสังคมด้วย

**"วิษณุ"รับลูก"กม."คุ้มกัน"สื่อ"

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายนถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาล จะเป็นเจ้าภาพออกกฎหมายป้องกันนายทุน ไม่ให้เข้ามาครอบงำธุรกิจสื่อ ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดว่า จะดำเนินการอย่างไร สื่อลองจับกลุ่มคุยกันดูเพื่อให้ความคิดตกผลึก แล้วถ้าอยากให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพก็เสนอขึ้นมา หากรัฐบาลเห็นด้วยกับแนวคิดก็ไม่มีปัญหา เพราะวันนี้พูดกันแค่หลักการบรรทัดเดียวว่า จะคุ้มครองสื่อไม่ให้ถูกนายทุนแทรกแซงได้อย่างไร แต่การแทรกแซงทำได้หลายอย่าง เมื่อจะคิดถึงการป้องกันการแทรกแซง ในลักษณะที่จะเข้าไปเป็นเจ้าของ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่สังคมไทย ต้องคุยกันให้มากกว่านี้ ขอให้สื่อคุยกันเองก่อนแล้วมาเล่าให้ฟัง หรือ "ถ้าทางสมาคมวิชาชีพจะไปยกร่างกฎหมายมาให้ก็ยิ่งดีใหญ่ และหากร่างกฎหมายที่เสนอไม่ใช่กฎหมายการเงิน ส.ส. ก็สามารถเสนอได้ อาจจะเสนอร่างกฎหมายให้ ส.ส. ดำเนินการได้ เพราะจะเร็วกว่าการให้รัฐบาลทำ กว่าจะร่างกฎหมาย รับฟังความเห็น ทำให้ร่างของรัฐบาลกับร่างของ ส.ส. มีความได้เปรียบเสียเปรียบกันตรงนี้" นายวิษณุกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลออก พ.ร.บ.ป้องกันการผูกขาดในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว แต่ยังปล่อยให้มีการผูกขาด และไม่มีนำกฎกระทรวงมาบังคับใช้อย่างจริงจัง นายวิษณุทำหน้าครุ่นคิดก่อนตอบว่า "ผมยังไม่ค่อยแน่ใจตรงนี้ว่าเราถือว่าสื่อเป็นสินค้าตาม พ.ร.บ.นี้หรือไม่ และสื่อเองคงไม่อยากถูกประทับตราว่าเป็นสินค้า ถ้าสื่อถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.นี้ ก็ต้องปฏิบัติตามมาตราอื่นๆ ที่ใช้อยู่กับสินค้า จะไปถือว่าสื่อเป็นสินค้าเหมือนเบียร์หรือเหล้าคงไม่ได้ หรือว่าคุณจะยอมอย่างนั้นหรือ"

**ฝ่ายค้านชูธงร่างกฎหมาย

ที่ จ.ชลบุรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จะพิจารณายกร่างกฎหมายเพื่อป้องกันการแทรกแซงสื่อ ว่า จะดูในหลายส่วนประกอบกัน เพราะเรื่องนี้มีรากฐานอยู่ในรัฐธรรมนูญ นอกจากร่างกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน)จะเสนอมาด้วย เพราะในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติควรจะดำเนินการบางอย่าง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและเพื่อให้เกิดความมั่นใจขึ้น เพราะกรณีการซื้อหุ้นหนังสือพิมพ์ในครั้งนี้ยังไม่จบ และจะมีกรณีอื่นๆ ตามมาอีก

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การพิจารณายกร่างจะดูว่า ความเป็นเจ้าของสื่อจะมีข้อจำกัดอะไรหรือไม่ ดูสัดส่วนการถือหุ้น การถือหุ้นไขว้ หรือเรื่องอำนาจเหนือตลาดอย่างไร อีกส่วนหนึ่ง เมื่อโครงสร้างจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ จะคุ้มครองคนทำงานที่ทำงานตรงไปตรงมาตามวิชาชีพได้อย่างไร ซึ่งคงจะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน เพราะมีงานวิจัยและการศึกษามาก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านขอเชิญชวนรัฐบาลมาด้วย เพื่อจะได้ชัดเจน

**"ประเวศ"เน้นกฎกติกาสกัดฮุบ

น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ถึงการครอบงำสื่อมวลชนว่า ประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน ต้องช่วยกันดูว่าทำอย่างไรสื่อทั้งหมดจึงจะอิสระและมีคุณภาพ ต้องดูว่าความเป็นเจ้าของควรจะเป็นอย่างไร ควรจะมีคนคนเดียวเป็นเจ้าของหรือไม่ ต้องดูว่าควรจะมีกฎกติกา ในการป้องกันการผูกขาดอย่างไร ต้องดูลงในรายละเอียดทั้งหมด รวมทั้งความเป็นอิสระ จะต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ เมื่อผู้สื่อข่าวสื่อความจริง จะได้ไม่ถูกปลด

"ถ้าเราทำอย่างนี้สื่อจะได้เป็นสถาบัน แล้วความชั่วช้าต่างๆ ก็จะลดลง ถ้าสื่อเป็นสถาบัน แสดงว่าต้องมีความรู้ความดี ให้การศึกษาคนอื่นได้ เป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งหลาย ฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายการเมือง และทั้งฝ่ายวิชาการ ต้องช่วยกันทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น เพราะถ้าสื่อบวกประชาชน จะเท่ากับสถาบันทางสังคม ถ้าทำให้เป็นสถาบันทางสังึคมขึ้นมาได้ ทุกอย่างก็จะลงร่อง แต่เวลานี้เกียรติมีอยู่เฉพาะข้าราชการ" ราษฎรอาวุโสกล่าว

น.พ.ประเวศกล่าวว่า ขณะนี้สังคมเรียนรู้เรื่องมติชน แต่อย่าลืมเรื่องบางกอกโพสต์ คนไทยอาจจะอ่านภาษาอังกฤษน้อย สิ่งที่บางกอกโพสต์ทำนั้น ได้สื่อออกไปทั่วโลกซึ่งบางเรื่องรัฐบาลก็ไม่พอใจ เรื่องนี้ปฏิกิริยาเห็นได้ชัด เช่น มักพูดว่า "สื่อต่างประเทศฉบับหนึ่ง" เราต้องเข้าใจว่า สิ่งที่บางกอกโพสต์สื่อไปทั่วโลก เขาจึงอยากเข้าไปครอบงำ เพราะฉะนั้น ต้องช่วยกันดูที่บางกอกโพสต์ด้วย

**"จิรายุ"รับ"บทเรียน"ปล่อยกู้

นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา นายกกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า ทางธนาคารจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนและพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของธนาคารในอนาคต ที่จะต้องคำนึงถึงประเด็นทางสังคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ออกหนังสือชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวไว้ 3 ประการว่า 1.การพิจารณาวงเงินสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติของธนาคาร ที่คำนึงถึงความเหมาะสมโดยเป็นที่เข้าใจว่าเป็นการเข้าถือหุ้นด้วยความสมัครใจของผู้ขาย 2.เนื่องด้วยทางบริษัทจีเอ็มเอ็มได้ตกลงที่จะยุติการเข้าถือหุ้นข้างมาก โดยลดสัดส่วนการถือหุ้นเหลือ 20% ทำให้หมดความจำเป็นที่จะใช้เงินกู้เพิ่มเติมจากธนาคารเพื่อการนี้ 3.กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนที่ธนาคารต้องเพิ่มความรอบคอบระมัดระวังยิ่งขึ้นในอนาคต

**ส.นักข่าวจี้ก.ล.ต.สอบอินไซเดอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางผุสดี คีตวรนาฏ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบและเปิดเผยกระบวนการซื้อขายหุ้นของบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) และบริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน) โดยหนังสือดังกล่าวระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อมวลชนระหว่างวันที่ 12-16 กันยายน 2548 กรณีบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทมติชนจำนวน 32.23% และบริษัทโพสต์ฯ 23.26% ซึ่งถือเป็นการเข้าซื้อหุ้นจำนวนมากในกิจการสื่อมวลชนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ดังนั้น เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าซื้อหุ้นใน 2 บริษัทดังกล่าวอย่างโปร่งใส และให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยคลายข้อกังวลใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ข้างต้น สมาคมจึงขอความร่วมมือมายัง ก.ล.ต.ให้ตรวจสอบกระบวนการซื้อขายหุ้นของทั้งสองบริษัท ในช่วงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2548 จนถึงวันที่ 12 กันยายน 2548 และตรวจสอบการซื้อขายที่ใช้ข้อมูลวงใน(อินไซเดอร์ เทรดดิ้ง) ของหลักทรัพย์ดังกล่าว ตลอดจนเปิดเผยผลการตรวจสอบให้สาธารณชนรับทราบ

**ก.ล.ต.ขอเป็นด่านหน้าคุ้ยหุ้นป่วน

ก.ล.ต.ได้ออกหนังสือชี้แจงว่า ตามที่ปรากฏข่าวผ่านสื่อต่างๆ กรณีบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย เข้าซื้อหุ้นของบริษัทมติชน จนมีสัดส่วนการถือหุ้น 32.23% โดยไม่ได้รายงานการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์มาก่อน รวมทั้งมีข้อสังเกตว่าอาจใช้ข้อมูลภายในเกิดขึ้นนั้น ตามเกณฑ์ระบุว่าบุคคลใดๆ ได้หุ้นมา หรือจำหน่ายหุ้นไปจนแตะหรือข้ามจุดทุก 5% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดต้องยื่นแบบรายงานการได้มา หรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ภายใน 1 วันทำการ ซึ่งแบบรายงานดังกล่าวจะเปิดเผยผ่านทางเว็บไซต์ของ ก.ล.ต.

สำหรับกรณีของจีเอ็มเอ็มฯนั้น พบว่าเดิมถือหุ้นมติชนจำนวน 0.06% และในวันที่ 12 กันยายน 2548 จีเอ็มเอ็มฯได้ซื้อหุ้นมติชนเพิ่มขึ้นจำนวน 32.18% รวมเป็น 32.23%โดยจีเอ็มเอ็มฯรายงานในวันเดียวกันนั้นแล้ว

ส่วนกรณีที่อาจมีการใช้ข้อมูลภายในเกิดขึ้นนั้น ตลาดหลักทรัพย์จะเป็นด่านหน้าในการติดตามการซื้อขายหุ้นที่ผิดปกติ ซึ่ง ก.ล.ต.จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

**อนุกมธ.ยื่นถาม2ปม"แกรมมี่"

ทางด้านนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ตลาดทุนใน กมธ.การเงิน การคลัง ธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในวันที่ 20 กันยายน จะยื่นหนังสือสอบถามคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เกี่ยวกับกรณีที่กลุ่มแกรมมี่ซื้อหุ้นบริษัทมติชน ใน 2 ประเด็น

(1) การที่ ก.ล.ต.ยินยอมให้แกรมมี่ยุติการเสนอซื้อหุ้น โดยอ้างกฎที่ใครเปลี่ยนใจไม่ซื้อหุ้นเกิน 25% ภายใน 7 คนไม่ต้องทำเสนอซื้อหรือเทนเดอร์ออฟเฟอร์นั้น ไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปตามที่ ก.ล.ต.อ้างหรือไม่ เพราะแกรมมี่ประกาศต่อสาธารณะแล้วว่าจะเสนอซื้อ มีผลต่อราคาหุ้น

(2) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมจนถึงวันที่แกรมมี่ยุติการซื้อหุ้นของมติชนนั้น หุ้นมติชนมีราคาสูงขึ้น 40% ถือว่าผิดสังเกต ซึ่งเป็นไปได้หลายอย่างคือ แกรมมี่เข้าไปซื้อเอง กรณีนี้จะไม่ผิดหากแน่ใจว่าซื้อไม่เกิน 5% แต่หากแกรมมี่ไม่ได้ซื้อ ถามว่า คนซื้อ ซื้อด้วยข้อมูลภายในหรือไม่หรือที่เรียกว่าอินไซเดอร์

"นอกจากนี้ควรให้แกรมมี่ถือหุ้นเพียง 19.9% แทนที่จะถือ 20% เพราะหากถือ 20% หากแกรมมี่ค่อยๆ แอบซื้อจนถึง 24.9% จะไม่มีใครทราบเลย เพราะไม่ถึง 5% จึงไม่ต้องแจ้งตลาด แต่หากถือ 19.9% เมื่อซื้อถึงที่จุด 20% ต้องแจ้งตลาด เพราะคนซื้อต้องแจ้งทุกๆ 5% คือ 5, 10, 15, 20 และ 25%" นายกรณ์กล่าว

**ปชป.เสนอองค์กรสื่อเฝ้าระวัง

ขณะเดียวกันนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้ตลาดหลักทรัพย์ เข้าไปตรวจสอบกรณีบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด(มหาชน) เข้าไปซื้อหุ้นบริษัทมติชน พร้อมกับเรียกร้องให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องทำเรื่องนี้เกิดความโปร่งใสและเห็นว่าควรมีองค์กรหรือกลุ่มบุคคล เช่น องค์กรสื่อสารมวลชน หรือองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค จับมือกันเฝ้าระวังไม่ให้แกรมมี่รุกคืบซื้อหุ้นมติชนเพิ่มเติมในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในอนาคต อย่างไรก็ตาม หากแกรมมี่จริงใจตามที่ประกาศไว้จริงก็ควรดำเนินการทางปฏิบัติให้เป็นจริงด้วย โดยการทำข้อตกลงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรและระบุให้ชัดเจนว่าจะไม่มีการซื้อหุ้นเพิ่มทั้งทางตรงและทางอ้อม แล้วนำไปจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อนำข้อตกลงดังกล่าวใช้เป็นส่วนหนึ่งในข้อบังคับในบริษัท

**ส.ว.ยุทบทวนระบบ"ทุนเสรี"

ที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) จัดเสวนา "ผ่าทางตันธุรกิจการเมือง บ่อนทำลายเสรีภาพประชาชน" นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี เสนอความเห็นว่า ในด้านของการเมืองนโยบายโครงสร้างจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมาทบทวนพฤติกรรมทั้งหมดตั้งแต่เรื่องไอทีวี เนชั่น มติชน โพสต์ ดูว่าในระบบทุนจะทำให้เกิดทุนเสรีและเป็นธรรมได้หรือไม่ ควรตรวจสอบกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พิจารณากระบวนการทางกฎหมายที่ป้องกันไม่ให้มีเรื่องของการเข้ามาควบรวมกิจการ

**เสนอตั้งกลไกห้ามถือหุ้นข้ามสื่อ

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ กล่าวในฐานะตัวแทนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในที่สัมมนาว่า อยากให้มองเลยไปมากกว่าปรากฏการณ์มติชนหรือโพสต์ ในแง่การต่อสู้ของประชาชนในช่วงที่มีการร่างกฎหมาย วิทยุโทรทัศน์กระจายเสียง มีบุคคลเคลื่อนไหวในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ร่างกฎหมาย กสช.มีเรื่องการถือหุ้นใหญ่จะมีส่วนเท่าไหร่ควรจะมีข้อกำหนดการแข่งขันเรื่องวิทยุโทรทัศน์ให้เป็นธรรม เรื่องที่จะมีความสำคัญมากที่นักวิชาการพูดเรื่องนี้คือการถือหุ้นข้ามสื่อ ควรจะมีข้อจำกัดหรือมีกลไกอะไรบ้างที่จะป้องกันไม่ให้การซื้อข้ามมีลักษณะของการครอบงำข้อมูลข่าวสารของสังคมได้ เช่น ถ้าเป็นเจ้าของทีวีช่องหนึ่งแล้ว ถ้าจะไปซื้อหุ้นสิ่งพิมพ์ในระดับชาติควรจะถือหุ้นไม่เกินเท่าไหร่

**อจ.เชียงใหม่เชื่อมีหลายทางออก

ที่ภาควิชาการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) หนังสือพิมพ์อ่างแก้วจัดเสวนาเรื่อง "อุดมการณ์สื่อจะดำรงอยู่อย่างไรในกระแสทุน จากแกรมมี่ ถึง โพสต์-มติชน" โดย ร.ศ.สดศรี เผ่าอินทร์จันทร์ หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชน มช. กล่าวว่า เชื่อว่าทางออกของสื่อมีหลายทางคือ องค์กรสื่อต้องเข้มแข็ง กฎหมายว่าด้วยธุรกิจสื่อที่พรรคประชาธิปัตย์อยากให้มี ตลาดทุนนอกระบบเพื่อระดมหุ้น เพราะสื่อเป็นสินทรัพย์ทางปัญญา เป็นของสาธารณะไม่มุ่งทำกำไรอย่างเดียว นักวิชาการต้องเข้มแข็งเพื่อสะท้อนปัญหา เพิ่มสื่อทางเลือก และสิ่งสุดท้ายคือ จิตวิญญาณของคนทำสื่อ มีอุดมการณ์ที่ต้องยึดมั่น

หน้า 1


ข้อเสนอเพื่อป้องกันการครอบงำนสพ.

จุมพฏ สายหยุด  กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2548

เรียน ท่านผู้มีหุ้นมติชน ในมือทุกท่าน

หากท่านรักมติชน และ "พี่ช้าง" ขรรค์ชัย บุนปาน กรุณาอย่าได้ขายหุ้นมติชนให้แก่พี่ช้าง ในการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ เพราะยิ่งขายหุ้นให้พี่ช้างๆ ก็ต้องไปกู้เงินมาซื้อหุ้นคืนมากขึ้น เป็นหนี้มากขึ้น สถานการณ์ขณะนี้ พี่ช้างไม่ต้องการหุ้นเพิ่มแม้แต่หุ้นเดียว แต่กฎหมายบังคับให้ต้องซื้อ แต่ผมรู้ว่าข้อเรียกร้องนี้จะไม่ได้ผลกับคนที่ซื้อหุ้นมติชนที่ 7-8 บาท ขอให้จำไว้เลยว่าใครที่ขายหุ้นให้พี่ช้าง แสดงว่าไม่รักพี่ช้าง ซ้ำเติมพี่ช้าง และหวังทำกำไรจากความทุกข์ยากของพี่ช้าง

เมื่อสัปดาห์ก่อนสื่อในเครือมติชนคงรู้สึกอบอุ่นในกำลังใจที่ได้รับจากสังคมรอบด้าน ที่ภูมิใจที่ได้ประกาศตัวเป็นเฟรนด์ออฟมติชน เฟรนด์ออฟเพรส แล้วเมื่อละครฉากนี้ปิดลง พวกเราที่ทำมาหาเลี้ยงชีพในฐานะสื่อมวลชน ก็จะต้องหันมาเผชิญกับความจริงของชีวิตต่อไป

ความจริงในชีวิตที่มีอยู่ว่าเราต้องหา "ทุน" มาจุนเจือชีวิต กิจการ และครอบครัวของเรา ความจริงในชีวิตที่มีอยู่ว่า "หน้าตัก" ของพี่ช้างต้องหายไปอีก 300 ล้านบาท พร้อมกับการเป็นหนี้อีกหนึ่งพันล้านบาท เพื่อรักษาสิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นอิสระ" ของสื่อมวลชน ในขณะที่กัลยามิตรของพี่ช้างรับเครดิตไป

นักวิชาการ เอ็นจีโอ สารพัดเฟรนด์ ผู้บริโภคทั้งหลาย ล้วนกระตือรือร้นที่จะบอกว่าสื่อมวลชนควรจะทำตัวอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบความถูกต้อง ความเป็นอิสระ การดำรงความเป็นกลาง ปราศจากครอบงำ จรรยาบรรณ ความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่มีอาชีพอะไรแล้วที่จะถูกคาดหวังมากถึงเพียงนี้ แต่กัลยาณมิตรเหล่านี้ให้ความสนใจน้อยที่สุดกับประเด็นที่ว่า "เราจะอยู่รอดอย่างไร ด้วยอะไร" เพื่อให้ยืนหยัดทำหน้าที่ที่ถูกคาดหวังนั้น

ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือข้อเสนอที่ไม่รู้จักจำแนกเรื่องบทบาทและปรัชญาของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกลายเป็นข้อเสนอจากบางองค์กรที่ว่า กิจการสิ่งพิมพ์ไม่สมควรเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อป้องกันการครอบงำจากกลุ่มทุน

ดังนั้น เรื่องนี้ที่สุดแล้วสื่อมวลชนต้องมาคิดกันเอง ซึ่งข้อเสนอของผมก็คือ การจัดตั้งสิ่งที่ขอเรียกไปพลางๆ ก่อนว่า "กองทุนรวมเพื่อการลงทุนในกิจการสิ่งพิมพ์" โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมเท่านั้นที่มีสิทธิจะจัดตั้งกองทุนนี้ แล้วเสนอขายหน่วยลงทุนต่อสาธารณชน จากนั้นก็เอาเงินไปซื้อหุ้นของกิจการสิ่งพิมพ์ที่เป็นเป้าหมาย ผู้ถือหน่วยลงทุนก็จะมีรายได้จากเงินปันผล หรือการขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

"กองทุนรวมเพื่อการลงทุนในกิจการสิ่งพิมพ์" จะมีสถานะเป็นนักลงทุนสถาบัน ที่มีสถานะแตกต่างไปจากนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาเป็นผู้บริหาร หรือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ แกรมมี่ ที่ต้องการจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหาร หรือกำหนดยุทธศาสตร์องค์กร ในขณะที่นักลงทุนสถาบันคือกองทุนรวม (ซึ่งก็คือผู้ถือหน่วยลงทุน) จะคำนึงถึงและเข้าใจเงื่อนไขการลงทุนอย่างน้อยสองประการ

ประการที่หนึ่ง กองทุนรวมจะมีเป้าหมายในเชิงสังคม (อย่างที่นักวิชาการ เอ็นจีโอ ผู้บริโภคเรียกร้อง) ดังนั้น การลงทุนในกิจการสิ่งพิมพ์ก็เพื่อสนับสนุนจุดยืนของสิ่งพิมพ์นั้น รวมถึงความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ

ประการที่สอง ผู้ถือหน่วยลงทุนใน "กองทุนรวมเพื่อการลงทุนในกิจการสิ่งพิมพ์" ต้องเข้าใจและยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องที่ว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในกิจการสิ่งพิมพ์คงจะต่ำกว่ากิจการอื่น แต่ในกรณีนี้ กองทุนรวมอาจกำหนดสัดส่วนลงทุนในกิจการอื่นที่มีผลตอบแทนลงทุนสูงกว่าได้ เพื่อดึงดูดผู้ถือหน่วยลงทุนที่ต้องการจะสร้างจุดสมดุลระหว่างผลตอบแทนลงทุนและอุดมคติ

ขนาดของกองทุนนี้อยู่ที่ 2.5-5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นขนาดปกติของกองทุนรวมทั่วไป เมื่อเทียบกับเครดิตไลน์จากแบงก์ไทยพาณิชย์ที่ให้กับแกรมมี่ ก็ถือว่าพอฟัดพอเหวี่ยงหรือเหนือกว่าด้วยซ้ำ

ความไม่รู้หรือไม่เข้าใจของผู้ที่เสนอว่า กิจการสิ่งพิมพ์ไม่สมควรเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากไปเข้าใจว่าคำว่านักลงทุนหรือกลุ่มทุนนั้นหมายถึงแกรมมี่ ชินคอร์ป หรือพวกที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นพันธมิตรธุรกิจ แต่ความจริงนักลงทุนยังสามารถหมายถึงนักลงทุนสถาบันที่มีเป้าหมายในเชิงสังคมด้วย เรื่องนี้ในต่างประเทศเป็นเรื่องธรรมดา ดูง่ายๆ นักลงทุนกลุ่มที่ขายหุ้นมติชนให้แกรมมี่ ก็เป็นนักลงทุนสถาบันชาติตะวันตก ซึ่งมีอยู่รายหนึ่งเป็นกองทุนบำนาญพนักงาน

ผู้ที่จะมาซื้อหน่วยลงทุน ประกอบด้วย นักวิชาการ เอ็นจีโอ เฟรนด์ออฟมติชน และสรรพเฟรนด์ และใครก็ตามที่บอกว่าอยากเห็นสื่อมวลชนไม่ถูกครอบงำจากกลุ่มทุน รวมทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ของกิจการสิ่งพิมพ์ที่เอาเงินมาลงขันกันได้

ยิ่งมติชนตกลงกับแกรมมี่แบบนี้ "กองทุนรวมเพื่อการลงทุนในกิจการสิ่งพิมพ์" ยิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยคานอำนาจ หรือเพิ่มน้ำหนักให้กองบรรณาธิการมากขึ้น

ตราบใดที่กระดาษ แท่นพิมพ์ และหมึก ไม่ใช่ของฟรีที่ลอยลงมาจากท้องฟ้า นักข่าวต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หนังสือพิมพ์ต้องพัฒนาคุณภาพต่อเนื่องให้ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม ตราบนั้น กิจการสิ่งพิมพ์ก็ต้องรู้จักบริหารทุน และระดมทุน ซึ่งตลาดหุ้นเป็นแหล่งทุนโดยพื้นฐานที่มีความเป็นมิตรกับกิจการสิ่งพิมพ์ เนื่องจากพร้อมที่จะเปิดรับความคิดใหม่ในการลงทุนมากกว่าสถาบันการเงิน มีต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่า ด้วยเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า การเข้าตลาดหุ้นก็ต้องรู้เงื่อนไข ภววิสัย ความโหดในแบบฉบับของเกมการเงินเช่นกัน

หนึ่ง เรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ให้เป็นประโยชน์

สอง หาทางเพิ่มมูลค่าหุ้นของกิจการในกรอบเท่าที่ทำได้ อย่าปล่อยให้ผู้ถือหุ้นใจเหี่ยวจนไปขายให้แกรมมี่

สาม ต้องมีบรรษัทภิบาล มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย ระมัดระวังผลประโยชน์ทับซ้อน

ข้อเสนอนี้อาจจะทำให้เพื่อนๆ พี่ๆ สื่อมวลชน สามารถวางแนวป้องกันที่แข็งแกร่งในสมรภูมิแห่งทุน ผมไม่ได้มองว่าทุนเป็นสิ่งที่ดีหรือเลวในตัวเอง แต่มีฐานะเป็น "เครื่องมือ" ที่หยิบมาใช้ได้ ไม่ใช่มานั่งกีดกัน ประณาม ปฏิเสธที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจ แล้วก็ตกเป็นเหยื่อของเงินในที่สุด