หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหาภาคใต้มีทางแก้ไขได้หรือไม่

สีดา สอนศรี มติชนรายวัน วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10047

ผู้เขียนอดมิได้ที่จะเขียนถึงปัญหาภาคใต้ของเราอีกครั้ง หลังจากที่ได้เขียนเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ของฟิลิปปินส์มาครั้งหนึ่งแล้ว ทั้งนี้เพราะปัญหาทางภาคใต้ของเราค่อนข้างจะยืดเยื้อเรื้อรัง และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงได้เมื่อไร

ถ้าจะสืบเรื่องราวไปถึงประสบการณ์ของฟิลิปปินส์ที่มีปัญหาทางภาคใต้เช่นเดียวกับเรานั้น มีมาตั้งแต่ปี 1960 ทุกรัฐบาลก็หาวิธีการต่างๆ กันเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

มาในสมัยมาร์คอสในปี 1975 ได้มีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาภาคใต้มินดาเนาเฉพาะที่มีชาวมุสลิมตั้งรกรากอยู่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งได้แก่จังหวัด Lanao del Sur, Miguindanao, Tawi-Tawi, Sulu, Basilan และเมือง Marawi ฐานปฏิบัติการใหญ่อยู่ที่ sulu โดยมีขบวนการ Muslim Independence Movement(MIM) เรียกร้องการปกครองตนเอง

มาร์คอสใช้วิธีการสนับสนุนการพัฒนาลงไปมากมายหลังจากที่เกิดการฆาตกรรมหมู่ชาวมุสลิมของฝ่ายทหารของรัฐ เช่น การตั้ง Amanah Bank และ Shariah Court และสนับสนุนให้ชาวมุสลิมได้มีตำแหน่งในรัฐบาลมากมาย

แต่นั่นมิใช่การแก้ปัญหาจิตใจของชาวมุสลิมที่ถูกทำร้าย ถูกแย่งที่ทำกิน และรัฐบาลเพิกเฉยต่อการให้การศึกษาแก่คนกลุ่มนี้ การก่อความไม่สงบก็ยังมีขึ้นตลอดระยะเวลาของการปกครองของมาร์คอส ทั้งนี้เป็นเพราะมาร์คอสแก้ไม่ตรงจุด และอาศัยอำนาจเผด็จการแต่งตั้งมุสลิมที่เป็นพรรคพวกตัวเองเข้าไปดำเนินกิจการต่างๆ แม้จะมีการพัฒนาแต่เป็นการพัฒนาเฉพาะกลุ่มของตัวเอง ทำให้ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ไม่ได้รับความยุติธรรม

ขบวนการต่อมาที่เกิดขึ้นในสมัยมาร์คอสเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจากรัฐเผด็จการก็คือ MNLF (Moro National Liberation Front) กลุ่ม MNLF ได้นำเรื่องการฆ่าหมู่ชาวมุสลิมเข้าไปสู่ OIC (Organization of Islamic Conference) จนกระทั่งรัฐบาลต้องดำเนินการเจรจาต่อรองและตกลงกันใน Tripoli Agreement

ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งเขตปกครองตนเองในสมัยประธานาธิบดีอะคีโน และประธานาธิบดีรามอส และมีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจในส่วนที่ติดกับชายแดนมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน

แต่ก่อนที่จะมีการจัดตั้งเขตปกครองตนเอง (ARMM-Autonomous Regions of Muslim Mindanao) ซึ่งมีอยู่ 5 จังหวัด กับเมืองดังกล่าวข้างต้นนั้น รัฐบาลอะคีโนได้ดำเนินการเจรจาหยุดยิงกับกลุ่ม MNLF เป็นระยะๆ โดยความช่วยเหลือของรัฐบาลอินโดนีเซียซึ่งเป็นประธาน OIC อยู่ในขณะนั้น จนกระทั่งรัฐบาลรามอส การเจรจาต่อรองเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สิ่งที่สำคัญที่รามอสได้กระทำก็คือ การเข้าถึงชีวิตจิตใจของมุสลิมเหล่านั้น การยอมรับ การเคารพในศักดิ์ศรีของพวกเขา การจัดตั้งกรรมการพัฒนาหลักสูตร Peace Education ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา ให้คนทั้งสองศาสนาได้เรียนร่วมกัน ได้รู้ปัญหาซึ่งกันและกัน ให้เลิกระแวงสงสัยซึ่งกันและกัน โดยมิได้ยกเลิกโรงเรียนสอนศาสนาของชาวมุสลิม คือให้เรียนควบคู่กันไปกับหลักสูตรปกติ อีกทั้งพัฒนาเขตดังกล่าวให้เป็นเขตเศรษฐกิจร่วมกับเพื่อนบ้านที่เป็นชาวมุสลิมร่วมกัน

นับว่ารามอสได้พัฒนาทั้งจิตใจ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ควบคู่กันไป จนกระทั่งกลุ่ม MNLF ยอมรับการเข้ามาร่วมกับรัฐบาล

รัฐบาลก็ได้จัดให้มีการหยั่งเสียงประชามติประชาชนว่าต้องการปกครองตนเองหรือไม่ ในเขตที่มีมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ คือ ลาเนา เดร์ซู, มากิน ดาเนา, ตาวี-ตาวี, ซูลู, บาซิลัน และมาราวี

ปรากฏว่าผลการหยั่งเสียงร้อยละ 80 ยอมรับ และให้พวกเขาเลือกผู้ว่าฯของตนเอง ดำเนินการปกครองท้องถิ่นของตนเอง นับว่าเป็นการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงลงไปสู่เขตนี้

แต่ปัญหาภาคใต้ยังไม่สิ้นสุด มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอีกกลุ่มเกิดขึ้นคือ กลุ่ม MILF (Moro Islamic Liberation Front) ที่ต้องการให้จังหวัดภาคใต้ทั้งหมด 16 จังหวัด เป็นเอกราช แยกออกจากรัฐบาลฟิลิปปินส์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งรัฐบาลฟิลิปปินส์คงยอมไม่ได้ เพราะจังหวัดกว่าครึ่งมีคริสเตียนอาศัยอยู่ ซึ่งก็คงเป็นไปได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ ได้มีการเจรจากันตั้งแต่ปลายรัฐบาลรามอสจนถึงรัฐบาลอาร์โรโย โดยมีมาเลเซียซึ่งเป็นประธาน OIC เป็นตัวกลาง(Third Party) ซึ่งกำลังจะถึงข้อยุติอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้

ประสบการณ์ของฟิลิปปินส์มีมานานนับ 35 ปี กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ หรือการก่อความไม่สงบในภาคใต้แล้วแต่จะเรียน จึงน่าจะมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาการเจรจา และการยุติปัญหา ปัญหาของฟิลิปปินส์นั้นย่อมหนักหน่วงกว่าไทยมากนัก เพราะด้วยสาเหตุจากการเอารัดเอาเปรียบของเจ้าอาณานิคมที่มีต่อมุสลิมมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งเราไม่เคยมีประสบการณ์ การไม่ยอมรับวัฒนธรรมตะวันตก และสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะ จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่าเขาได้ดำเนินการอย่างไรกับกลุ่มเหล่านี้ สำหรับวิธีการของเขานับแต่ช่วงรัฐบาลอะคีโนเป็นต้นมาก็คือ

1.การประเมินตนเองของรัฐ ว่าทำไมรัฐบาลต้องมาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภาคใต้ ใครมีส่วนได้เสียในสถานการณ์นั้น รัฐบาลต้องการบุคคลที่ 3(Third Party) มาช่วยในการแก้ปัญหาหรือไม่ หรือต้องการผู้ไกล่เกลี่ยหรือไม่ รัฐบาลเกี่ยวข้องกับองค์กรพัฒนาเอกชนที่สนใจในการแก้ปัญหาหรือไม่ ข่าวสารข้อมูลที่ออกไปมีความโน้มเอียง(bias)หรือไม่

2.ระบุตัวปัญหาโดยดูจากต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามาจากอะไร วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งผลของความขัดแย้งต่างๆ โดยทำเป็น Conflict map ซึ่งทำให้รัฐบาลมีภาพที่ชัดเจนของปัญหามากยิ่งขึ้น

3.ระบุกลุ่มหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับต้นเหตุแห่งปัญหา รวมทั้งองค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนตัวการนี้

4.เมื่อทราบต้นเหตุของปัญหา รู้สถานการณ์ รู้ตัวผู้กระทำแล้ว รัฐบาลก็สามารถตั้งสมมติฐานได้ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร จะโดยการเจรจาสองฝ่าย หลายฝ่าย หรืออาศัยตัวกลาง(Third Party)

5.ขั้นตอนการเจรจา ขั้นนี้รัฐบาลใช้เวลานานมากเพราะต้องรู้ให้แน่ชัดถึงขั้นตอนที่ 1-4 เนื่องจากปัญหามุสลิมในฟิลิปปินส์มีปัญหาเรื้อรังมาก การแก้ไขปัญหาจึงต้องระดมสมองทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และมุสลิมเอง ช่วยแก้ปัญหา แต่รัฐบาลก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงได้ จนกระทั่งทางฝ่ายแบ่งแยกดินแดนต้องการจะให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ไปเจรจา ณ ประเทศที่เป็นมุสลิมคือ ในช่วงแรกประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงหลังประเทศมาเลเซีย ซึ่งรัฐบาลฟิลิปปินส์ก็ต้องยอมเพื่อความสงบสุขของประเทศ และใช้ตัวกลาง(Third Party) ในการเจรจา รวมทั้งผู้สังเกตการณ์จากกลุ่ม OIC มาเป็นพยาน

จนกระทั่งปัญหาต่างๆ กำลังจะคลี่คลายในปัจจุบันซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 35 ปี

คำถามสำหรับประเทศไทยก็คือ เรารู้หรือยังว่ารากของปัญหาเกิดจากอะไร ผู้ก่อการคือใคร สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่

กลุ่มผู้ปฏิบัติการฝ่ายรัฐบาลกระทำการอย่างไร

กลุ่มผู้ปฏิบัติการฝ่ายรัฐบาลประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายหรือไม่ หรือกลุ่มพรรคพวกเดียวกัน

เราสามารถแก้ปัญหาภาคใต้ได้หรือไม่ ถ้าแก้ไม่ได้เราต้องการ Third Party หรือไม่ การใช้ Third Party ต่อเมื่อรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีกแล้ว เนื่องจากปัญหายืดเยื้อ เรื้อรัง และอยู่ในระดับวงกว้าง

การใช้ Third Party มิใช่ทำให้เสียหน้า แต่เป็นการยอมรับตามวิถีทางประชาธิปไตยที่เขาใช้กันทั่วโลก

เพราะฉะนั้น ในเวลานี้ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมี Mediator และ Facilitator มิฉะนั้นแล้วเราอาจไม่สามารถสร้างเครื่องมือหรือแนวทางในการแก้ความขัดแย้งได้

ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้

หน้า 6