หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ไปเยี่ยมไตอาหม

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3720 (2920)

เมื่อต้นเดือนมีนาคม คุณหมอประเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของบางกอก แอร์เวย์สชวนไปเที่ยวแคว้นอัสสัมดินแดนของไทอาหม หรือไตอาหมในประเทศอินเดีย ซึ่งเคยได้ยินมานานแล้วว่า พี่น้องไทยใหญ่ของเราอยู่ที่นั่นมีถึง 3-4 ล้านคน

เครื่องบินไปลงที่เมืองคุวหดี เมื่อเสร็จพิธีต้อนรับแล้วเราก็ลุยเลย คือ ไปที่วัดฮินดู ชื่อวัดกามคยาแล้วจึงนั่งรถยนต์จากเมืองคุวหดี ไปยังเมืองหลวงของแคว้นอัสสัมชื่อเมืองโชรหิ

ขอเล่าก่อนว่าประชาชนชาวอัสสัมส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาฮินดู ประชากรมีหลายเผ่าพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียตอนใต้ ที่อังกฤษนำมาเป็นแรงงานในไร่ใบชา เพราะใบชาที่อัสสัมเป็นใบชาที่มีคุณภาพดี ทำป่าไม้ และเหมืองทองคำ อัสสัมอากาศเย็นสบาย มีแม่น้ำพรหมบุตรซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากทิเบต ไหลพาดผ่านแคว้นอัสสัมไปออกปากแม่น้ำที่บังกลาเทศ

ภาษาที่คนส่วนใหญ่ทุกเผ่าพูดไดัคือภาษาอัสสัม ถามเขาดูแล้วเป็นภาษาที่ มีรากฐานมาจากภาษาสันสกฤต เช่นเดียวกับภาษาฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส อิตาลีเป็นภาษาที่มีพื้นฐานมาจากภาษาละตินฉันใดก็ฉันนั้น แต่มีคำของชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งมีมากมายทั้งภาษากุลาและภาษาไตรวมเข้าไปอย่างมากด้วย

เดิมอัสสัมเป็นดินแดนที่ล้าหลังมีกลุ่มชนเผ่าเล็กเผ่าน้อย ยังไม่ได้รวมกันเป็นนครรัฐหรืออาณาจักร มีนิทานปรัมปรากล่าวว่า เมื่อพระนางสตี ชายาของพระวิษณุ ได้ทำลายตัวเอง ส่วนของร่างกายนางกระจายไปทั่วชมพูทวีป อวัยวะส่วนที่เรียกว่า "โยนี" มาตกที่นี่ อัสสัมจึงเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาพราหมณ์แห่งหนึ่ง

"อัสสัม" หรือ อ+สมะ แขกบอกว่าเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า "ไม่เท่ากัน" แต่จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่ามาจากคำเดียวกับคำว่า "สยาม" หรือ "ฉาน" หรือ "ศาน" ในพม่า แขกบางคนก็ว่ามาจากคำว่า "อาสม" เป็นคำไท กร่อนมาจากคำว่า "อาหม" ซึ่งเคยเป็นอาณาจักรอยู่ถึงเกือบ 700 ปี

จากหลักฐานทางประวัติที่มีการบันทึกไว้มีว่า เมื่อปี พ.ศ.1771 "เจ้าเสือก่าฟ้า" ได้พาคนไตหรือคนไทใหญ่ซึ่งประกอบด้วย ไตอาหม ไตคำตี่ ไตอ้ายตน ไตฟ้าเก่ ไตตุรุง และไตคำยาง ซึ่งเดิมอยู่ที่เมืองเมา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรน่านเจ้า ประเทศจีน เดี๋ยวนี้คือเมืองรุยรีในมณฑลยูนาน มาอยู่ที่เมืองเมาหลวง หรือขณะนี้เรียกว่าไตเมา ข้ามดอยฝาดไก่ เข้ามาสู่อัสสัม ราวๆ ปี พ.ศ.1758 และได้รวบรวมเผ่าพื้นเมืองเผ่าเล็กเผ่าน้อยที่อ่อนแอกว่า สร้างอาณาจักรไตอาหมขึ้นสำเร็จเมื่อปี พ.ศ.1771 ก่อนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ประกาศเอกราชจากขอมตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้น ถึง 30 ปี โดยเจ้าหลวงเสือก่าฟ้าเป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรอาหม และลำดับกษัตริย์เรื่อยลงมาถึง 40 รัชกาล เป็นเวลาเกือบ 700 ปี จึงตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษใน พ.ศ.2369 กษัตริย์บางพระองค์มีพระนามเป็นทั้งคำไตอาหม และคำสันสกฤต เช่นเจ้าฟ้าเสือกลืนเมือง มีพระนามเป็นภาษาสันสกฤตว่า พระเจ้าครุหคยันราชา ซึ่งขึ้นครองราชย์อยู่เมื่อปี พ.ศ.2082 เป็นต้น

ที่น่าสังเกตว่าคำว่า "เสือ" นั้นใช้เรียก "หัวหน้า" มาตั้งแต่ดั้งเดิม จนมาถึงเดี๋ยวนี้ แต่เราใช้เรียกหัวหน้าโจรไม่ใช่หัวหน้าเผ่า

แต่เดิมไตอาหมนั้นไม่ได้นับถือศาสนาอะไรแต่นับถือผีบรรพบุรุษเช่นเดียวกับชนเผ่าไตอื่นๆ เช่น ไตดำที่เมืองแถน หรือเดียนเบียนฟูในเวียดนาม และไทยใหญ่เผ่าอื่นๆ ต่อมาก็รับศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดูมาจนทุกวันนี้ จะมีถือ

พุทธเถวาทบ้างก็ไม่มากในบริเวณที่ติดกับพม่า หรือพุทธมหายานแบบวัชรยานในแถบที่ติดกับภูฏานเป็นต้น

แม้ว่าอาณาจักรอาหมจะครอบคลุมดินแดนเกือบทั้งหมดของแคว้นอัสสัมแต่ก็รับวัฒนธรรมเกือบทั้งหมดจากชาวภารตะ ทั้งศาสนา การปกครอง กฎหมาย ขนบธรรมเนียมในพระราชวัง ยกเว้นภาษาพูดและการแต่งกายยังคงพูดไต นุ่งซิ่น ใส่เสื้อห่มสไบ ผู้ชายก็นุ่งเตี่ยว หรือกางเกงสวมเสื้อและโพกหัว เรื่อยมาจนเสียเอกราชให้อังกฤษ

ชาวไตอาหมเป็นนักรบอย่างแท้จริง เมื่ออพยพเข้ามาในดินแดนใหม่ก็สามารถรวบรวมเผ่าพื้นเมือง ตั้งเป็นอาณาจักรได้โดยรวดเร็ว แต่ก็ต้องทำศึกสงครามกับราชวงศ์โมกุล ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งสถาปนาขึ้นที่กรุงนิวเดลี ราชวงศ์โมกุลได้แผ่อำนาจสามารถยึดมาถึงราชอาณาจักรกุจ หรือประเทศบังกลาเทศในปัจจุบัน ในปี พ.ศ.2181 และให้ประชาชนเปลี่ยนจากการถือศาสนาฮินดูมาเป็นศาสนาอิสลาม

โมกุลพยายามมาตีอาณาจักรอาหมอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยึดครองได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ 3-4 เดือน ไตอาหมก็สามารถตีกลับได้ทุกที ยุทธการที่สำคัญที่สุดคือยุทธการเตจบุรี หรือ Tezpur ในสมัยพระเจ้าออรังเชฟ เป็นการสู้รบระหว่างกองทัพโมกุลกับอาหม กองทัพโมกุลต้องแตกพ่ายกลับไปทุ่งราบที่สู้รบกันจึงมีชื่อว่า "เตจบุรี" หรือ "โลหิตบุรี" หรือ "บุรีเลือด" ขณะนี้เป็นสนามบินภายในประเทศ ราชวงศ์โมกุลสามารถรวบรวมชมพูทวีปได้เกือบทั้งหมด รวมทั้งอัฟกานิสถาน และอาณาจักรกุจ แต่อาณาจักรอาหมก็ยังคงอยู่

นอกจากนั้น เมื่อพม่าเข้มแข็งขึ้นทีไร ก็ยกทัพมาตีอาณาจักรอาหมทุกครั้งไป เหมือนๆ กับมาตีเชียงใหม่ และอยุธยา แต่มักจะมาแบบกองโจร เมื่อชนะก็เผาทำลายปราสาทราชวังกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินกลับไปกรุงหงสาวดีในสมัยบุเรงนอง หรือกรุงอังวะในสมัยราชวงศ์อลองพญา ในช่วงเวลาตรงกับ รัชสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่ออาหมถูกพม่าโจมตี เจ้าเสือเดือนฟ้าหรือพระเจ้าจันทรกันตสิงท์ ก็เสด็จหนีไปอยู่เมืองกัลกัตตาและไปขอความช่วยเหลือจากอังกฤษ ขอกำลังอังกฤษมาช่วยรบกับพม่า ในที่สุดก็ถูกยึดครองเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในปี พ.ศ.2369 อังกฤษตั้งเจ้าฟ้าปรันทรสิงห์เป็นเป็นเจ้าหลวงต่อจากเจ้าเดือนฟ้าให้เจ้าฟ้าปรันทรสิงห์ครองราชย์ต่อไป จนถึงปี พ.ศ.2383 ปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อังกฤษจึงเลิกระบบกษัตริย์อาหมของแคว้นอัสสัม แล้วนำไปรวมเข้ากับอินเดีย มีข้าหลวงใหญ่มาปกครองแทนเจ้าฟ้าหลวง รวมตั้งแต่อาณาจักรอาหมขึ้นโดยเจ้าก่าฟ้าในปี 1771 จนเสียเอกราชให้อังกฤษในปี 2369 เป็นเวลาเกือบ 700 ปี

เมื่ออังกฤษเข้ามาปกครองแล้ว บริษัทต่างๆ ของอังกฤษก็เข้ามาลงทุนทำป่าไม้ ไร่ใบชา เหมืองถ่านหิน และสร้างทางรถไฟ เชื่อมอัสสัมเข้ากับบังกลาเทศและชมพูทวีป เป็นเหตุให้ต้องนำแรงงานจากแคว้นอื่นๆ ทางอินเดียตอนใต้เข้ามาเป็นแรงงานจำนวนมาก ในที่สุดก็กลืนไตอาหมไปไปทีละน้อยๆ โดยการแต่งงาน และความจำเป็นที่ต้องพูดภาษาอัสสัม และภาษาอังกฤษ

จึงเป็นที่น่าพูมใจว่า พวกไทยน้อยที่อพยพจากจีนตอนใต้ลงมาตามแม่น้ำโขง และแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ได้สร้างอาณาจักรล้านช้าง และอาณาจักรสยาม ที่ยังคงรักษาเอกราชไว้ได้แล้ว ยังมีอาณาจักรไทยอีกแห่งหนึ่ง ที่สามารถดำรงความเป็นเอกราชมาได้ยาวนานเกือบ 700 ปี ก็คืออาณาจักรอาหม มีเนื้อที่เกือบ 80,000 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1 ใน 6 ของประเทศไทยในปัจจุบัน

ไตอาหมมีอักษรเขียนของตัวเองดังที่ปรากฏอยู่ในจารึก อยู่บนแผ่นไม้ชนิดหนึ่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชาวไตอาหม ในอดีตเรียกว่า "อาหมบุราณจี" เป็นอักษรที่ดัดแปลงมาจากอักษรรามัญ แต่ชาวไตอาหมทุกวันนี้ไม่มีใครอ่านเขียนตัวอักษรอาหมได้อีกแล้ว

ภาษาเขียนของอัสสัมทุกวันนี้ ใช้อักษรบังคลาหรือแขกกุลา ออกเสียงเหมือนภาษาไทย เช่น กอ ขอ คอ ฆอ งอ เป็นต้น ไม่ได้ใช้ตัวเทวนาครี อย่างภาษาฮินดี

ในการเข้าเยี่ยมคารวะ ท่านมุขมนตรีแห่งแคว้นอัสสัม ซึ่งท่านเป็นคนเชื้อสายอาหม แต่เสียดายท่านพูดภาษาไตอาหมไม่ได้เสียแล้ว แต่ภริยาของท่านซึ่งเป็นไตอาหมยังพอพูดภาษาไตได้ ท่านได้เชิญผู้เฒ่าผู้แก่ไตอาหมมาร่วมงานด้วย ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไตอาหมที่มาในงาน ผู้หญิงไว้ผมมวย นุ่งซิ่น ใส่เสื้อไม่มีปก แขนกระบอกยาว ห่มผ้าสะไบเฉียง เหมือนคนไทยในชนบทเวลาไปวัดไปวา ไม่ได้ห่มสาหรี่แบบชาวอัสสัมอื่นๆ

ผมได้เข้าไปสนทนาด้วย พอฟังกันรู้เรื่อง ท่านบอกว่าท่านชื่อ "นางหอม" มีลูก 3 คน คนโตชื่อ "เจ้าอ้าย" คนที่สองชื่อ "นางอี่" หรือนางยี่ คนที่สามชื่อ "เจ้าสาม" ทำให้นึกถึง เจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่พระยา และเจ้าสามพระยา ของเราไม่มีผิด

เขาฟังภาษาไทยสยามก็พอฟังออก แต่ก็ยากเพราะภาษาไทยเราหนึ่งในสามเป็นคำเขมร หนึ่งในสามเป็นคำบาลีสันสกฤต หรือเป็นภาษาไทยแท้ๆ เพียงหนึ่งในสามแล้วก็ยังถือว่าเป็นคำไม่สุภาพด้วยซ้ำ

เขาบอกว่า เขาพูมใจที่ชนเผ่าไทยังเป็นประเทศเอกราชอยู่ถึง 2 ประเทศ คือ ประเทศไทย และประเทศลาว ส่วนเขาไทยใหญ่ที่อัสสัม ฉาน สิบสองปันนา ไตจ้วงที่มณฑลกวางสี รวมทั้งที่สิบสองจุไทย หรือเมืองแถนหรือเดียนเบียนฟู ไม่มีประเทศแล้ว ที่คุยกันกับผมยืดยาวได้เพราะใช้ภาษาอังกฤษกัน พวกเขา "ไตหลวง" หรือ "ไตโหลง" นับวันจะสูญพันธุ์ไปในที่สุด เพราะไม่มีประเทศของตนเอง ฟังแล้วสงสารและเศร้าใจ แต่ก็พูมใจที่เขายังมีความรู้สึกชาตินิยมอยู่

ไปพบไทยอาหมคราวนี้ ทำให้รู้สึกว่าทฤษฎีที่ไทยเราอพยพลงมาจากจีน เพราะถูกจีนรุกราน ตามที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไว้ ยังน่าจะเป็นจริงอยู่ ไม่ใช่ไร้เหตุผลอย่างที่บางคนกล่าวหา

กลับมากรุงเทพฯ เอาเพลง "ชุมนุมเผ่าไทย" ที่หลวงวิจิตรแต่งไว้มาฟัง รู้สึกซาบซึ้งขึ้นเป็นกอง

ความรู้สึกเหมือนไปพบญาติที่อินเดียอย่างไงอย่างนั้น

หน้า 2