หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
"Suicide Bomb" ในมุมมองของนักวิชาการตะวันตก

โดย ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มติชรายวัน วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10049

"Suicide Bomb" หรือที่ในภาษาไทยเรียกว่า "ระเบิดพลีชีพ" เป็นคำที่เรามักได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ ผ่านทางสื่อชนิดต่างๆ ที่รายงานข่าวสถานการณ์ในต่างประเทศ

เช่นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่กลางกรุงลอนดอน หรือที่เมืองตากอากาศ ชาม อัล-เชคในอียิปต์ ผู้ก่อการก็ใช้วิธีระเบิดพลีชีพโจมตีเป้าหมายจนทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก

ยิ่งในอิรักและปาเลสไตน์ด้วยแล้ว การระเบิดพลีชีพถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก จนกลายเป็นเรื่องปกติไป

แม้กระนั้นก็ตาม เราเองก็ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจต่อปรากฏการณ์นี้มากสักเท่าไหร่นัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการระเบิดพลีชีพแบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเราเมืองเรา จึงดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว

แต่สำหรับโลกตะวันตกแล้ว มีนักวิชาการหลายคนพยายามศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นพัฒนาการด้านบวก เพราะองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยของพวกเขา ทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์กับเราคนไทยไม่น้อย

หนึ่งในหนังสือเล่มล่าสุดที่ออกมาวางตลาดเมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งเกี่ยวกับเรื่อง "ระเบิดพลีชีพ" โดยตรง คือ หนังสือที่ใช้ชื่อเรื่องว่า Dying to win : The Logic of Suicide Terrorism เขียนโดย Robert Pape ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำอยู่ในมหาวิทยาลัยชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในหนังสือเล่มนี้ Pape ได้รวบรวมคลังข้อมูลที่เกี่ยวกับนักระเบิดพลีชีพทั้งหลายไว้มากมายถึง 462 คน ซึ่งทั้งหมดได้ใช้ปฏิบัติการระเบิดพลีชีพเข่นฆ่าศัตรูจนเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 ถึง 2004

หลังจากที่ Pape ได้วิเคราะห์ข้อมูลสถิติประชากร ตลอดจนจิตวิทยาของผู้ก่อการและแรงจูงใจทางการเมือง และอุดมการณ์ของพวกเขาแล้ว เขาจึงได้ให้ข้อสรุปไว้ 2 ประเด็นใหญ่ๆ ที่นับว่าน่าสนใจทีเดียว

ข้อสรุปแรกที่ Pape ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ แนวคิดอิสลามรากฐานนิยม (Islamic Fundamentalism) ไม่ได้เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการก่อการร้ายแบบพลีชีพอย่างที่หลายคนเข้าใจหรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ความเคร่งครัดในศาสนาไม่ได้เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้ก่อการเลือกที่จะใช้วิธีระเบิดพลีชีพเพื่อเข่นฆ่าคนที่พวกเขาคิดว่าเป็นศัตรู

Pape ให้เหตุผลประกอบว่า การระเบิดพลีชีพครั้งแรกในช่วงปลายของศตวรรษที่ 20 เป็นปฏิบัติการของพวกพยัคฆ์ทมิฬ (Tamil Tigers) ของประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยากว่าความกล้าหาญของพวกเขาที่ยอมแม้แต่จะสละชีวิตของตัวเองนั้น มีแรงจูงใจมาจากศาสนา เพราะถึงแม้ว่าชาวทมิฬส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาฮินดู แต่พวกพยัคฆ์ทมิฬกลับนิยมแนวคิดทางโลกย์อย่างลัทธิมาร์กซ์

ในขณะเดียวกัน ถ้าหากเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นได้ว่า การพลีชีพซึ่งใช้เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์นั้น ถูกใช้ครั้งแรกในยุโรปเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 12 ในช่วงสงครามครูเสด ซึ่งปฏิบัติการโดยพวก Knights Templar และในการปฏิวัติเบลเยียมโดยชาวดัตช์ในปี ค.ศ.1830 จนกระทั่งมาถึงยุคสมัยใหม่ พวกนักบินชาวญี่ปุ่นของฝูงบินกามิกาเซ่ ก็ได้นำเอากลยุทธ์การพลีชีพมาใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อโจมตีเรือนาวิกโยธินของฝ่ายสหรัฐ

ดังนั้น จึงไม่ถูกต้องทีเดียวที่จะพูดว่าการระเบิดพลีชีพเป็นผลผลิตของชาวปาเลสไตน์ชาวอิรัก หรือชาวอาหรับโดยรวม เพราะการพลีชีพถูกนำมาใช้ในการโจมตีศัตรูเป้าหมายมาอย่างยาวนานนับหลายศตวรรษก่อนหน้านี้แล้ว

ประเด็นที่สองที่ Pape ให้ความสำคัญ คือ การโจมตีแบบพลีชีพไม่ได้มีเหตุจูงใจมาจากศาสนา มากเท่ากับการที่ผู้ก่อการ มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เช่น เป้าหมายในการขับไล่ชาติมหาอำนาจ ให้ถอนกองกำลังทหารออกไปจากดินแดน ที่ผู้ก่อการถือว่าเป็นมาตุภูมิของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นในกรณีของ เลบานอน ศรีลังกา เชชเนีย แคชเมียร์ ปาเลสไตน์ ไปจนถึงอัฟกานิสถานและอิรักในปัจจุบัน

Pape เห็นว่า ยิ่งกองกำลังสหรัฐขยายฐานทัพไปประจำการในต่างแดนมากเท่าใด ความถี่ของการระเบิดพลีชีพต่อต้านสหรัฐ และชาติพันธมิตรก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นมากเท่านั้น

ข้อสังเกตที่ว่านี้มีความสำคัญทีเดียว เพราะเท่ากับเป็นการแนะให้รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ถอนกองกำลังออกจากอิรักและอัฟกานิสถาน ตลอดจนฐานที่มั่นทางการทหารของสหรัฐในตะวันออกกลางทั้งหมดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซาอุดีอาระเบีย Pape พยายามอธิบายให้สหรัฐเข้าใจว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นหลังจากที่สหรัฐถอนฐานทัพเหล่านั้นออกมา

เขาได้ยกตัวอย่างกรณีเลบานอน ซึ่งเป็นประเทศที่เคยเกิดเหตุระเบิดพลีชีพถึง 41 ครั้ง ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1982-1986 แต่ท้ายที่สุดการระเบิดพลีชีพก็หยุดลงเมื่อสหรัฐและฝรั่งเศสตัดสินใจถอนกองกำลังออกไป พร้อมๆ กับที่อิสราเอลได้ถอยร่นกองทัพของตนไปประจำอยู่ในพื้นที่แห่งหนึ่งทางภาคใต้ของเลบานอนเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ตามความคิดของ Pape การระเบิดพลีชีพจึงเกิดจากเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของผู้ก่อการเป็นหลัก โดยที่อิสลามถูกใช้ให้เป็นแค่ตราประทับรับรองความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงเท่านั้น

อาทิ มือระเบิดพลีชีพชาวปาเลสไตน์จะยอมรับสันติภาพ ก็ต่อเมื่ออิสราเองถอนตัวออกจากดินแดนยึดครองทั้งหมด ด้วยความจริงใจเท่านั้น

ในประเด็นปาเลสไตน์นี้ Avishai Marqalit ได้เขียนไว้ใน The New York Review of Books ว่า ถึงแม้ว่าภาษา หรือศัพท์แสงที่มือระเบิดพลีชีพชาวปาเลสไตน์ใช้นั้น มักจะแสดงออกให้เห็นถึงความเป็นอิสลาม แต่อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขานับว่ามีความสลับซับซ้อนมากกว่า

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กรณีของ Mahmoud Ahmad marmash มือระเบิดพลีชีพชาวปาเลสไตน์วัย 21 ปี ที่ระเบิดตัวเองในเมือง Netanya เมื่อปี ค.ศ.2001 ก่อนหน้าที่เขาจะปฏิบัติภารกิจ เขาได้เขียนบันทึกทิ้งไว้ว่า

"ฉันต้องการล้างแค้นให้แก่เลือดชาวปาเลสไตน์ ไม่ว่าจะเป็นเลือดของผู้หญิง เลือดของคนชรา หรือเลือดของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือดของเด็กผู้หญิงที่ชื่อ Iman Hejjo ผู้ซึ่งความตายของเธอทำให้ฉันสั่นสะท้านไปถึงแก่นกลาง"

ส่วนจดหมายที่ส่งไปถึงครอบครัว เขาเขียนว่า "ความยุติธรรมของพระเจ้าจะได้รับชัยชนะด้วยการญิฮาด ด้วยการหลั่งเลือดและด้วยซากมนุษย์เท่านั้น"

จากบันทึกนี้แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ความรู้สึกของนักระเบิดพลีชีพรายนี้บ่งบอกถึงความต้องการแก้แค้น ความโกรธ และความรู้สึกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งอารมณ์เหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนให้ชาวปาเลสไตน์ เลือกใช้วิธีระเบิดพลีชีพมากกว่าที่จะเป็นแรงจูงใจทางศาสนา

ในทำนองเดียวกัน มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตผู้นำมาเลเซีย ได้ให้ความเห็นในกรณีนี้ไว้ว่า แม้อิสลามจะสั่งห้ามการฆ่าตัวตาย (Suicide) ไว้อย่างเด็ดขาด และถือเป็นบาปใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจสำหรับชาวปาเลสไตน์เมื่อคำนึงถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดการพลีชีพ พวกเขาต้องต่อสู้มาอย่างยาวนาน เพียงเพื่อต้องการปกป้องดินแดนของตนเอง และเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง

เริ่มแรกชาวปาเลสไตน์ก็พยายามที่จะบรรลุเป้าหมายนี้โดยการทำสงครามตามรูปแบบโดยได้รับความร่วมมือจากรัฐอาหรับ แต่ก็ล้มเหลว ต่อมาจึงใช้วิธีดื้อแพ่งและขว้างปาก้อนหิน แต่ก็ไม่เป็นผล จากนั้นจึงใช้วิธีการทางการทูต และการเจรจาเป็นเวลาหลายปีทีเดียว แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่ได้อะไรกลับคืน จึงทำให้พวกเขาเกิดความท้อแท้หมดหวัง เกิดความรู้สึกว่าทุกๆ วิถีทางถูกปิดกั้นไว้หมด

คงเหลือแต่ทางสุดท้ายคือการโจมตีแบบพลีชีพ

(Amir Taheri, Diplomacy Need of Hour (interviews Dr.Mahathir), Arab News (May 23, 2003)

หน้า 7