|
||||||||||||||
|
สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว
กับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย
โดย กุลพล พลวัน อัยการอาวุโส มติชนรายวัน วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10048 สังคมไทยในปัจจุบันได้เริ่มมีการกล่าวอ้างถึง "สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว" กันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักแสดง หรือนักร้องรวมทั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมร้องเรียนว่าถูกนำเสนอเรื่องส่วนตัว หรือถูกช่างภาพอิสระที่เรียกกันว่า "ปาปาราสซี่" (paparazzi) แอบถ่ายภาพขณะที่ใช้ชีวิตส่วนตัว แล้วนำไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน หรือทางอินเตอร์เน็ต ได้รับความอับอายเดือดร้อนใจ และมีหลายรายขู่ว่าจะฟ้องช่างภาพอิสระดังกล่าว เป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา สิทธิในความเป็นส่วนตัว (Right of Privacy) เป็นสิทธิประเภทหนึ่งที่ต่างประเทศให้ความสำคัญและคุ้มครองมาช้านาน ในทางวิชาการหมายความว่าสิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง โดยปลอดจากการแทรกสอดในความเป็นอยู่ส่วนตัว ทำให้ได้รับความอับอาย เดือดร้อนรำคาญใจ หรือนำภาพหรือชื่อไปใช้ประโยชน์ในทางแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ สำหรับสังคมไทยในปัจจุบันควรต้องให้ความสนใจในเรื่องนี้กันมากขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 คุ้มครองสิทธินี้ไว้เป็นครั้งแรกใน มาตรา 34 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความ หรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชนอันเป็นการละเมิด หรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน" อนึ่ง ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอีกหลายฉบับ และบางฉบับได้บัญญัติถึงการคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีด้วย เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของพลเมืองและสิทธทางการเมือง ค.ศ.1966 ข้อ 17 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 ข้อ 16 เป็นต้น ฯลฯ การกระทำต่างๆ อันมีผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวนั้น อาจเกิดขึ้นได้หลายทาง ทั้งโดยเกิดจากเอกชนด้วยกันเองหรือโดยรัฐกระทำต่อเอกชนก็ได้ และในทางปฏิบัติการละเมิดโดยเอกชน มีแนวโน้มว่าจะเกิดมากขึ้นทุกที เช่น การแสวงหาข่าว และการเสนอข่าวของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ต่อ สาธารณชน ซึ่งปกติเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนโดยตรงอยู่แล้ว แต่การดำเนินงานนั้นหากเป็นการ "เจาะลึก" จนเกินไป ก็จะเกิดการละเมิดต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัว ของบุคคลที่ตกเป็นข่าวได้ตลอดเวลา จนหลายครั้งเกิดเป็นคดีฟ้องกันต่อศาล การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายของทุกประเทศ ก็อาจเกิดการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของประชาชน ได้เสมอเช่นเดียวกับประชาชนละเมิดกันเอง เช่น การดักฟังทางโทรศัพท์ การสะกดรอย การถ่ายภาพ การบันทึกเสียง การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ ทั้งเพื่อใช้ในการบริหารรัฐกิจทั่วไป เช่น ข้อมูลของผู้เสียภาษีตามประมวลรัษฎากร ข้อมูลสถิติตามกฎหมายสถิติแห่งชาติ การเก็บข้อมูลเพื่อการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป การป้องกันปราบปรามการก่อการร้าย การค้ายาเสพติด การฟอกเงิน องค์การอาชญากรรม การรักษาความมั่นคงภายในและภายนอกประเทศ ฯลฯ อย่างไรก็ดี ที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนมากที่สุดก็มักจะเกิดจากการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยเอกชนกระทำต่อเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศหรือระดับโลกที่ประชาชนให้ความสนใจ ติดต่อข่าวอยู่ตลอดเวลาในฐานะบุคคลของประชาชน ที่เรียกว่า "บุคคลสาธารณะ" (Public Figure) อาทิ ดาราภาพยนตร์ นักร้อง นักเขียน นักการเมือง บุคคลในวงสังคมชั้นสูง นักกีฬา นักธุรกิจ ฯลฯ บุคคลสาธารณะนี้ในทางกฎหมายถือว่าจะได้รับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว น้อยกว่าบุคคลทั่วไป เพราะสาธารณชนจะให้ความสนใจติดตามข่าวคราวของบุคคลดังกล่าวอยู่เสมอ จึงเกิดการกระทบกระทั่งกัน ระหว่างการหาข่าวของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดตามถ่ายภาพของเหล่าปาปาราสซี่ที่หากได้ภาพส่วนตัวมากเท่าใดก็จะนำไปขายได้ราคาสูงมากเท่านั้น การติดตามทำข่าวนี้เองได้เกิดการร้องเรียน หรือฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหาย หรือขอให้ศาลสั่งห้ามบุคคล ที่กระทำการละเมิดความเป็นส่วนตัวของตนเข้าใกล้ หรือยุติการรังควานการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของตน การฟ้องร้องคดีโดยบุคคลสาธารณะนี้นับว่าน่าเห็นใจอย่างยิ่ง แม้อาจถูกติดตามเรื่องส่วนตัวมากกว่าบุคคลทั่วไป แต่ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง หากมีการรุกล้ำเรื่องส่วนตัวมากเกินไปอันทำให้เขา ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติสุข ได้เหมือนบุคคลทั่วไป ก็จะมีผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างร้ายแรง ดังนั้น ในทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงต้องให้ความคุ้มครองแก่บุคคลสาธารณะไว้ด้วย ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ใช้กฎหมายระบบคอมพิวเตอร์ ศาลมีอำนาจในการออกคำสั่งแก่ผู้ที่ก่อการรังควาน หรือละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลสาธารณะได้อย่างกว้างขวาง เช่น ศาลเคยมีคำสั่งห้ามช่างภาพคนหนึ่งเข้าใกล้ นิโคล คิดแมน และครอบครัวเป็นเวลา 3 ปี เป็นต้น ฯลฯ หากผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งศาลก็จะมีโทษทางอาญาต่อไป นอกจากนั้นในสหรัฐอเมริกานอกลูกขุนและศาลจะให้ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายตามความเป็นจริงแล้ว ยังมีค่าเสียหายที่เป็น การลงโทษในทางแพ่ง ซึ่งมักจะมีจำนวนที่สูงมากอีกด้วย จนกระทั่งปัจจุบันมีผู้คัดค้านว่าการลงโทษทางแพ่งนี้รุนแรงเกินไปเสียแล้ว สำหรับประเทศไทยโดยที่เริ่มมีการละเมิดสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวในรูปแบบต่างๆ มากยิ่งขึ้น รัฐธรรมนูญฯ 2540 มาตรา 34 จึงได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิชนิดนี้ไว้เป็นครั้งแรกและห้ามมีการละเมิด ยกเว้นกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน อย่างไรก็ดี กฎหมายระดับรองลงมาอาทิ ประมวลกฎหมายหรือพระราชบัญญัติต่างๆ ของประเทศไทยยังไม่ได้รับรอง "สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว" ไว้เป็นการทั่วไปอย่างชัดแจ้ง ในทางแพ่งคงต้องอาศัยบทบัญญัติทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ในเรื่องละเมิด มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น" คำว่า "หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด" อาจจะตีความอย่างกว้างขวางหมายความรวมถึงสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว ของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 34 บัญญัติคุ้มครองไว้ก็ได้ นอกจากนั้น การกระทำบางอย่างที่เป็นการรังควาน เช่น การสะกดรอย การใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูตลอดเวลา การแอบถ่ายภาพบุคคล การโทรศัพท์ไปหาบ่อยครั้งเกินไป การไปยืนเฝ้าหน้าบ้าน ฯลฯ ซึ่งเป็นการรบกวนการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของเขา แม้จะเป็นบุคคลสาธารณะก็ตาม ก็อาจต้องรับผิดทางแพ่งตามมาตรา 421 ซึ่งบัญญัติว่า "การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย" เพราะถือได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของผู้อื่นอย่างหนึ่ง แต่โดยที่ประเทศไทยใช้ระบบประมวลกฎหมาย ดังนั้น ทุกฝ่ายรวมทั้งศาลจะต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเคร่งครัด ศาลไทยจึงไม่อาจใช้ดุลพินิจสั่งให้จำเลยกระทำหรืองดเว้นกระทำการได้อย่างกว้างขวางเหมือนศาลอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้กฎหมายระบบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยไม่มีระบบให้จำเลยจ่ายสินไหมทดแทนในทางแพ่งเพื่อเป็นการลงโทษเหมือนสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ในทางปฏิบัติฝ่ายผู้เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิมักจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวนสูงมาก แต่ประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 438 วรรคแรกบัญญัติว่า "ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด" ศาลไทยจึงมักพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิตามที่ศาลเห็นสมควร ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเงินในคำฟ้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ตั้งไว้ สำหรับในทางคดีอาญานั้นก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องการละเมิดสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวตามรัฐธรรมนูญฯ 2540 ไว้โดยชัดแจ้ง การดำเนินคดีกับผู้กระทำการละเมิดสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวโดยผ่านสื่อมวลชน เช่น การนำเรื่องส่วนตัวมาเผยแพร่ทางสิ่งพิมพ์หรือทางวิทยุโทรทัศน์มักจะฟ้องกันในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" แต่ถ้าเป็นการหมิ่นประมาทโดยผ่านสื่อมวลชนจะเป็นความผิดตามมาตรา 328 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท เมื่อพิจารณาในทางกฎหมาย การละเมิดโดยนำเรื่องส่วนตัวมาเผยแพร่นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาททุกกรณี เพราะการนำเรื่องส่วนตัวมาเผยแพร่หลายครั้ง "มิใช่เป็นการใส่ความ" แต่เพียงนำเรื่องส่วนตัวที่เขาปกปิด มาเผยแพร่อย่างไม่สมควรและโดยไม่มีสิทธิกระทำเช่นนั้น อย่างไรก็ดีคดีหมิ่นประมาทนั้นเป็นคดีที่ยอมความกันได้ คู่ความจึงมักจะตกลงยอมความกันทำให้คดียุติกันไปเป็นส่วนใหญ่ การคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลในประเทศไทยในเรื่องอื่นๆ จะปรากฏในกฎหมายเฉพาะเรื่องไป เช่น -การรักษาความลับของคนไข้โดยแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2526 หมวด 3 ข้อ 9 และกฎกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยมารยาทแห่งวิชาชีพตามพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลป์ พ.ศ.2479 -ทนายความต้องรักษาความลับลูกความตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 และตามข้อบังคับว่าด้วยมารยาททนายความ -ผู้ที่ล่วงรู้ความลับของผู้อื่นโดยเป็นเจ้าพนักงานหรือโดยเหตุที่ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา นางผดุงครรภ์ พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความหรือผู้สอบบัญชี แล้วเปิดเผยความลับนั้น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 จำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ -การเปิดเผยข้อมูลเครดิตของลูกค้าต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 มาตรา 16, 18 มาตรา 20 และมาตรา 25 -พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 ให้สิทธิประชาชนขอทราบข้อมูลข่าวสารจากทางราชการได้ เว้นแต่เป็นข้อมูลในเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่น -พ.ร.บ.โทรเลขโทรศัพท์ พ.ศ.2477 บัญญัติมาตรา 24 ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์และมีโทษทางอาญา แต่ปัจจุบันได้มีกฎหมายหลายฉบับยินยอมให้มีการดักฟังทางโทรศัพท์ได้ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันปราบปราม อาชญากรรมบางประเภท โดยให้ขออนุญาตจากศาลตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ เช่น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 14 จัตวา พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 46 พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 25 เป็นต้น ฯลฯ -สำหรับทางด้านหนังสือพิมพ์ก็ได้มีการจัดทำข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ พ.ศ.2541 ข้อ 27 กำหนดว่า "หนังสือพิมพ์พึงละเว้นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่กรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะ" ต่อมาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้มีคำแถลงเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2546 เรื่องหนังสือพิมพ์นำเสนอข่าวและภาพละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในข้อ 2 เรียกร้องว่า "สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเห็นว่า ในการนำเสนอข่าวและภาพต่างๆ หนังสือพิมพ์จะต้องให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิส่วนบุคคล ของผู้ตกเป็นข่าวเป็นอันดับแรก" -การดำเนินการกับการละเมิดสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลด้วยการรังควานรูปแบบต่างๆ อาทิ การติดตามสะกดรอย การถ่ายรูป การใช้กล้องส่องทางไกล การโทรศัพท์ไปหาตลอดเวลา ฯลฯ นั้น อาจปรับเข้ากับความผิดลหุโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" และมาตรา 397 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดในที่สาธารณะหรือต่อหน้าธารกำนัลกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการรังแก หรือข่มเหงผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" อนึ่ง หากมีการฟ้องศาลดำเนินคดีตามมาตรา 392 หรือมาตรา 397 แล้วเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำอีก ก็อาจใช้มาตรการ เพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น การห้ามเข้าเขตกำหนดตามมาตรา 44 การสั่งให้ทำทัณฑ์บนตามมาตรา 46 การสั่งให้ส่งตัวไปคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลมาตรา 48 การห้ามประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพตามมาตรา 50 ก็ได้ จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นตัวอย่างของการละเมิดสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 34 แห่งรัฐธรรมนูญฯ 2540 และมาตรการทางกฎหมายและสังคมในประเทศไทยเพื่อคุ้มครองสิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการในเรื่องการคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลยังอยู่ในวงจำกัด ดังนั้น น่าจะมีการจัดสัมมนาทางวิชาการครั้งใหญ่ว่าโดยตรง เพื่อระดมความคิดจากหลายฝ่ายหามาตรการในการคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น หน้า 6
|