|
||||||||||||||
|
ครึ่งทางเอฟทีเอไทย-มะกัน..
ใครได้ใครเสีย
เสียงสะท้อนของภาคประชาชน
มติชรายวัน วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10048 *หมายเหตุมติชน* เมื่อวันที่ 12 กันยายน คณะอนุกรรมการทรัพยากรชีวภาพและทรัพย์สินทางปัญญา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(เอฟทีเอ วอทช์) คณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ วุฒิสภา และมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน จัดการประชุมวิชาการสาธารณะ ในหัวข้อ "ข้อเสนอแนะก่อนหายนะ" โดยจัดอภิปรายเรื่อง "ครึ่งทางเอฟทีเอไทยสหรัฐ ใครได้ใครเสีย" นายเกียรติ สิทธีอมร กรรมาธิการการพาณิชย์ รัฐสภา กล่าวว่า การเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับสหรัฐ ผมขอยืนยันว่ายังมาไม่ถึงครึ่งทาง เพราะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงบางประการ เช่น การเจรจาเรื่องสินค้าส่งออกประเภทกุ้งที่ไทยโดนมาตรการทุ่มตลาด ไก่สุก และผลไม้ ที่สหรัฐใช้มาตรการความปลอดภัยทางอาหารเป็นตัวกีดกันทางการค้า ทำให้ไทยไม่สามารถส่งสินค้าออกไปได้ การที่รัฐบาลมีความพยายามจะลดกำแพงภาษีสินค้าต่างๆ ตามที่ต่างประเทศต้องการ โดยคิดว่าหากทำได้สำเร็จจะช่วยให้มูลค่าการส่งออกทั้งปริมาณและมูลค่าที่ไทยจะได้รับเพิ่มมากขึ้นนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะไม่ว่าไทยจะลดกำแพงภาษีอย่างไรก็ยังคงมีปัญหาเรื่องสินค้าที่จะส่งออก โดยเฉพาะกุ้งที่ไทยยังโดนมาตรการตอบโต้ด้วยการทุ่มตลาด ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกกุ้งไทยไปสหรัฐ ในปี 2548 ลดลงถึง 40% "ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐถึง 16% ของมูลค่าการส่งออก ซึ่งถือว่าสหรัฐเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย และเมื่อลดภาษีระหว่างกันลงจะทำให้ไทยต้องนำเข้ามากขึ้น และโครงสร้างอัตราภาษีสินค้าไทยก็สูงกว่าสหรัฐ ส่งผลให้การเกินดุลของไทยจากสหรัฐลดลง และยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีเดียวกันของประเทศชิลี และเม็กซิโกก็เห็นว่าจากที่เคยเกินดุลกับสหรัฐจำนวนมาก ก็ลดลงเรื่อยๆ" สิ่งที่น่าเป็นห่วงและจำเป็นต้องจับตามองเป็นพิเศษของการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ คือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่อาจจะส่งออกได้มากขึ้น แต่ต้องมีมาตรการรองรับความเสี่ยงให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กให้มากกว่านี้ ขณะที่ภาคการนำเข้าไทยน่าจะเสียผลประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องสินค้าเกษตร เพราะไทยส่งออกได้เพียง 3 รายการ ได้แก่ มะพร้าวอ่อน น้ำตาล และยาสูบเท่านั้น และแต่ละรายการก็ต้องใช้ใบอนุญาตการนำเข้า(import license) และถูกควบคุมไปจนถึงกระบวนการผลิต เหมือนการสร้างเงื่อนไขการผลิต โดยอ้างถึงความปลอดภัยของอาหารที่ดูเหมือนการกีดกัน "สินค้าเกษตรไทยสู้กับสินค้าเกษตรของสหรัฐไม่ได้ เพราะเขาอุดหนุนกันตลอดเวลา อย่างปี 2548 สหรัฐอุดหนุนภาคเกษตร 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในรูปการปล่อยกู้ ให้เงินตรง เป็นต้น จากมูลค่าการเพาะปลูกทั้งหมด 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมทั้งให้การรับรองกับชาวนา ชาวไร่ว่าหากเกษตรกรรายใดได้รับผลกระทบจากการทำเอฟทีเอ รัฐบาลจะชดใช้ค่าเสียหายให้ ขณะที่ไทย เงินเพื่อการอุดหนุนสินค้าเกษตรก็น้อยมาก แถมยังถึงมือเกษตรกรจริงๆ ไม่ถึง 30% เพราะฉะนั้น การแข่งขันที่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นธรรม" นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงของการเจรจาทำเอฟทีเอระหว่างไทย-สหรัฐ ประกอบด้วย 1.ความแตกต่างของอำนาจในการต่อรองระหว่างกันที่สหรัฐมีสูงกว่าไทยมาก ทำให้ไทยเสียประโยชน์และลำบาก แตกต่างจากการเจรจากับประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ที่การเจรจาต่างฝ่ายต่างมีข้อแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน และไทยสามารถดึงเกมได้ นอกจากนี้ การเจรจา 4 ครั้งที่ผ่านมาก็ยังไม่คืบหน้าเพราะเรื่องที่อ่อนไหว เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ก็ได้รับคำตอบว่าสหรัฐยังไม่ได้นำเรื่องเข้ามาเจรจาด้วย 2.การกระจายตัวของกลุ่มผลประโยชน์ ที่กระจุกตัวค่อนข้างแคบ เฉพาะกลุ่มผู้มีอำนาจ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ทำให้การเจรจาเอฟทีเอห่างไกลจากนิยามคำว่าการค้าเสรีเดิมมาก 3.การทำเอฟทีเอจะให้ประโยชน์กับบรรษัทข้ามชาติมากขึ้น จนอาจเกิดการผูกขาดโดยกลุ่มทุนไทย 4.อำนาจต่อรองการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทย-สหรัฐ ประมาณ 95% ผลการเจรจาที่ออกมาก็ไม่น่าจะแตกต่างกับประเทศอื่นๆ เช่น ชิลี เม็กซิโก ที่ทำสัญญากับสหรัฐไปก่อนหน้านี้ "ผมคิดว่าความพยายามในการผลักดันเรื่องการคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นของสหรัฐ และเรื่องอื่นๆ เมื่อไทยลงนามไปแล้ว ก็จะถูกบังคับให้ใช้กฎหมายนั้นๆ ด้วย เพราะอำนาจในการบังคับใช้ขึ้นกับเศรษฐกิจและการเมืองของแต่ละประเทศ แต่คิดว่าการผลักดันต่างๆ ด้านกฎหมายของสหรัฐคงจะไม่สำเร็จ แต่เราคงจะต้องไม่ประมาทที่จะต้องดูเงื่อนไขสัญญาว่า จะบังคับใช้อย่างไร และผลที่ได้คืออะไรด้วย นอกจากนี้ หากไทยยอมตามที่สหรัฐเสนอตั้งแต่เรื่องสิ่งแวดล้อม แรงงาน การจัดซื้อจัดจ้าง จะทำให้ไทยจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายของเราอีกหลายฉบับเพื่อรับกับเอฟทีเอที่จะทำขึ้น" 5.การขาดความโปร่งใสในการดำเนินงาน การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ในการตัดสินใจจัดทำเอฟทีเอระหว่างกัน โดยสหรัฐถือเป็นตัวอย่างที่แย่มากๆ เพราะให้ไทยลงนามว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ สู่สาธารณะระหว่างการเจรจา ซึ่งทำให้การเจรจาเอฟทีเอมีภาพพจน์ที่ติดลบมากขึ้น เพราะส่อเจตนาไม่ดี 6.อาจทำให้นายกรัฐมนตรีไทยเร่งรัดเรื่องการจัดทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐให้เสร็จโดยเร็ว โดยยกกฎหมายการค้าของสหรัฐ ที่กำลังจะหมดอายุมาเป็นข้ออ้างว่า หากไม่เร่งเจรจาจะทำให้ความตกลงที่เกิดขึ้น จะต้องนำผลเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อเห็นชอบ หากข้อใดเห็นว่าไม่เหมาะสมสามารถเลือกแก้ไขได้ อาจทำให้เกิดปัญหากับเศรษฐกิจไทยได้ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการที่ภาคประชาชนลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองถือเป็นเรื่องดี และสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาลมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ที่เคลื่อนไหวกันเยอะมาก แต่อยากจะฝากไว้ว่าการคัดค้านก็ต้องรู้จักเลือกประเด็นที่จะคัดค้านด้วย และต้องมองประเด็นให้รอบด้านก่อนจะเคลื่อนไหวอะไร เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนต้องตกเป็นเครื่องมือของใคร หน้า 20
|