หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
กรณี 131 คน เข้ามาเลเซีย กับพรรคฝ่ายค้านมาเลเซีย

อ.อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์ดินอะ(อับดุลสุโก ดินอะ) shukur2004@chaiyo.com  มติชนรายวัน  วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10047

*นักศึกษาปริญญาเอก(ศาสนาเปรียบเทียบ) มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย และผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ

ม.8 ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามูฮัมมัด และผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน

สำนักข่าวเบอร์นาม่าของทางการมาเลเซียรายงานข่าวเมื่อ 03/09/48 โดยระบุว่า ทางการมาเลเซียพบว่า มีมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยจำนวน 131 คน เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย โดยพวกเขาเข้ามาลี้ภัยอยู่ในสุเหร่าของรัฐกลันตันใกล้กับชายแดนไทย

ทั้งนี้ ทางการมาเลย์แสดงความวิตกว่า ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า อาจมีคนไทยมุสลิมอีกหลายพันคนข้ามพรมแดนมายังมาเลเซีย

นายซัลกิฟลี อับดุลเลาะห์ ผู้บังคับบัญชาตำรวจของรัฐกลันตัน ระบุว่า "เราได้รับข้อมูลจากประชาชนว่า พวกเขาพำนักอยู่ที่สุเหร่า และสิ่งนี้ได้รับการยืนยันเมื่อเราส่งตำรวจไปตรวจสอบสถานที่" และว่า "การสอบสวนเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่มีบัตรประชาชนและหนังสือเดินทางตามกฎหมาย" เขาระบุ "การสอบสวนชี้เพียงว่า พวกเขาเดินทางเข้าสู่มาเลเซีย หลังจากที่หวาดกลัวเรื่องความปลอดภัย"

ผู้บังคับบัญชาตำรวจของรัฐกลันตันระบุว่า มีผู้หญิง 9 คน และเด็ก 16 คนเป็นอย่างต่ำที่ถูกกักตัวไว้ และจะถูกส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองดูแลต่อไป

คนไทยมุสลิมคนหนึ่งซึ่งถูกทางการมาเลเซียควบคุมกล่าวกับสำนักข่าวเบอร์นามาว่า พวกเขาหลบหนีออกมาหลังจากที่เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ทหารได้เข้ามาในหมู่บ้านของเขาในจังหวัดนราธิวาสและผู้ใหญ่บ้านถูกยิงเสียชีวิต(โปรดดู http://www.bernama.com.my /) และการรายงานสกู๊ป บทวิจารณ์อีกมากมายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวข่าวทำนองนี้มีทุกสื่อ(วิทยุ โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต)ในมาเลเซีย และถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากชาวมาเลเซียมากที่สุด หลังเหตุการณ์กรือเซะและตากใบ โดยเฉพาะข่าวพาดหัวจากหนังสือพิมพ์ Utusan Malaysi ที่พาดหัวตัวโตว่า "Imam mangsa operasi bunuh --*

Thaksin berbohong * kekacauan di selatan

Thailand dijangka memuncak"

หมายถึงนายกฯทักษิณ โกหกเกี่ยวกับการสังหารอิหม่าม......

ในขณะที่ทางสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) แสดงความสนใจต่อกรณีนี้เช่นเดียวกัน โดยตัวแทนของยูเอ็นเอชซีอาร์ในมาเลเซียเปิดเผยว่า ต้องการส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้าไปสัมภาษณ์ชาวไทยเหล่านี้(รอยเตอร์)

ที่สำคัญเมื่อเราวิเคราะห์คำกล่าวของนายไซยิด ฮามิด อัลบาร์ รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย ที่กล่าวว่า "ผมเข้าใจดีถึงความละเอียดอ่อนของเรื่องนี้ที่มีต่อฝ่ายไทย แต่ก็หวังเช่นกันว่าฝ่ายไทยจะเข้าใจเช่นกันว่าเราจะต้องแบกรับความรับผิดชอบ ทั้งในฐานะเป็นสมาชิกของชุมชนระหว่างประเทศ และความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี"

และกล่าวอีกว่า "ต้องถือเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายไทยที่จะต้องสร้างความมั่นใจ และช่วยให้คนเหล่านี้ เอาชนะความหวาดกลัวได้ ไม่ว่าความกลัวนั้น จะเป็นความกลัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือที่พวกเขาคิดเอาเองก็ตาม"

คำกล่าวดังกล่าวทำให้ผู้เขียนตีความได้ว่า ให้รัฐบาลไทยดำเนินการเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของชนกลุ่มน้อย ที่นับถือศาสนามุสลิมก่อนแล้วมาเลเซียจะส่งคนเหล่านี้กลับ เพราะมิฉะนั้นคนเหล่านี้จะหลบหนีและคนอื่นๆ จะข้ามฝั่งมายังมาเลเซียอีก

ถึงแม้นายกฯไทยจะพูดให้สัมภาษณ์ว่า อยู่เมืองไทยปลอดภัยที่สุดแต่ความเป็นจริงชุมชนที่เขาประสบน่าจะให้คำตอบได้ดีที่สุด

การที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร จะขอร้องสื่อให้หยุดเสนอข่าวต่อเรื่องนี้และนำคำว่ารักชาติมาเป็นข้ออ้างใครหรือสื่อใดไม่ปฏิบัติ ถือว่าไม่รักชาติ (ตามแต่ความเป็นจริงประชาชนในพื้นที่ยังมีสื่อทางเลือกอีกมากมายจากมาเลเซียที่เขาสามารถเข้าถึง)

วันนี้รัฐคงโทษบทบาทของสื่อต่อการรายงานข่าวที่เกิดขึ้นต่อเรื่องไม่ได้ เพราะบทบาทของสื่อในประเทศ ที่สังคมเป็นเสรีประชาธิปไตยนั้น ก็คงไม่แตกต่างกันต่อการรายงานถึงความสูญเสีย และปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องยอมรับว่าสถานการณ์เช่นที่กำลังเกิดขึ้นในภาคใต้ของไทย เป็นข่าวโดยตัวของมันเอง และความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ถูกประโคมในฐานะของ "จุดขาย" ของข่าว การห้ามสื่อเผยแพร่เช่นที่รัฐเผด็จการใช้ เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้ในรัฐประชาธิปไตย และทั้งยิ่งทำให้ความชอบธรรมของรัฐลดลงไปอีก ซึ่งก็ไม่เป็นผลดีต่อรัฐในท้ายที่สุด

แทนที่รัฐจะห้ามการเสนอข่าวต่อเรื่องนี้และบอกว่าผู้ก่อการอยู่เบื้องหลังฆ่าผู้นำของเขา รัฐบาลควรรีบสะสาง เร่งหาข้อเท็จจริง และสร้างความมั่นใจต่อประชาชน

เพราะการห้ามการเสนอข่าวต่อเรื่องดังกล่าวจะยิ่งทำให้เขาหาข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับวีซีดีตากใบ (แต่ความเป็นจริงประชาชนในพื้นที่ยังมีสื่อทางเลือกอีกมากมายจากมาเลเซียที่เขาสามารถเข้าถึง)

การแก้ปัญหากับคนเหล่านี้ไม่เพียงแต่รัฐจะต้องทำความเข้าใจ และดำเนินนโยบายทางการทูต กับกับรัฐบาลกลางมาเลเซียเท่านั้น แต่รัฐบาลไทยจะต้องมองข้ามไปถึงพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคปาส (Party Islam Se Malysia) ทางตอนเหนือของมาเลเซียด้วย เพราะพรรคนี้มีอิทธิพลในบริเวณใกล้ชายแดนไทย และเป็นพรรคเคร่งศาสนา มีผู้ว่าการรัฐเป็นโต๊ะครูที่สมถะ เป็นทั้งผู้นำจิตวิญญาณ และการเมืองเหมือนผู้นำมุสลิมทางภาคใต้หลายคน แถมยังเป็นเพื่อนกับผู้นำศาสนาในภาคใต้หลายคนด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในกลันตันและจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีอัตลักษณ์ที่เหมือนกันอีกทั้งยังเป็นเครือญาติกันด้วย

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายของรัฐบาลต่อเรื่องนี้ หากจะแคร์ความรู้สึกของรัฐบาล และฝ่ายค้านมาเลเซียมากนักก็ไม่ได้ เพราะรัฐบาลก็อยู่ท่ามกลางการแวดล้อมของกลุ่มพลังการเมืองต่างๆ ในสังคมไทยไม่ว่าจะเป็นกองทัพ ตำรวจ หน่วยงานความมั่นคง กลุ่มอุดมการณ์ขวาจัด ผู้คนที่สะใจกับการเชียร์มวยข้างสนามอย่างไม่รับผิดชอบ อนารยชนที่เกลียดแขกและผู้ที่แสดงความคิดเห็นอยู่ตามเว็บบอร์ดและฝากข้อความอย่างขาดสติและคลั่งชาติทางทีวีต่างๆ ซึ่งคนเหล่านี้เคยเทคะแนนเสียงให้นายกฯทักษิณ

สุดท้ายผู้เขียนขอดุอาอ์(พร) จากอัลลอฮ ซุบฮานะฮุ วะ ตะอาลา โปรดทรงรวมพลังของพวกเราให้อยู่บนทางนำ และรวมหัวใจของพวกเราอยู่บนความรักฉันพี่น้อง และความมุ่งมั่นของพวกเราอยู่บนการงานที่ดีและขอทรงทำให้ วันนี้ของพวกเราดีกว่าเมื่อวาน และให้พรุ่งนี้ของพวกเราดีกว่าวันนี้ แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยินและทรงอยู่ใกล้ และนำความสงบสุขสู่จังหวัดชายแดนใต้และประเทศชาติทั้งมวลด้วยเทอญ

อามีน

หน้า 7