หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย กับการบริหารความเชื่อมั่น

มติชนรายวัน วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10043

*หมายเหตุ* - สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเรื่อง "คุณเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแค่ไหน" เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเชิญนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมีตัวแทนจากภาคธุรกิจการเงิน และอุตสาหกรรม ร่วมเป็นวิทยาการ มีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้

*สมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ยังเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจ เพราะเห็นจากตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ปี 2548 ที่ขยายตัว 4.4% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 3.3% ถือว่าโตมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไต้หวันที่ขยายตัว 3% จากไตรมาสแรก 2.5% และเกาหลีใต้ขยายตัว 3.3% จาก 2.7% สะท้อนว่า เมื่อปัจจัยลบหมดไป เศรษฐกิจไทยก็จะสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง และมั่นใจว่างบประมาณปีนี้จะเป็นงบประมาณสมดุล 1,000%

ดังนั้น ต้องย้อนกลับมาถามว่า ทำไมไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจมากกว่า

ปัญหาของคนไทยคือ ค่อนข้างไม่นิ่งในความรู้สึกต่อเศรษฐกิจ อาจจะเพราะมีความหวาดระแวงในอดีต ทำให้ความวิตกกังวลยังคงอยู่ รวมถึงปัญหาความไม่สงบของ 3 จังหวัดภาคใต้ และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง แม้ในอนาคตจะมีการปรับตัวลดลงแต่ก็เชื่อว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูง ดังนั้น จึงไม่ใช่มาพูดแค่ความเชื่อมั่น แต่จะเป็นการจัดการอย่างไรกับความเป็นจริงใหม่ที่เกิดขึ้นมากกว่า สิ่งสำคัญต้องร่วมมือกันทั้งรัฐและเอกชน ไม่ใช่แค่การประหยัดพลังงาน แต่หมายถึงต้องปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานด้วย

ขณะนี้ปัญหาไม่ใช่ความเชื่อมั่น แต่ต้องบริหารจัดการให้อยู่มากกว่า ทั้งปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต้องช่วยกัน ข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่นยอมรับว่า มีส่วนทำให้คนไทยไม่เกิดความเชื่อมั่น แต่ขณะนี้นายกรัฐมนตรีกำลังเอาจริงเอาจัง กับการตรวจสอบ และเชื่อว่าโลกสมัยใหม่จะทำได้ยากขึ้น เพราะความลับไม่มีในโลก และสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นคือ ต้องเชื่อใจในคนทำงาน เพราะรัฐบาลยังมีภารกิจอีกมาก และมุ่งมั่นแก้ไขกับปัจจัยที่เกิดขึ้น

จากการให้สัมภาษณ์ของนายศุภชัย พานิชภักดิ์ ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก บอกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับที่ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน ซึ่งเป็นการจัดอันดับของชาวต่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศมองว่า บรรยากาศในการลงทุนของไทยดีมาก ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีการระดมทุนเข้ามาเมืองไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอุตสาหกรรมอย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในขณะนี้มีการระดมทุนในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์เข้ามามาก ดังนั้น จะทำให้ไทยเป็นประตูเปิดสู่การลงทุนในประเทศอื่นๆ และยังเป็นศูนย์ของสินค้าเฉพาะกลุ่มระดับโลกต่อไป เช่น ในสินค้ากลุ่มปิโตรเคมี เกษตรแปรรูป เป็นต้น

 

*ธวัชชัย ยงกิตติกุล  เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาสถาบันการเงินทั้งระบบได้มีการเพิ่มทุนไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับ 20% ของจีดีพีและมีเงินทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงถึง 12.6% จากที่กฎหมายกำหนดเพียง 8.5% แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินไทยในปัจจุบัน มีความเข้มแข็งทางด้านฐานะการเงินเพียงพอที่จะรับกับวิกฤตการณ์ถ้าจะเกิดขึ้น นอกจากนั้น สถาบันการเงินไทยยังได้มีการปรับตัวหลังเกิดวิกฤตโดยการปรับปรุงระบบต่างๆ มีการจ้างที่ปรึกษามาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยง ทำให้ปัจจุบันระบบการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารมีความรอบคอบ โดยหากเทียบกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มองว่ามีความร้อนแรง พบว่าธนาคารส่วนใหญ่มีการปล่อยสินเชื่อในธุรกิจนี้ระมัดระวังมากขึ้น

เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังน่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากมีการนำเข้าสินค้าทุน และวัตถุดิบเพื่อมาขยายกำลังการผลิต ของภาคธุรกิจต่างๆ สำหรับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี หลังจากที่มีการเกินดุล แต่หากไปพิจารณาถึงการนำเข้าของไทยก็จะพบว่า นอกจากการนำเข้าน้ำมันในช่วงที่มีราคาสูง และยังเป็นการนำเข้าสินค้าทุน และวัตถุดิบเพื่อมาขยายการลงทุนที่มีกำลังการผลิตสูง ซึ่งจากตัวเลขและการนำเข้าสินค้าทุน ทำให้มั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหา และเชื่อว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้น

ส่วนการปลดภาระหนี้ให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากเป็นหนี้ที่เกิดจากการบริหารธุรกิจ ซึ่งทางสถาบันการเงินก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ แต่ถ้าเป็นหนี้ที่เกิดจากการขาดวินัยต้องทำด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้ ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้ทำให้สถาบันการเงินล่มสลาย แต่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของสายตานักลงทุนในต่างประเทศ และทำให้วินัยของคนเปลี่ยนแปลง

 

*เกียรติพงศ์ น้อยใจบุญ  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

มาตรการการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีกำลังเป็นอุปสรรคในการส่งออกสินค้าของไทย เช่น การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีนมาเปิดเสรี ขณะที่การส่งสินค้าไทยไปจีนจะต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการตรวจสินค้าหลายแสนบาทต่อรายการ จึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลในรายละเอียดเหล่านี้ นอกจากนั้น ระบบขนส่งของไทยยังเป็นปัญหา ทำให้ต้นทุนในการขนส่งอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน รัฐบาลควรที่จะสำรวจตลาดประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยการส่งเจ้าหน้าที่ไปฝังตัวในประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เพื่อศึกษาข้อมูลเจาะตลาดคู่ค้า พร้อมทั้งดูแลนักลงทุนใหม่ที่รัฐบาลส่งเสริมให้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น การหาตลาด หรือแหล่งเงินทุน ไม่ใช่ส่งเสริมเพียงการหาเครื่องจักรในระยะเริ่มต้นเท่านั้น ไม่เช่นนั้นธุรกิจที่รัฐบาลส่งเสริมใหม่ก็ไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้ รวมถึงการสนับสนุนธุรกิจก็ควรจะชัดเจนว่า ควรจะมีธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ใช่สนับสนุนเพียงธุรกิจต้นน้ำ เช่น เหล็ก เท่านั้น เพราะคนที่ได้ประโยชน์จะตกอยู่กับไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ขณะที่ต่างประเทศจะสนับสนุนธุรกิจกลางน้ำและปลายน้ำมากกว่า

หน้า 20


ธปท.ชี้ขาดดุลบัญชี ติดต่อ 5 ปี

กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2548

"ปรีดิยาธร" ระบุไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับ 4-5 พันล้านดอลลาร์ ติดต่อ 5 ปี เผชิญ 3 ปัจจัยพร้อมกัน ทั้งราคาน้ำมันแพง เมกะโปรเจ็ก และเอกชนลงทุนเพิ่ม ยังมั่นใจไม่น่าห่วง เหตุสถาบันการเงินของไทยเข้มแข็ง แม้มีการกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มแต่เป็นระยะยาว "ทักษิณ" หนุนนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เอดีบีชี้เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ฉุดจีดีพีปีละ 1-1.5% ด้านหอการค้าไทย เผย ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 39 เดือน ประชาชนยังกังวลน้ำมันแพง-ค่าครองชีพสูงขึ้น

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้เดินทางมาเป็นประธานในงานสัมมนาวิชาการ ในโอกาสครบรอบ 37 ปี ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่โรงแรมเจริญธานี ปริ๊นเซส จ.ขอนแก่น วานนี้ในหัวข้อเรื่อง "เสถียรภาพสถาบันการเงินกับความมั่นคงของเศรษฐกิจ ไทย"ว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2548 เป็นต้นไป ประเทศไทยอาจจะขาดดุลบัญชีเงินสะพัดประมาณ 4-5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจจะเป็นอย่างนี้ต่อไปประมาณ 4- 5 ปี

สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง มาจากปัจจัยเรื่องภาวะน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากแหล่งน้ำมันดิบที่มีอยู่เป็นแหล่งน้ำมันเดิมที่ไม่มีการพัฒนาและปรับปรุง ทำให้ผลิตน้ำมันได้น้อย ซึ่งทำให้ประเทศจะต้องควักเงินจ่ายค่าน้ำมันสูงต่อไปอีก อีกทั้งช่วงนี้เป็นช่วงจังหวะที่เอกชนกำลังขยายกำลังการผลิต และนำเข้าวัตถุดิบ โดยเฉพาะเครื่องจักรจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้เงินไหลออกจากประเทศเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องโครงการเมกะโปรเจ็กของรัฐบาลที่นำเงินมาลง ทุนอย่างมหาศาล ทำให้มีการนำเงินไปใช้เป็นจำนวนมาก เมื่อ 3 ประสานเกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ดุลบัญชีเงินสะพัดของไทยได้เกิดปัญหาขาดดุลขึ้น และจะยาวนานต่อเนื่องไปอีกประมาณ 4-5 ปี

ทั้งนี้เมื่อเกิดการขาดดุลบัญชีเกิดขึ้น หมายถึง ช่วงนี้การออมในประเทศไม่พอต้องกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามาอีก ซึ่ง ธปท.จะต้องดูแลสถาบันการเงินในประเทศให้เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภาคดังกล่าวเกิดขึ้น

"ขณะนี้ตัวเลขของสินทรัพย์ สินเชื่อ และเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ในประเทศ ในเดือนมิถุนายน ปี 2548 อยู่ที่ 7.7 ล้านล้าน ซึ่งสัดส่วนเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ในประเทศขณะนี้อยู่ที่ 13.5% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่ต่างประเทศต้องการที่ 8.5% เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจ เพราะสถานะของสถาบันการเงิน ในประเทศมีความมั่นคงสูงมาก เพราะมีเงินกองทุนในระดับสูง" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ห่วงอสังหาฯ ฉุดแบงก์

อย่างไรก็ตามส่วนตัวแปรหนึ่งที่จะทำให้สถานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์มั่นคงหรือไม่นั้น อยู่ที่สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยในปี 2546 ที่ผ่านมามียอดการโอน กรรมสิทธิ์ที่ดินของกรมที่ดินสูงมาก มียอดสูงเท่ากับปีที่มียอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสูงสุด ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ ธปท.ต้องออกกฎให้ธนาคารพาณิชย์ ต้องรายงาน ธปท.สำหรับการปล่อยกู้ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งทำให้ ธปท.เห็นการเปลี่ยนแปลง และสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันในหลายเรื่อง

สำหรับตัวเลขการปล่อยกู้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ ปี 2548 ในยอดรวมถึงเดือน มิ.ย.พบว่ามีเพียง 1.3% เท่านั้น ในขณะที่เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.ของปี 2547 ซึ่งสูงประมาณ 54.4% และลดลงมาในเดือนธันวาคม ปีเดียวกันอยู่ที่ 21% ส่วนตัวเลขสินเชื่อบัตรเครดิตขณะนี้อยู่ที่ 19.2% โดยรวมยอดในช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.ปี 2548 ในขณะที่ปี 2545 อยู่ที่ 39.2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ

"สถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่อยู่ในช่วงเลวร้าย มีปัจจัยปัญหาที่แทรกเข้ามาคือ ภาวะราคาน้ำมัน ทำให้ทุกอย่างผันผวน ไปหมด ส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเงินสะพัดเกิดขึ้นแต่ไม่มากเกินความสามารถที่จะรับมือไหว และแม้จะมีการกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามา แต่เป็นหนี้ระยะยาว ทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศเพิ่มขึ้นบ้าง และขอยืนยันว่าเศรษฐกิจเปลี่ยนคราวนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะสถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ทักษิณ หนุนปล่อยดอกเบี้ยขาขึ้น

พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เห็นด้วยกับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรอายุ(อาร์/พี) 14 วัน อีก 0.50% ทำให้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.25% เนื่องจากมองว่าสิ่งที่มีความน่าเป็นห่วงของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ คือ ด้านการเงิน ซึ่งในการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี(ครม.)เศรษฐกิจกับ ธปท. เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาหารือในที่ประชุม และทุกฝ่ายก็เห็นพ้องในเรื่องดังกล่าว

เนื่องจากภาคการเงินของไทยมีปัญหาจริงๆ และทาง ธปท.เอง ซึ่งเป็นผู้ดูแลนโยบายดอกเบี้ยก็ยอมรับว่าจะต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดปัญหาที่จะตามมาในหลายด้านๆ จากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ

"ทุกฝ่ายรู้ดีว่า แนวโน้มดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ดังนั้นนโยบายของเราคือต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยของบ้านเราต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ดังนั้นการกระชากดอกเบี้ยขึ้นแรงๆ ถึง 0.50% ก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพื่อป้องกันปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระยะยาว" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียอมรับว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทยในปี 2548 บ้าง แต่รัฐบาลก็ยังตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ให้ต่ำกว่า 4%

สำหรับนโยบายที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนั้นจะมีทั้งการเร่งผลักดันการส่งออก การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และการปรับโครงสร้างด้านต่างๆ ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยประกาศไว้

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 39 เดือน

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. 2548 ซึ่งสอบถามประชาชนทั่วประเทศ 2,250 คน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากเดือน ก.ค. ที่อยู่ระดับ 84.7 เป็น 84.6 ในเดือน ส.ค. ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 เป็นเดือนที่ 14 และมีค่าต่ำสุดในรอบ 39 เดือน นับตั้งแต่ มิ.ย.2545 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจาก 81.8 ในเดือน ก.ค.เป็น 80.6 ในเดือน ส.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต (6 เดือนข้างหน้า) เพิ่มขึ้นจาก 82.8 เป็น 83.3

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงจาก 79.4 ในเดือน ก.ค. เป็น 78.9 ในเดือน ส.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำลดลงจาก 78.6 เป็น 78.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเพิ่มขึ้นจาก 96.0 เป็น 96.5

"การที่ดัชนียังต่ำกว่า 100 ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่น โดยดัชนีความเชื่อมั่นยังมีทิศทางปรับตัวลดลง เพราะราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังสูงขึ้น และความวิตกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งอาจกระทบรายได้ รวมถึงค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ปัญหาภัยแล้ง และผลกระทบจากสึนามิต่อเศรษฐกิจไทย "ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

เอดีบีหวั่นน้ำมันฉุด ศก.ไทยหดตัว 1.5%

นายฌอง ปิแอร์ เอ.เวอร์บีสท์ ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี (ประเทศไทย) ได้ให้ข้อมูลและเผยแพร่รายงานเรื่อง "การวิเคราะห์สถานการณ์ และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2548" ที่ โรงแรมคอนราด วานนี้(8) เป็นการประเมินสถานการณ์ ด้วยการอ้างอิงจากโมเดลหรือรูปแบบของเอดีบีโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการประเมินอย่างระมัดระวัง และรอบคอบ

โดยผู้อำนวยการเอดีบีในไทยระบุว่า ผลจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้เอดีบีต้องปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ จากเดิม 5.6% เหลือ 4% และปีหน้าเหลือ 5% จากเดิม 5.8%

ขณะที่เงินเฟ้อปรับขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ที่ประมาณ 4% และดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีครึ่งหลังปีนี้จะดีขึ้น คาดว่าตลอดทั้งปีตัวเลขขาดดุลอยู่ที่ประมาณ ติดลบ 2.4% ก่อนขยับขึ้นเล็กน้อยติดลบ 2.5% ปีหน้า

"เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวอย่างมากต่อราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น จากโมเดลที่เอดีบีใช้ประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย พบว่าหากราคาน้ำมันขึ้น 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จีดีพีของไทยจะหดหายไป 1-1.5% สิ่งที่ต้องตามดูคือ ระดับเงินเฟ้อ จะคุมให้อยู่ในช่วง 4% ได้หรือไม่ เพราะเงินเฟ้อจะส่งผลกระทบถึงอัตราดอกเบี้ยด้วย" นายเวอร์บีสท์ กล่าว

เขาเพิ่มเติมว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ในปีนี้ที่ 4% ปีหน้าคาดว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะลดลงและดีขึ้น ช่วยเศรษฐกิจขยายตัวได้มากขึ้น รัฐบาลไทยมีแผนจะเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว โดยมีแผนการลงทุนเมกะโปรเจ็ก ซึ่งโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 0.5-1% ต่อปีตลอดระยะ 2 ปีข้างหน้า

"การลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กเวลานี้ ถือว่าเหมาะสมที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งกำลังชะลอตัว แต่เม็ดเงินลงทุนนั้นต้องระมัดระวัง ว่าจะได้มาจากที่ใดบ้าง แต่เอดีบีเชื่อว่าโครงการเมกะโปรเจ็ก น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 0.5-1% ต่อปี การใช้จ่ายของภาครัฐในส่วนนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจโตได้ 5% ในปีหน้า ซึ่งปรับลดจากคาดการณ์เดิมเดือน เม.ย.ปีนี้ที่ 5.8% " นายเวอร์บีสท์ กล่าว

อย่างไรก็ตามเอดีบีกล่าวเตือนว่า การลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กมูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท ภายในปี 2552 อาจส่งผลกระทบต่อภาวะดุลการคลังและดุลบัญชีระหว่างประเทศได้

เอดีบีเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชีย

เอดีบี ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น ขึ้นมาอยู่ที่ 6.6% จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 6.5% แต่ก็ได้ลดการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของบางประเทศลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมัน

แนวโน้มการขยายตัวในปีหน้า และปีต่อๆ ไป มีแนวโน้มที่จะขึ้นอยู่กับว่า แต่ละประเทศมีการตอบสนองต่อราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างไร ซึ่งเอดีบี ยังคงตัวเลขคาดการณ์สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2549 ไว้ที่ 6.6%

หลังจากที่ทาง ธปท.ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อาร์พี) 14 วัน ถึง 0.50% เมื่อวานนี้ ทำให้แบงก์ใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพ ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทอีก 0.50% ยกเว้นออมทรัพย์

สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 3 เดือน จาก 1.00% เป็น 1.50% เงินฝาก 6 เดือน จาก 1.25% เป็น 1.75% เงินฝาก 12 เดือน จาก 1.50% เป็น 2.00% ส่วนเงินกู้ ปรับขึ้นอีก 0.25% เป็นดังนี้ MOR จาก 6.00% เป็น 6.25% MLR จาก 5.72% เป็น 6.00% MRR จาก 6.25% เป็น 6.50%