หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เจ้าบุญทุ่ม

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  โดย นวพร เรืองสกุล  มติชนรายวัน วันที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10042

น้ำท่วมเมืองเชียงใหม่กลายเป็นข่าวใหม่ เพราะว่าท่วมในตัวเมืองทำให้ร้านค้าและบ้านเรือนเสียหาย เป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

ข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีบินสำรวจทาง ฮ. พบว่าพื้นที่ป่าถูกทำลายมาก พื้นที่สองฝั่งแม่ปิงถูกรุกล้ำ บุกรุกตลอดเส้นทาง ทั้งในส่วนของชาวเขาและหน่วยราชการ

ฝายที่ชาวบ้านสร้าง ทำให้ลำน้ำคับแคบ สั่งให้ทุบฝาย 2 แห่ง เพื่อเปิดทางให้น้ำผ่านได้สะดวกขึ้น

นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ไปแก้ไขเรื่องการบุกรุกลำน้ำ และมีข่าวจาก ส.ส.ว่านายกรัฐมนตรีสั่งให้สร้างกำแพงกั้นลำน้ำปิง ความสูง 5 เมตร โดยให้รัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย กรมโยธาธิการ และเทศบาลร่วมกันดำเนินการ ด้วยงบประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งข่าวกล่าวว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจ

อ่านข่าวนี้และข่าวอื่นๆ ในทำนองเดียวกันมาหลายข่าว สรุปว่า นายกรัฐมนตรีและคนรอบตัวท่านคิดแก้ปัญหาบ้านเมืองแบบเจ้าบุญทุ่ม คือมีปัญหาที่ใดใช้เงินทุ่มเข้าไปแก้ไข

เมื่อเกิดปัญหาทางภาคใต้ ท่านไปตรวจงาน และให้นโยบายว่าให้ระดมเงินลงไปสร้างนิคมอุตสาหกรรมในภาคใต้ ในจังหวัดที่มีปัญหาความไม่สงบ

เมื่อเกิดปัญหาน้ำแล้งในภาคตะวันออก ประชาชนขาดน้ำกินน้ำใช้ในบางท้องที่ และอุตสาหกรรมมีน้ำไม่พอ ต้องซื้อน้ำจากต่างถิ่นบรรทุกเรือเข้าไปใช้ นโยบายทางการที่ออกมาคือลงเงินเข้าไปสร้างท่อ และผันน้ำจากลำน้ำอื่นๆ เข้ามายังพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมตะวันออก

เมื่อการจราจรสู่ภาคใต้มีปัญหา ต้องการเพิ่มเส้นทางก็คิดจะสร้างสะพานยาวนับสิบกิโลเมตรกลางทะเล เพราะสั้นดี ลัดอ่าวไทยได้บางส่วน คิดและพยายามอยู่ 3 ปี ท่ามกลางการคัดค้านถึงความเป็นไปได้ และผลกระทบต่างๆ โดยนักวิชาการ เสียเงินค่าศึกษาโครงการไป 700 ล้านบาท ก่อนจะตัดสินใจพักโครงการ

เมื่อมี ครม.สัญจร ในปี 2547 ข่าวที่ออกหน้าได้ความสนใจที่สุดคือ การอนุมัติโครงการต่างๆ ณ พื้นที่ ในทันทีที่ได้รับฟังปัญหา โดยทางหน่วยราชการต่างๆ เช่น สำนักงบประมาณ เป็นฝ่ายดำเนินการตามหลัง

มาคราวนี้ที่น้ำท่วมภาคเหนือ คิดแม้กระทั่งจะใช้เงินไปบังคับน้ำให้ไหลตามช่องจราจร(ไม่รู้ว่าจะสร้างกำแพงสองฝั่งแม่ปิงสูง 5 เมตร จริงๆ หรือพูดเล่น ถ้าเอาจริง เพ็ญเดือน 12 ปีนี้คงต้องปีนกำแพงเข้าไปลอยกระทง)

ปัญหาเรื่องต่างๆ ล้วนมีที่ไปที่มา ยกตัวอย่างเรื่องน้ำท่วมภาคเหนือ ไม่ต้องขึ้น ฮ. ก็รู้แล้วว่าป่าไม้ถูกทำลาย เรื่องนี้คนในพื้นที่รู้ หนังสือพิมพ์ก็รายงานข่าว สถิติป่าไม้ของประเทศที่หดหายไปในอัตราความเร็วอย่างน่าตกใจทุกครั้งที่สำรวจก็บ่งชี้ปัญหาอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครตกใจและคาดภัยที่จะมาถึงตัว จนกระทั่งน้ำท่วมจึงยกขึ้นมาพูด เป็นประเด็นเก่านำมาเล่าอีกที

การรุกล้ำลำน้ำที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไม่มีใครรู้ ไม่จำเป็นต้องขึ้น ฮ.ดูอีกเหมือนกัน การรุกล้ำลำน้ำไม่ได้เกิดขึ้นจากบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพียงรายเดียว แต่เกิดขึ้นมากพอจะทำให้แม่ปิงคับแคบ

คำถามที่น่าถามก็คือ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ดูแลพื้นที่นั้นๆ ทำอะไรบ้าง จึงมีการรุกล้ำลำน้ำจึงเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องและยาวนาน ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อผลของการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบ ผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมืองเรียกหา Accountability ของผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่หรือยัง

เคยมีประกาศโฆษณาของทางการลงหนังสือพิมพ์ว่า การปฏิรูประบบราชการจะเน้นหลัก Accountability ถ้าไม่มีการจัดการกับ Accountability ในทุกระดับ เราควรจะถามถึง Accountability ของผู้ประกาศนโยบายด้วยหรือยัง

เช่นเดียวกับฝายกั้นลำน้ำ ตอนสร้างใครเป็นคนดูแลความเหมาะสม และตอนนี้ไปทุบฝายของชาวบ้าน พอน้ำลดจะสร้างคืนให้เขาไหมนี่ และทางเลือกลำดับต่อไปของชาวบ้านคืออะไร ในการหาน้ำและผันน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก

อันที่จริงเหตุจากน้ำท่วมอาจจะยังมีอีกมากมายหลายประการ บางครั้งก็เกิดจากการมองสั้นๆ เฉพาะหน้า ไม่ได้คิดในองค์รวม หรือนึกไปไม่ถึงการแก้ปัญหาน่าจะต้องหาต้นตอของปัญหาก่อน

นึกถึงน้ำท่วมบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในพื้นที่หนึ่งน้ำฝนที่ตกลงมาเคยไหลอาบทุ่งไปสู่ที่ลุ่มต่ำกว่า ต่อมามีการสร้างถนนสายใหม่ที่ยกระดับสูงจากพื้นที่โดยรอบ และไม่มีท่อระบายน้ำให้น้ำลอด เมื่อฝนตกหนักหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็จมน้ำ เพราะถนนสายนั้นกลายเป็นเขื่อนชั้นดี

อีกกรณีหนึ่งที่ประสบมาด้วยตนเองคือ เจ้าหน้าที่วางท่อสูบน้ำลงคลองโดยหันปากท่อส่องเข้าซอยฝั่งตรงกันข้าม ทำให้น้ำในซอยไหลลงคลองไม่ได้ กลายเป็นน้ำท่วมขังที่น้ำสูงขึ้นเป็นลำดับ เพราะน้ำที่จะไหลลงคลองสู้แรงน้ำจากท่อสูบน้ำที่ผลักน้ำเข้ามาไม่ได้ ในกรณีนี้น้ำลดด้วยวิธีการง่ายๆ คือหันปากท่อสูบน้ำให้ขนานไปกับลำคลอง

แต่เจ้าบุญทุ่มมักไม่มองว่า ปัญหาแต่ละเรื่องมีต้นตอของปัญหาอย่างไร เขาจะมีทางแก้ปัญหาทันที โดยมีเงินตราเป็นแก้วสารพัดนึก แก้ได้ทุกปัญหา เสียเงินเกินไปบ้าง ไม่ได้ประโยชน์เต็มที่บ้างก็ไม่เป็นไร ขอให้ได้บ้างก็แล้วกัน

การแก้ปัญหาแบบเจ้าบุญทุ่ม และความนิยมของประชาชนต่อการแก้ปัญหาแบบเจ้าบุญทุ่มสะท้อนความคิดพื้นฐานบางประการ ของทั้งผู้กระทำและผู้นิยมชมชอบ

การใช้กำลัง ใช้อำนาจในสมัยโบราณมาจนกระทั่งถึงก่อนหน้านี้ไม่นาน สำแดงออกด้วยพละกำลังร่างกาย และกำลังอาวุธ เมื่อใช้มากไปเป็นการใช้อำนาจบาทใหญ่ เลยเถิดไปถึงการพยายามควบคุมความคิด ปิดปากคนที่ไม่เห็นด้วย ด้วยนานาวิธีแต่ส่วนใหญ่เน้นการใช้กำลัง เช่นทุบแท่นพิมพ์ของโรงพิมพ์ ที่พิมพ์เรื่องที่ผู้มีอำนาจไม่ชอบใจ เป็นต้น

การใช้กำลัง ใช้อำนาจสมัยนี้นุ่มนวลกว่า ไม่ต้องลงแรงกาย ไม่ต้องใช้อาวุธหนัก แต่ใช้เงินเป็นอาวุธ มีการใช้พลิกแพลงไปสารพัดวิธี เพื่อเปลี่ยนความคิดหรือปิดปากคนที่ไม่เห็นด้วย และโน้มน้าวบุคคลต่างๆ เข้ามาเป็นพวก การควบคุมและกำกับแบบนี้แนบเนียนเพราะกระทำผ่านกลไกตลาด ในเศรษฐกิจเสรี ทำก็ดูเหมือนไม่ได้ทำ หรือไม่ได้จงใจ

ไม่ว่าจะใช้เงินหรือใช้กำลัง แรงกระตุ้นเบื้องต้นคือความโลภในการจะได้มี และรักษาอำนาจไว้กับตน

ถ้าใช้อาวุธและกำลังกายรักษาอำนาจตนไว้ ก็คือการใช้โทสะเป็นตัวกระทำให้โลภะของตนเองสำเร็จ

การชนะด้วยการประทุษร้าย ทำให้มีผู้แพ้ เป็นการชนะที่ก่อศัตรู และถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ

ส่วนการใช้เงินรักษาอำนาจ ระหว่างที่ใช้ไม่ได้กระตุ้นโทสะของผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้ใช้ด้วยความสบายใจว่ากำลังทำดี

เมื่อทำลงไป สิ่งที่ทำกระตุ้นโลภะของอีกฝ่ายหนึ่งให้เกิดความร่วมมือ เป็นการชนะโดยที่ไม่มีผู้แพ้ เพราะจบลงด้วยการสนองโลภะทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ จึงเกิดความปรองดองกันยืนยาวกว่าการชนะด้วยการประทุษร้าย หรือใช้กำลังบังคับ ไม่ค่อยมีใครรู้สึกว่าเป็นเผด็จการเพราะในความรู้สึกทั่วๆ ไปจากความคุ้น มักโยงเผด็จการเข้ากับกำลังอาวุธ ไม่ได้คิดว่าการเผด็จการอาจจะใช้เงินเป็นอาวุธก็ได้เหมือนกัน

แต่ใช้ไปนานๆ และมากๆ เข้าผู้ใช้ก็อาจจะเผลอ

คือเผลอนึกว่า เงินคุมธรรมชาติได้ เผลอนึกว่าเงินคุมคนได้ทุกคน และเผลอนึกว่าเงินแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา

เมื่อยังเด็ก บิดาเคยให้อ่านนิทานเรื่องหนึ่งแม้เวลาล่วงเลยมานานแล้วก็ยังพอจำเนื้อหาได้ แม้จะลืมรายละเอียดไปบ้าง เรื่องนั้นเป็นเรื่องกษัตริย์คนหนึ่ง ชื่อ คานุท กษัตริย์พระองค์นี้รบชนะมาทุกแห่งหน คำสั่งเป็นเสมือนวาจาสิทธิ์ วันหนึ่งขณะประทับนั่งอยู่ริมทะเล น้ำทะเลที่กำลังขึ้นก็ขึ้นมาจนจะถึงที่ประทับ กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจออกคำสั่งให้น้ำทะเลลดลงไป

น้ำทะเลไม่ได้ลด แต่กลับเอ่อสูงขึ้นมาเรื่อยๆ กษัตริย์องค์นั้นต้องพาพระองค์ไปให้พ้นน้ำทะเลที่กำลังขึ้น(ถ้าไม่หนีก็มีหวังจมน้ำ)

เรื่องนี้สอนว่าธรรมชาติเป็นใหญ่

มนุษย์เราถูกธรรมชาติเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเตือนแรงๆ ด้วยอุบัติภัยนานาประการ แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกนี้ ไม่เคยยอมรับเป็นบทเรียน และยังขืนจะฝืนและจะคุมธรรมชาติอยู่เรื่อยๆ

ส่วนในเรื่องการใช้เงินแก้ปัญหา นักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานด้านการเงินเราจะพูดกันว่า เงินเป็นตัวหล่อลื่นระบบเศรษฐกิจ เงินอาจจะช่วยแก้ความติดขัดบางประการได้ แต่เงินไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกปัญหา

ถ้าจะไขตู้ ไขห้องที่ติดกุญแจ ก็ต้องมีลูกกุญแจ

ถ้ารูกุญแจฝืด อาจจะต้องการน้ำมันหล่อลื่นเป็นตัวช่วยให้ลูกกุญแจทำงานได้

แต่น้ำมันหล่อลื่นไม่ใช่ลูกกุญแจ และทำงานแทนลูกกุญแจไม่ได้

จะแก้ปัญหา ต้องมีปัญญา

น้ำมันหล่อลื่นไขกุญแจไม่ได้ ฉันใด เงินก็แก้ปัญหาให้ไม่ได้ ฉันนั้น

หน้า 6