|
||||||||||||||
|
ดอกเบี้ย
การออม หลงทางหรือเปล่า?
ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2548 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (อาร์/พี) 14 วัน 0.5% โดยให้เหตุผลว่า อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสสูงเกินกว่าเป้าหมาย การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 สูงกว่าที่คาดไว้ ผลกระทบการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะปรากฏใน 1-2 ปี จึงต้องปรับขึ้นก่อน และ เรามีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วยการทยอยปรับขึ้น Fed. funds rate ของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มว่าจะทยอยปรับขึ้นต่อไป หากอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศไม่ได้ปรับขึ้นตาม ผลที่เกิดขึ้นจะมี 2 ประการคือ การทยอยไหลออกของเงินทุนตามมาด้วยการทยอยอ่อนค่าของเงินบาท ซึ่งไม่น่าจะเป็นปัญหา เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยถูกมองว่ามีมากเกินไป สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินมีมากเกินไป และเงินบาทที่อ่อนตัวส่งผลดีต่อการส่งออกโดยเฉพาะเกษตรกร อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นด้วยราคาน้ำมันและจะสูงขึ้นต่อไปตามผลกระทบที่แทรกซึม และกระจายตัวออกไปยัง ต้นทุนการผลิตสินค้าในระบบเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ การชะลออัตราเงินเฟ้อด้วยการลดอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจจึงได้ผลไม่มาก การชะลออัตราเงินเฟ้อให้ได้ผลชัดเจน จึงต้องแลกมาด้วยการชะลอรายได้ของประชาชน และ สร้างความลำบากแก่ประชาชนในขนาดที่มาก ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงว่าจะปรากฏใน 1-2 ปี การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงลดอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ใน 1-2 ปีนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ที่สูงเกินกว่าความคาดหมาย ได้รับการวิเคราะห์โดยธนาคารแห่งประเทศไทยเองว่า เป็นเพราะสินค้าคงคลังที่มากเกินไป สินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นเ พราะการผลิตสุราเพื่อหนีอัตราภาษีใหม่ที่สูงขึ้นก็ดี สินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นด้วยการผลิตเพิ่ม หรือการขายน้อยลงของภาคธุรกิจก็ดี ไม่ใช่ตัวชี้บอกว่าเศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่ดี แต่อาจจะตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป ถ้าหากยังไม่มีตัวเลข GDP ของไตรมาสที่ 3 ที่มีการปรับตัวของราคาน้ำมันถึงกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทิศทางเศรษฐกิจคงไม่อาจประเมินได้อย่างแน่นอนและมีเหตุผลเพียงพอที่จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ เนื่องจากการตัดสินใจเช่นนั้นส่งผลทางลบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ในปัจจุบัน ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทำให้รายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง การชะลอตัวของการลงทุน เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ชะลอรายได้ ท้ายที่สุด ค่าเงินบาทที่แข็งทำให้การส่งออก และรายได้ประชาชาติโดยรวมไม่ขยายตัวเท่าที่ควร สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้วข้างต้นทำให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวอยู่แล้ว โดยที่ยังไม่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะลดการลงทุนลงอีก และรายได้ส่วนที่ใช้บริโภคได้จะลดลงด้วยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ให้ความเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยอาร์/พี ที่ปรับขึ้นจะต้องใช้เวลาพอสมควร ในการส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปในระบบสถาบันการเงิน ดังนั้น แรงจูงใจของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อจะลดลงไปอีก จากปัจจุบันที่พยายามป้องกันความเสี่ยงอยู่แล้ว เนื่องจากค่าเสียโอกาสของเงินทุนลดลง ทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวน้อยลงไปด้วย อัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปในระบบสถาบันการเงินจะปรับตัวสูงขึ้นเอง เมื่อสภาพคล่องลดลง อาจจะด้วยการไหลออกของเงินทุนที่อาจเกิดขึ้นหรือการใช้เงินทุนของเมกะโปรเจ็กในอนาคต เงินทุนที่มีอยู่ในตลาดทุนและตลาดเงินรวมกันคือ การสะสมของเงินออมในแต่ละปีในอดีตรวมกัน สภาพคล่องที่มีเหลืออยู่ในระบบสถาบันการเงินย่อมหมายถึงเงินออมโดยรวมมีมากกว่าความต้องการเงินทุนโดยรวม การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปีปัจจุบันมีความหมายเพียงว่า เงินออมน้อยกว่าความต้องการเงินทุนเฉพาะในปีปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่า เงินออมสะสมโดยรวมจะไม่เพียงพอในเวลานี้ การทำให้เงินออมสะสมโดยรวมเพิ่มขึ้นในปีปัจจุบัน ย่อมหมายถึงการทำให้ประชาชนบริโภคน้อยลงโดยรวม ซึ่งก็หมายถึงว่า GDP จะต้องลดหรือชะลอตัวลงด้วย การเพิ่มการออมในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวแต่ทำให้เศรษฐกิจหดตัวต่างหาก แล้วในภาวะอย่างนี้ยังอยากจะทำให้ GDP ลดหรือชะลอตัวลงอีกหรือ? การกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว สำหรับนโยบายในเรื่องประเภทสินทรัพย์ทางการเงิน และผลตอบแทน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการออมตลอดจนนโยบายสินเชื่อบุคคลเ ป็นเรื่องถูกต้อง แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ว่าจะเป็น อาร์/พี หรือพันธบัตรรัฐบาลโดยที่มีเหตุผลตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลง หรือโดยมีเป้าหมายที่การเพิ่มการออมในปัจจุบัน ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เรากำลังหลงทางอยู่หรือเปล่า?
|