|
||||||||||||||
|
เศรษฐกิจไทยเงยหัวแล้ว:
จริงหรือ?
eco-no-miss : ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2548 ฟื้นแล้ว! ฟื้นแล้ว! ช่วงนี้เราอาจจะได้ยินเสียงร้องดังๆ ด้วยถ้อยคำดังกล่าวจากภาครัฐบาล ประหนึ่งว่าคนไข้ที่สลบไสลไปนานกลับฟื้นตัวขึ้นจากภวังค์ แล้วจะกลับมาลุกขึ้นวิ่ง อย่างกระฉับกระเฉงยังไงยังงั้นเลยครับ ผมไม่ได้พูดถึงคนนะแต่ผมหมายถึงเศรษฐกิจไทยที่ภาครัฐบาลพยายามส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วกำลังฟื้นตัวขึ้นในเร็ววันต่างหาก สำหรับเรื่องเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวเท่าไร ไทยยังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาลงหรือไม่ และ จุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ไตรมาสหนึ่ง สอง สาม หรือสี่ ยังเป็นที่พูดคุยถกเถียงกันในสภากาแฟอย่างไม่รู้เบื่อ (ไม่ใช่ว่าสนุกที่จะพูดหรือไม่เบื่อที่จะคุยนะครับ แต่เรื่องนี้ยังเป็นข้อถกเถียงที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้มากกว่า) ข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยประสบในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ตลอดจนปัญหาภัยแล้ง ผลกระทบจากสึนามิ และปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง นับตั้งแต่กลางปีที่แล้วเป็นต้นมา จนกระทั่งเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในช่วงต้นปีนี้ กล่าวคือ ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2548 ขยายตัวเพียง 3.3% ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 1 ถึง 4 ของปี 2547 ที่มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 6.7% 6.4% 6.1% และ 5.3% ตามลำดับ ผลกระทบในเชิงลบที่กล่าวมาข้างต้นยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกับเศรษฐกิจไทย ทำให้สำนักวิจัยต่างๆ ส่วนใหญ่ได้ปรับตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2548 ให้ขยายตัวอยู่ในระดับประมาณ 3.0-4.5 โดยภาคเอกชนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าในปีนี้เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวประมาณ 3.0-4.0% ขณะที่ภาครัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวประมาณ 3.5-4.5% โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวประมาณ 3.5-4.5% ล่าสุดกระทรวงการคลังได้ปรับลดตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ โดยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ (30 สิงหาคมนี้) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลังได้ปรับลดประมาณการทางเศรษฐกิจไทยในปี 2548 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.6-5.1% เหลือ 4.1-4.6% ต่อปี เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ได้ขยายตัวเพียง 3.3% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม สศค. ยังมั่นใจว่าในไตรมาส 2 และช่วงครึ่งหลังปีนี้ เศรษฐกิจจะดีขึ้นกว่าไตรมาส 1 อย่างแน่นอน โดยคาดว่าในไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 4.25% และครึ่งปีหลังไม่ต่ำกว่า 4.5% โดยคาดว่าในไตรมาส 3 และ 4 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 4.5% และ 5.5% ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวดีขึ้นชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ (Turnaround) เลยทีเดียว สำหรับด้านอัตราเงินเฟ้อของประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ 4.5% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้อยู่ที่ 4% เนื่องจากการเร่งตัวขึ้นตามการปรับตัวที่สูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ประกอบกับราคาสินค้าในประเทศทยอยปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน จากการประมาณการของกระทรวงการคลังจะสังเกตได้ว่าในมุมมองของกระทรวงการคลังเศรษฐกิจไทย จะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อย่างแน่นอน (โดยจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจอาจจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาสที่ 2เนื่องจาก สศค. เห็นว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ดีขึ้น) เนื่องจากตัวเลขการส่งออก การนำเข้าและดุลการค้าปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมนี้ ดุลการค้าขาดดุลเพียง 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังที่เศรษฐกิจไทยขาดดุลการค้าโดยเฉลี่ยประมาณ 1.4 พันล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ในมุมมองของกระทรวงการคลังเศรษฐกิจไทยน่าจะชะลอตัวถึงจุดต่ำสุดในไตรมาสที่สอง หรือผ่านไปแล้ว แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนล่าสุด (เดือนกรกฎาคม 2548) ของธปท. ที่เปิดเผยในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ พบว่า เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณของการชะลอตัวลงอยู่ แต่การปรับตัวหลายรายการดีขึ้น ทางด้านการผลิตหรืออุปทาน พบว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังแสดงแนวโน้มชะลอตัวลง โดยพิจารณาจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคมซึ่งขยายตัวเพียง 4.7% ชะลอลงจาก 9.4% ในเดือนมิถุนายน โดยหลายหมวดอุตสาหกรรมมีการผลิตลดลงเนื่องจากการชะลอตัวลงของการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ อันเป็นผลพวงมาจากราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิต ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 70.8% ลดลงจากเดือนก่อนที่อยู่ในระดับ 71.8% เล็กน้อย แสดงว่าการผลิตในการอุตสาหกรรม ที่มีสัดส่วนประมาณ 40% ของ GDP ยังคงชะลอตัว ทางด้านการใช้จ่ายหรืออุปสงค์ ยังแสดงภาพของการชะลอตัว โดยพิจารณาด้านการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน จากดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนในเดือนกรกฎาคมลดลง 0.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน จากที่ขยายตัวในอัตรา 3.9% ในเดือนมิถุนายน ขณะที่การลงทุนของภาคเอกดชนยังคงชะลอตัวเช่นกัน โดยดัชนีการลงทุนภาคเอกชนในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 8.3% ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนมิถุนายนที่ขยายตัว 9.8% สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนกรกฎาคม อยู่ที่ระดับ 44.2 ปรับตัวลดลงจากเดือนมิถุนายนและเป็นค่าดัชนีที่ต่ำกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 (ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 แสดงว่าภาคธุรกิจมีความเห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ และธุรกิจอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ) สำหรับทางด้านภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยกับนานาชาติในเดือนกรกฎาคมนี้ปรับตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี โดยดุลการค้าในเดือนกรกฎาคมขาดดุลเพียง 338 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อนที่ขาดดุลการค้าสูงถึง 1,854 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกมีมูลค่าทั้งสิ้น 9,349 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 16.8 ส่วนการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 9,687 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 22.4 ชะลอลงมากจากเดือนก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 34.6 ด้านดุลบริการ รายได้ และเงินโอน เกินดุลประมาณ 507 ล้านดอลลาร์สหรัฐส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 169 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และดุลการชำระเงินเกินดุล 268 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การปรับตัวในลักษณะนี้จะเป็นผลดีกับประเทศไทยในระยะยาวเนื่องจากไทยมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าโดยสุทธิ (จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการเกินดุลการชำระเงิน) สะท้อนให้เห็นว่าเงินตราต่างประเทศเข้ามาหมุนเวียนในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้นในระยะยาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากภาวะการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศหยุดการชะลอตัวลง การเกินดุลการชำระเงินในอนาคตจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้น ดังนั้น มุมมองของผมยังเหมือนเดิมครับ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยยังชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจในปัจจุบัน ยังแสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวลงทั้งในด้านการผลิต (อุปทาน) และการใช้จ่าย (อุปสงค์) ของคนไทยในประเทศ ผมจึงมีความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงจุดต่ำสุด และยังไม่มีสัญญาณของการเงยหัวหรือฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ผมยังคิดว่าจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจจะอยู่ในไตรมาสที่ 3 และค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสที่ 4 (หากราคาน้ำมันไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากจนเกินไปในไตรมาสที่ 4) และยังมีมุมมองเหมือนเดิมว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวประมาณ 3.5-4.0% หรือเรียกได้ว่าผมยืนอยู่ฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสต่ำ 4 ครับ |