หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผลวิจัยการทุจริตในวงราชการ วัฒนธรรมการทุจริต (1)

บทความพิเศษ  โดย บริษัทแกรนท์ ธอนตัน www.grantthornton.com/publicsector  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3720 (2920)

ในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2547 กลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศในด้านการบริหารจัดการทางการเงินของภาครัฐ (The International Consortium on Governmental Financial Management : ICGFM) ได้ทำการสอบถามกลุ่มการให้บริการกับภาครัฐทั่วโลกของ แกรนท์ ธอนตัน (Grant Thornton) เพื่อให้มีการรับรองในด้านการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้บริหารภาครัฐจากประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริตในวงราชการ

การสำรวจดังกล่าวได้มุ่งสำรวจมุมมองของกลุ่มผู้บริหารดังกล่าวในด้านความรุนแรง สาเหตุ และผลที่เกิดขึ้น จากการทุจริตในวงราชการ นอกจากนี้ ผู้ให้สัมภาษณ์ยังได้แนะนำวิธีการต่างๆ ให้กับสถาบัน/หน่วยงานของภาครัฐ เพื่อใช้ในการต่อต้านการทุจริตในการดำเนินงานของภาครัฐ

กลุ่ม ICGFM ของแกรนท์ ธอนตัน เป็นการทำงานร่วมกับรัฐบาล องค์กร และบุคคลต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งกลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศ ในด้านการบริหารจัดการทางการเงินของภาครัฐ เพื่อให้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการทางการเงินโดย

เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาในลักษณะที่เป็นมือ อาชีพและมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 โครงการ ICGFM ได้จัดให้มีกิจกรรมและจัดให้มีสินค้าที่จะทำให้เกิดความก้าวหน้าในด้านมาตรฐานและหลักการบริหารจัดการทางการเงินของภาครัฐ และส่งเสริมให้เกิดการนำไปประยุกต์และใช้ปฏิบัติ การประชุมของกลุ่มผู้สนับสนุนทางการเงินในกลุ่มธุรกิจหลายๆ ครั้ง ได้มีการเชิญผู้บริหารการเงินของภาครัฐจากทั่วโลกเข้าร่วมการประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ร่วมกัน ในด้านการบริหารจัดการทาง การเงินของภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยในด้านการบริหาร จัดการทางการเงินของภาครัฐ และการเผยแพร่ข้อมูลของกลุ่มผู้สนับสนุนทางการเงินในกลุ่มธุรกิจที่ได้มีการรายงานผลให้กับกลุ่มสมาชิกและ สาธารณชนได้รับทราบด้วย

สำหรับงานวิจัยเรื่องการคอร์รัปชั่นในวงราชการชิ้นนี้ มีขอบเขตการวิจัย ได้แก่หน่วยงานต่างๆ เช่น หน่วยงานด้านความโปร่งใสระหว่างประเทศได้ทำงานที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกในด้านเอกสารที่เกี่ยวกับการทุจริตในประเทศต่างๆ องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ รวมทั้งหน่วยงานของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลกได้จัดทำรายงานที่ยอดเยี่ยมหลายๆ ฉบับ คู่มือโครงการต่างๆ และการศึกษาพิเศษในเรื่องวิธีต่อสู้กับการทุจริตและการฉ้อฉลในวงราชการ ขอบเขตการสำรวจของแกรนท์ ธอนตัน มีสิ่งที่แตกต่างออกไปอยู่บ้าง ก็เพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในหลายๆ ประเทศที่มีการกระทำทุจริต ซึ่งเป็นประเด็นการคิดเกี่ยวกับเหตุและผลของปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เราต้องการคำแนะนำของพวกเขาในเรื่องวิธีลดหรือขจัดผลการทุจริตในวงราชการ การขยายวงกว้างออกไปในสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของ พวกเขา

บริษัทสมาชิกของแกรนท์ ธอนตัน อินเตอร์เนชั่นแนล มีฐานอยู่ในแอฟริกา เอเชีย ยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา ได้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้บริหารคนอื่นๆ เป็นรายบุคคลใน 10 ประเทศ ที่ได้ตกลงเข้าร่วมการสำรวจดังกล่าว เพื่อให้สัมภาษณ์จำนวน 50 คน ในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2547 ถึงเมษายนปี 2548

ผู้เข้าร่วมการสำรวจส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสระดับสูงในกระทรวงต่างๆ ของประเทศพวกเขาเหล่านั้น ขอบเขตภารกิจของหน่วยงานต่างๆ ของผู้ให้สัมภาษณ์จะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องสาธารณสุข การศึกษา การเงิน ภาษี การพัฒนาเศรษฐกิจ ศุลกากร การทูต การตรวจสอบ และตรวจสอบภายในโดยมีผู้ให้ข้อมูล 2-3 ราย จากหน่วยงานภายนอกของภาครัฐ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบบัญชีของประเทศและคณะผู้บริหารจากองค์กรนอกภาครัฐ (NGO) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาภายในประเทศ บริษัทสมาชิกของแกรนท์ ธอนตัน ได้ส่งข้อมูลในด้านการสำรวจของพวกเขาให้กับกลุ่มการให้บริการกับภาครัฐทั่วโลกของแกรนท์ ธอนตันในเมืองอเล็กซานเดรีย รัฐเวอร์จิเนีย ในประเทศสหรัฐ เพื่อวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและผู้เชี่ยวชาญในการสำรวจข้อมูล

วัฒนธรรมการทุจริต (cultures of corruption)

จากรายงานสำหรับผู้บริหารได้สรุปว่าจากการสำรวจ ผู้ตอบหลายคนสามารถแยกระหว่างคำว่า การทุจริตในระดับ "ย่อย" และการทุจริตในระดับสูงออกได้ การทุจริตแบบย่อยเป็นรูปแบบที่มีขนาดเล็ก มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีการขูดรีด และมีการติดสินบนอยู่ทุกวัน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับข้าราชการและลูกจ้างระดับล่าง ส่วนการทุจริตในระดับสูงนั้นจะเป็นอันตรายมากกับประเทศ

รวมทั้งการให้เงินสินบนในด้านการจัดทำสัญญาจากงานในโครงการต่างๆ ของภาครัฐ กฎหมายการเลือกตั้งที่น่าสงสัย ผลการเลือกตั้งที่จงใจให้เกิดขึ้น การใช้อิทธิพล และการเอื้อประโยชน์กับ พวกพ้อง (nepotism) ในบางประเทศ

การทุจริตทั้งในระดับย่อยและระดับสูงจะเชื่อมโยงเป็นขบวนการก่อให้เกิดวัฒนธรรม กับประชาชน หรือข้าราชการ ที่ชอบตามน้ำ หรือยอมรับการทุจริตในภาครัฐหรือทางการเมือง ตามที่ผู้ให้สัมภาษณ์ได้ให้ข้อมูล ซึ่งหนึ่งในหัวหน้าที่ได้กล่าวถึงสาเหตุของการทุจริตให้ทราบว่า เป็นการสมรู้ร่วมคิดระหว่างกลุ่มนักการเมือง กลุ่มผู้บริหารภาครัฐ และกลุ่มทางด้านศาล/กระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกัน /คุ้มครองสมาชิกในกลุ่มของตนเองจาก

การดำเนินการสืบสวน/สอบสวนทางด้านอาชญากรรม

การลดการทุจริต (reducing corrup tion)

การต่อต้านการทุจริตได้เริ่มมีผลกระทบในหลายแง่ เมื่อกล่าวถึงสาเหตุการทุจริตที่เกิดขึ้นในทางวัฒนธรรม การเมือง และในทางสังคม ผู้ให้สัมภาษณ์ได้แนะนำให้ภาครัฐดำเนินการเพื่อลดการทุจริต ดังนี้

-ทำลายการทุจริตระดับย่อย โดยการลดโอกาสการติดสินบน การขูดรีด และการฉ้อราษฎร์บังหลวง เช่น ส่งเสริมให้มีการใช้ระบบการจ่ายเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และบัตรเครดิต/เดบิตในการจ่ายภาษี ค่าธรรมเนียม หรือค่าปรับ

-การทุจริตที่สามารถจำกัด (ลด) ได้ในการเก็บภาษี ทำได้โดยการเก็บเงินภาษีรวบรวมไว้ที่ส่วนกลางที่เดียว สับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ตามวาระ รวม การเก็บภาษีให้มากกว่ารายรับสุทธิ และใช้ระบบภาษีรายได้หัก ณ ที่จ่าย

-ขจัดการทุจริต-ระบบอุปถัมภ์ โดยทำการจัดซื้อไว้เฉพาะส่วนกลาง ทำการประชาสัมพันธ์ในด้านการประกวดราคา (การประมูล) อย่างเปิดเผยทั่วถึง และใช้ระบบที่มีความชัดเจน รวมทั้งขั้นตอนในกระบวนการจัดหาเป็นที่เข้าใจได้เป็นอย่างดี

-คุ้มครองประชาชน ผู้ที่รายงานการทุจริต โดยเฉพาะข้าราชการ วิธีที่จะทำอย่างนี้ได้นั้นต้องรวมการผ่านกฎหมาย "ร้องทุกข์" และนำการให้ข้อมูลทางโทรศัพท์มาใช้เพื่อรายงานการทุจริต

-ปฏิรูปกฎหมายราชการเพื่อให้สามารถลดการเอื้อประโยชน์กับพวกพ้อง หรือจ้างพรรคพวกตนเอง สามารถทำได้โดยกำหนดค่าตอบแทนให้กับข้าราชการที่สมเหตุสมผลเท่าที่จำเป็นในการดำรงชีพ เพื่อให้พวกเค้าไม่คิดพยายามผูกขาดในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่างๆ

-ตั้งสถาบัน/หน่วยงานอิสระเพื่อเป็นคณะกรรมการต่อต้านการทุจริต และสนับสนุนในด้านกองทุน ให้กับคณะกรรมการดังกล่าวอย่างเพียงพอ รวมทั้งกำหนดกรอบกฎหมายการต่อต้านการทุจริตให้แข็งมากขึ้น

-นำนโยบายสาธารณะที่ส่งเสริมในด้านการศึกษามาช่วยเพื่อสร้างการต่อต้าน ในด้านการทุจริตให้และการสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง กับการต่อต้านการทุจริตให้กับประชาชนและ ข้าราชการ

-ควบคุมระบบภายในให้เข้มแข็งมากขึ้นและตรวจสอบขั้นตอนเพื่อตรวจหาและช่วยป้องกันการฉ้อฉลและการกระทำผิด

ท้ายที่สุดแล้ว กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตยังจะต้องมีความโปร่งใส และนำผลการดำเนินการดังกล่าวเปิดเผยกับสื่อ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า การทุจริตจะไม่มีอีกต่อไปในประเทศของพวกเขา

หน้า 6


ผลวิจัยการทุจริตในวงราชการ กลวิธีฉ้อฉลและการทุจริต (2)

บทความพิเศษ  โดย บริษัทแกรนท์ ธอนตัน www.grantthornton.com/publicsector  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3721 (2921)

"การทุจริตเป็นการกระทำผิดโดยการใช้อำนาจทางราชการ หน่วยงาน หรืออำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ผ่านการติดสินบน การรีดไถเงิน การใช้อิทธิพล การเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง การฉ้อฉล การเร่งใช้เงินหรือการยักยอกทรัพย์"

ที่มา : โครงการพัฒนาของสหประชาชาติ การต่อสู้กับการทุจริตเพื่อพัฒนาภาครัฐ ปี ค.ศ. 1999 (United Nations Development Programme-UNDP, Fighting Corruption to Improve Governance, 1999)

นิยาม "ฉ้อฉลและการทุจริต"

การทุจริตคืออะไร ? ผู้เข้าร่วมสำรวจเกือบทุกคนเห็นด้วยกับคำจำกัดความข้างต้นของโครงการพัฒนาของสหประชาชาติ (UNDP) ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งได้แนะนำให้ขยายคำจำกัดความของ UNDP ออกไปอีก เพื่อยอมรับธรรมชาติที่เป็นข้อเท็จจริงในเรื่องอำนาจทางการเมือง โดย "หลังจากคำว่าผลประโยชน์ของตนเอง" ฉันขอเพิ่มคำว่า "หรือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มหรือพรรค การเมือง" ไว้ด้วย

เมื่อสอบถามถึงลักษณะรูปแบบของการทุจริตที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของปัญหาดังกล่าวในประเทศต่างๆ ของพวกเขา หลายคนได้แยกแยะระหว่างสิ่งที่เรียกว่า การทุจริตในระดับย่อยและการทุจริตในระดับสูงออกมาได้ โดยการทุจริตในระดับย่อยเป็นรูปแบบที่มีขนาดเล็ก มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง การรีดไถ และการติดสินบนอยู่ทุกวัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้าราชการและลูกจ้างระดับล่าง ตัวอย่างที่ผู้ให้ข้อมูลได้ยกขึ้นมาในเรื่องการทุจริตระดับย่อยก็คือ การติดสินบนให้กับตำรวจเพื่อทำเป็นไม่เห็นการฝ่าสัญญาณจราจร เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนที่ใส่ชื่อนักเรียนหลายๆ คนเข้าไปในโรงเรียนของรัฐ หรือข้าราชการที่ช่วยเร่งขั้นตอนการออกใบอนุญาต

ส่วนการทุจริตในระดับสูง รวมทั้งการติดสินบนนั้น การให้เงินสินบน เงินที่ชักเอาไว้ และการฉ้อราษฎร์บังหลวง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำสัญญาจากงานในโครงการต่างๆ ของภาครัฐ กฎหมายการเลือกตั้งที่น่าสงสัย ผลการเลือกตั้งที่จงใจให้เกิดขึ้น การใช้อิทธิพล และการเอื้อประโยชน์กับพวกพ้อง (nepotism)

ทั้งนี้ การทุจริตทั้งสองประเภท ผู้ให้ข้อมูลหลายคนว่า การทุจริตในระดับสูงเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศ มากกว่าการติดสินบน และการฉ้อราษฎร์บังหลวงในระดับย่อย นี่คือความจริงในกรณีที่มีการฉ้อฉลเป็นวงกว้าง ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษี และรวบรวมภาษี รวมทั้งในเรื่องพิธีการทางศุลกากร

ประเภทของการทุจริตที่ได้ระบุเอาไว้ตามที่กล่าวถึงนั้น ในช่วงที่มีการสัมภาษณ์ มีดังนี้

-การรู้เห็นเป็นใจกันระหว่างกลุ่มนักการเมือง ผู้บริหารของภาครัฐ และเจ้าหน้าที่ทางด้านศาล/ กระบวนการยุติธรรม เพื่อมุ่งปกป้องสมาชิกภายในกลุ่มตนเองจากการสืบสวนและสอบสวนทางด้านคดีอาชญากรรม

-การใช้อำนาจทางราชการในทางที่ผิดเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง หรือพวกพ้อง และผู้ที่เกี่ยวข้อง

-การแต่งตั้งพวกพ้องหรือเครือญาติในหน่วยงานของภาครัฐ

-การปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องบ่อยครั้งในเรื่องการจัดหาพัสดุของภาครัฐ

-การติดสินบนผ่านความช่วยเหลือจากพรรคการเมืองหรือนักการเมือง

-การติดสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐตามที่ผู้ให้ข้อมูลคนหนึ่งได้กล่าวว่า "ข้าราชการจะไม่เซ็นชื่อให้จนกว่าจะได้เงินมา" ขณะที่คนอื่นได้กล่าวว่า "ในประเทศของฉัน การทุจริตเป็นกระบวนการที่ใช้ซื้อสินค้าและบริการจากภาครัฐ"

-การยอมรับอย่างเป็นเรื่องปกติจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่ามีการปลอมแปลงเอกสารทางราชการเกิดขึ้น เช่น สูติบัตร หนังสือเดินทางต่างประเทศ และเอกสารทางด้านศุลกากร

-พิธีการทางศุลกากรที่มีการทำเพิกเฉยและได้นำไปสู่การติดสินบน

ผลของการทุจริต

ผู้ให้สัมภาษณ์ในการสำรวจส่วนใหญ่กล่าวว่า การทุจริตเป็นปัญหาที่สำคัญในประเทศของพวกเขา และในบางกรณีก็นำไปสู่ผลต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดังนี้

-ในประเทศที่กำลังพัฒนา ผู้ให้ข้อมูลคนหนึ่งได้กล่าวว่า "ความยากจนได้ถูกทำลายลงโดยการทุจริต" เนื่องจากความยากจน ทำให้เกิดความลำบากอย่างมากในด้านของคนที่มีรายได้ต่ำจากการชะลอตัวในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ คนอื่นยังได้กล่าวว่า "การทุจริตมักจะมีช่องว่างที่กว้างมากขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน" ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้อิทธิพลและการติดสินบน มากขึ้น

-ภาครัฐไม่ได้จัดเก็บภาษีที่เพียงพอเพื่อให้การสนับสนุนและพัฒนาการให้บริการของภาครัฐ สาเหตุก็เนื่องมาจากการบังคับใช้หละหลวม ไม่เคร่งครัด หรือการจัดเก็บภาษี อากรทางศุลกากร และค่าธรรมเนียมที่ไม่เท่าเทียมกัน

-การบริหารที่ไม่ได้ผลและไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องมาจากเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของรัฐ ได้รับการแต่งตั้ง ตามข้อตกลงกันเองของพวกเขา เพื่อดำเนินการตามกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต

-การแข่งขันและการติดสินบนที่ไม่เป็นธรรมทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจอันหนึ่ง ที่ต้องคอยป้องกันค่อนข้างมากกว่าส่งเสริมภาคธุรกิจและการลงทุนจากต่างประเทศ

-ด้านสาธารณสุขก็เป็นอันตรายเนื่องจากต้องมีการป้องกันความยากจนในเรื่องอาหาร น้ำ สิ่งแวดล้อม และเวชภัณฑ์

-การได้เห็นการทุจริตนี้ ประชาชนไม่ได้ไว้วางใจรัฐบาลของพวกเขา รวมถึงการตั้งคนนอกที่มีภาพลักษณ์ที่แย่ในประเทศและคนของรัฐบาลเอง

ในช่วงท้าย ผู้ให้ข้อมูลคนหนึ่งได้กล่าวว่า การทุจริตและการฉ้อฉลในด้านการให้บริการของภาครัฐ เป็นอิทธิพลที่แย่ในเรื่องตัวบุคคล การสร้างวัฒนธรรมตามน้ำหรือการยอมรับการทุจริต ซึ่งเป็นอันตรายและมีอยู่เรื่อยไป จริงๆ แล้ว ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนได้กล่าวว่า วัฒนธรรมด้านลบอันนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการก้าวไปข้างหน้า เพื่อต่อสู้กับการทุจริต ซึ่งผู้ให้ข้อมูลคนหนึ่งได้กล่าวว่า "ภาครัฐทั่วๆ ไปก็ยังอยู่กับฝั่งตรงข้ามของการทุจริต โดยคนเหล่านั้นก็ไม่เห็นด้วยกับการทุจริตหรอก แต่พวกเขาก็ยอมรับมัน" ส่วนคนอื่นได้กล่าวว่า "ในประเทศของฉัน เราต้องทำลายการทุจริตอย่างจริงจัง เพราะการทุจริตกำลังทำลายพวกเรา"

ลักษณะการจัดหาที่ต่อต้านการทุจริต

ในภาครัฐส่วนใหญ่แล้ว ค่าใช้จ่ายในด้านการจัดหาสินค้าและบริการจะเป็นรองก็แค่ด้านทรัพยากรมนุษย์เท่านั้น (เงินเดือนและสวัสดิการของลูกจ้างของภาครัฐ) ผู้เข้าร่วมการสำรวจหลายคนจำได้ว่า รูปแบบการจัดหามักจะนำไปสู่การทุจริต ซึ่งอาจมีช่วงจากหัวแถวในการกระทำผิดลงไปสู่ระดับที่เล็กลงไป ทั้งการทุจริตเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบจะไม่สามารถมองเห็นได้จากลูกจ้างของรัฐในระดับหัวแถว ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนได้กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดหาแบบใช้มือเขียนไปสู่กระบวนการจัดหาที่ใช้ระบบอิเล็ก ทรอนิกส์แทน ได้กลายมาเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการสร้างรูปแบบการต่อต้านการทุจริตของภาครัฐ

กระบวนการจัดหาที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-procurement) ได้ตัดดุลยพินิจของกระบวนการที่ไม่จำเป็นออกไป โดยปิดโอกาสที่ให้มีการโต้ตอบแบบเผชิญหน้าเกิดขึ้น นอกจากนี้ กระบวนการจัดหาที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-procurement) ยังได้สร้างแนวทางการตรวจสอบที่ยอดเยี่ยมในด้านการทำธุรกรรมแต่ละแบบอีกด้วย

เจ้าหน้าที่หลายคนได้ถูกสัมภาษณ์เพื่อใช้รายงานนี้เสนอแนะเป็นองค์ประกอบของฟังก์ชัน การทำงานที่ราบรื่น และเป็นการต่อต้านการดำเนินงานที่เป็นการทุจริตในด้านการจัดหา ดังนี้

-เพื่อการปฏิบัติงานที่สามารถจำกัดขอบเขตได้นั้น การจัดหาควรจัดไว้ในส่วนกลางจะเอื้อในเรื่องราคาเหมาจ่าย และเป็นประโยชน์กับลูกจ้างจัดหาพัสดุที่มีลักษณะเฉพาะ และลดโอกาสที่จะยักยอกและการทุจริตในรูปแบบอื่นๆ

-พัฒนารูปแบบ-แนวทางของข้อกำหนดแทนการชี้แจงกระบวนการผลิตและจัดส่งสินค้าและบริการ

-ประชาสัมพันธ์ในด้านการประกวดราคา (การประมูล) อย่างเปิดเผยทั่วถึง และมีการให้รางวัลตอบแทนทางระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อทำให้กระบวนการจัดหามีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ประกวดราคา

-แน่ใจว่าผู้ประกวดราคาทั้งหมดได้เข้าถึงข้อมูลเป็นอย่างดีแล้ว โดยพวกเขาต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมเพื่อประกวดราคา รวมทั้งเงื่อนไขข้อกำหนดและกระบวนการจัดหาที่จะต้องถูกใช้ในเรื่องดังกล่าว และจำนวนงบประมาณเบื้องต้นของภาครัฐ สำหรับการจัดหาในแต่ละรายการ

-สำหรับรายการจัดซื้อที่มีความถี่เป็นประจำนั้น ให้ใช้ระบบการเตรียมอนุมัติผู้ขายด้วยลักษณะอัตรารายการแสดงสินค้า ที่สามารถต่อรองกันได้

-เตรียมพร้อมและทำให้เกิดความชัดเจน โดยทำความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆ มาเป็นอย่างดี เพื่อการประเมินในด้านการเสนอราคา และการทำธุรกรรมในด้านการจัดซื้อ

-สำหรับการได้มาที่ซับซ้อนนั้น ให้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการกำหนดลักษณะข้อกำหนดและราคาที่คาดเอาไว้ รวมทั้งมีส่วนในการอนุมัติการตรวจรับ โดยใช้ข้อมูลที่ร่างข้อเสนอในข้อกำหนดซึ่งได้เตรียมไว้ และเปิดโอกาสให้มีการติชม-แก้ไขจากผู้ประกวดราคาที่มีศักยภาพ

-เตรียมความพร้อมและข้อคัดค้านจากเรื่องการประกวดราคา บางทีมาจากคณะกรรมการจัดหาของภาครัฐ โดยเฉพาะเมื่อผู้แพ้จากการประกวดราคา กล่าวหาว่าการตัดสินเป็นไปโดยพลการ

-มีบุคคลหรือองค์กรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลซื้อขายที่ได้กำหนดไว้โดยตรง ทำหน้าที่กำหนดการประชุมที่เหมาะสม กำหนดคุณภาพและข้อกำหนดตามจำนวน

-ประเมินขีดความสามารถของผู้ประกวดราคาอยู่เป็นประจำ และจัดทำ แก้ไขปรับเปลี่ยนฐานข้อมูลในเรื่องการให้ "เกรด (คะแนน)" ด้านขีดความสามารถของผู้ประกวดราคา

หน้า 6


ผลวิจัยการทุจริตในวงราชการ สาเหตุของการฉ้อราษฎร์บังหลวง (3)

บทความพิเศษ  โดย บริษัทแกรนท์ ธอนตัน www.grantthornton.com/publicsector  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3722 (2922)

ในระหว่างการสำรวจเราได้ถามผู้ถูกสัมภาษณ์เกี่ยวกับสาเหตุของการฉ้อราษฎร์บังหลวงในประเทศของพวกเขา ทำให้เกิดความชัดเจนว่าการริเริ่มใดๆ ที่ประสบความสำเร็จต่อการลดหรือการป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงต้องทำแบบหลากหลายแง่มุม เพื่อสะดวกต่อการวิเคราะห์สาเหตุ เราได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม : วัฒนธรรม/สังคม, การเมือง และสถาบัน

สาเหตุทางวัฒนธรรมและสังคม

"ในประเทศของข้าพเจ้าการฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ในทุกระดับของการเมือง เศรษฐกิจ และสถาบัน มันเป็นความจริงทางวัฒนธรรมประการหนึ่ง" ผู้ถูกสัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าว ส่วนท่านอื่นๆ ยอมรับอย่างฝังกระดูก และบ่อยครั้งที่ผู้ตอบคำถามกล่าวว่าสาเหตุสำคัญคือ "การไม่แยแส" หรือ "การยอมรับ" โดยเจ้าหน้าที่และลูกจ้างภาคราชการ นักการเมือง และสาธารณชนทั่วไป ผู้ตอบคำถามหลายท่านกล่าวว่า เหตุผลการไม่แยแสนั้นรวมถึง "ผู้คนทราบว่าระบบยุติธรรมจะไม่ลงโทษผู้คนที่ทำการเบียดบังสิ่งของ" ประชาชนจึงเลิกสนใจกับการฉ้อราษฎร์บังหลวงเพราะพวกเขาเห็นว่าไม่มีทางที่จะหยุดมันได้

ตามข้อคิดเห็นของผู้ถูกสัมภาษณ์นั้น สาเหตุทางสังคมของการฉ้อราษฎร์บังหลวง จะรวมถึงความไม่เสมอกันอย่างกว้างขวางในความมั่งคั่ง และอิทธิพลระหว่างครอบครัวหรือกลุ่มเพียงไม่กี่ราย และในการสืบสวนอย่างไม่เหมาะสมหรือการปกปิดเรื่องอื้อฉาวของการฉ้อราษฎร์บังหลวงโดยสื่อที่เป็นข่าว นอกจากนั้นในบางประเทศปรากฏว่ามีการยอมรับทางสังคมว่าสินบนที่ถูกเรียกร้องเป็นความถูกต้องของเจ้าหน้าที่รัฐบาล

สาเหตุทางการเมือง

สาเหตุทางการเมืองของการฉ้อราษฎร์บังหลวงสัมพันธ์ทั้งกับกระบวนการ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และพฤติกรรมของข้าราชการที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในสำนักงานครั้งหนึ่ง ผู้ให้คำตอบท่านหนึ่งกล่าวว่า "นักการเมืองและข้าราชการระดับอาวุโสพูดว่าพวกเขาต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ในความเป็นจริงแล้วมีทั้งการไม่แยแสและการยอมรับมันเมื่อถึงเวลาที่ต้องดำเนินการ" อีกท่านหนึ่งกล่าวว่า "ส่วนใหญ่ของผู้นำนักการเมืองอาศัยอยู่กับการฉ้อราษฎร์บังหลวงเพราะพวกเขากระทำการเสี่ยงต่อการสูญเสียอำนาจ ถ้าพวกเขาพูดออกมาว่าต่อต้านมัน" ผู้ถูกสัมภาษณ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า โชคไม่ดีที่ในประเทศของเขา "การเล่นการเมืองโดยสมบูรณ์ของมาตรการต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่กำลังดำเนินการโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ เช่น อัยการและข้าราชการประจำ ได้แสดงให้เห็นว่าองค์กรเหล่านี้ขาดประสิทธิภาพ"

ผลกระทบของสาเหตุทั้งด้านการเมืองและด้านสถาบันถูกทำให้เลวร้ายยิ่งขึ้นโดยการรู้กันระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ของรัฐบาลที่มุ่งเป้าไปที่การเข้าร่วมกับกิจกรรมการเบียดบัง หรือการคุ้มครองสมาชิกของพวกเขาจากการฟ้องร้องทางอาญาดังกล่าว

การให้เงินช่วยเหลือในการรณรงค์อย่างผิดกฎหมาย และการโกงการเลือกตั้งช่วยให้นำพรรคที่เบียดบังเข้าสู่อำนาจได้ ตามข้อคิดเห็นของผู้ถูกสัมภาษณ์บางท่าน ดังการสร้างกฎหมายเลือกตั้งที่ให้ประโยชน์กับเศรษฐีและผู้มีอิทธิพล การหมุน เวียนในพรรคเหมือนกับจะนำไปสู่การสวมตำแหน่งในระดับจำนวนมากของข้าราชการ ที่เป็นผู้ที่ภักดีต่อพรรค ซึ่งมีประสบการณ์น้อยนิด หรือไม่มีประสบการณ์ แต่เป็นผู้ซึ่งมีเจตนาที่จะร่วมเครือข่ายของผู้สมคบทั้งหลาย ในการโกงและการฉ้อราษฎร์บังหลวง ผู้ไม่มีประสบการณ์เหล่านี้มีส่วนต่อการไม่แยแสของการบริการสาธารณะ ซึ่งท้ายที่สุดผู้ตอบคำถามหลายท่านกล่าวว่านักการเมืองทำให้กฎหมายที่เกี่ยวกับการฉ้อราษฎร์บังหลวงอ่อนแอ และอาจจะรักษาผลที่ตามมาของการถูกจับไว้ให้อยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ

สาเหตุทางสถาบัน

สาเหตุทางสถาบัน ได้แก่ โครงสร้างและการปฏิบัติงานของข้าราชการ อย่างน้อยที่สุดผู้ถูกสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ ได้กล่าวถึงปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงในหมู่ข้าราชการชั้นผู้น้อย ผู้ตอบคำถามท่านหนึ่งสรุปความคิดของหลายๆ ท่านเมื่อกล่าวว่า "บางครั้งรายได้ของข้าราชการต่ำกว่าระดับความยากจน จึงนำพวกเขาบางคนไปสู่การเบียดบัง เพื่อความอยู่รอด" ผู้ตอบคำถามไม่กี่ท่านกล่าวว่า ถ้าเงินเดือนต่ำเป็นสาเหตุสำคัญของการฉ้อราษฎร์บังหลวงของข้าราชการแล้ว ปัญหาควรลดลงเมื่อข้าราชการได้ไต่ระดับสูงขึ้นไปตามอาชีพ-แต่จากนั้นก็ชี้ว่านี่ไม่ใช่ประเด็น

ผู้ถูกสัมภาษณ์จำนวนมากเอ่ยถึงการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวง ที่หละหลวมเป็นสาเหตุทางสถาบันประการหนึ่ง การละ เลยดังกล่าวต่อระบบยุติธรรมทั้งระบบ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย การฟ้องร้อง และการพิพากษา และการขาดซึ่งการบูรณาการระหว่างกลุ่มทั้งหลายในระบบยุติธรรม ทำให้มีความยุ่งยากมากขึ้นในการสอบสวนและฟ้องร้องความผิดทางอาญาของการฉ้อราษฎร์บังหลวง

กฎหมาย กฎระเบียบ และการปฏิบัติด้านการบริหารที่อ่อนแอ และไม่มีอยู่เป็นผู้ร้ายที่สำคัญในความไร้ความสามารถ ที่จะตรวจหา และป้องกันปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง ตัวอย่างประการหนึ่งที่ถูกรายงานไว้คือนโยบายและขั้นตอนที่ไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุของการควบคุมที่ไม่สมบูรณ์เหนือการจัดซื้อของราชการ และการจัดจ้างด้วยวงเงินจำนวนสูง อีกหลายๆ ท่านกล่าวว่า ความอ่อนแอในการตรวจสอบของภาคราชการและการควบคุมภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเก็บรวบรวมรายได้ หมายถึงการสูญเสียเครื่องมือสำคัญสำหรับการป้องกันการโกงและการใช้ในทางที่ผิด

ผู้ถูกสัมภาษณ์หลายท่านกล่าวว่า สถาบันหลายแห่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีความผันแปรต่อการประสบผลสำเร็จ ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการ หรือคณะกรรมาธิการต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวงของประเทศ อาจจะให้การศึกษากับสาธารณะเกี่ยวกับปัญหา แต่มีความหละหลวมในการสอบสวนการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการให้ข้อมูลกับผู้ฟ้องร้อง นี่อาจจะเป็นเพราะกฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือความเฉื่อยชาอย่างง่ายๆ ในการบังคับใช้พวกมัน

หน้า 7


ผลวิจัยการทุจริตในวงราชการ สิ่งเล็กน้อย มีความหมายมากมาย (4)

บทความพิเศษ  โดย บริษัทแกรนท์ ธอนตัน www.grantthornton.com/publicsector  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3723 (2923)

ในฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงสาเหตุของการคอร์รัปชั่นโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ มาจากวัฒนธรรม /สังคม, การเมือง และสถาบัน

ในขณะเดียวกันการเผชิญหน้ารายวัน ระหว่างสาธารณชนทั่วไป กับข้าราชการ เป็นโอกาสที่มีความถี่สูงสุดสำหรับการฉ้อราษฎร์บังหลวง และสำหรับการลดลงซึ่ง "วัฒนธรรมของการฉ้อราษฎร์บังหลวง" ของประเทศ การกระทำในบัญชีข้างล่างนี้ ถูกเสนอแนะโดยผู้มีส่วนร่วมในการสำรวจ ซึ่งอาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่แต่ละรายดำเนินการเป็นการเฉพาะระหว่างประชาชนกับรัฐบาลที่มีความล่อแหลมน้อยต่อการให้สินบนและการใช้ในทางที่ผิด ได้แก่

ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม และการจอดรถ มีความต้องการให้ประชาชนชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือชำระกับองค์กรรับชำระเงินที่เชื่อถือได้ ซึ่งรวมถึงค่าปรับสำหรับสิ่งทั้งหลาย เช่น การฝ่าฝืนการจราจร สำหรับการดำเนินงานของร้านอาหารที่ปราศจากการอนุญาตทางสุขภาพ การทำธุรกิจโดยปราศจากใบอนุญาตที่เหมาะสม หรือการไม่มีป้ายเสียภาษียานพาหนะที่เป็นปัจจุบัน เป็นต้น เช่นเดียวกัน การติดตั้งมาตรวัดค่าจอดรถในพื้นที่ที่มีการจอดรถ ในปริมาณที่สูง หมั่นบำรุงรักษาพวกมันให้อยู่ในสภาพที่ดี และบังคับใช้กฎหมายการจอดรถอย่างสอดคล้องกัน ไม่อนุญาตให้เอกชนครอบครองพื้นที่สาธารณะ และคิดค่าจอดรถในพื้นที่เหล่านั้น

การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ออกแบบการดำเนินการทางการเงินระหว่างประชาชนหรือบริษัทกับรัฐบาลให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งลดโอกาสสำหรับการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการให้สินบน นอกจากนั้น การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อาจจะสนับสนุนการใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิต ซึ่งให้ประวัติการดำเนินการที่ดี การดำเนินการ เช่น การต่อใบอนุญาตขับรถ การจดทะเบียนยานพาหนะ และการซื้อป้ายทะเบียนเป็นตัวอย่างที่ดีของ

กระบวนการที่เกิดประโยชน์จากการชำระทางอิเล็ก ทรอนิกส์

สำหรับสาธารณูปโภคที่รัฐบาลเป็นเจ้าของหรือดำเนินการ ใช้มาตรวัดไฟฟ้า/น้ำ/แก๊ส ที่ป้องกันการให้สินบนได้ที่ธุรกิจและที่ครัวเรือน เพื่อลดความเดือดดาลที่สะสมไว้ และทำให้มาตรวัดสามารถ อ่านแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยผลลัพธ์ที่ถูกเปรียบเทียบกับการใช้ที่คาดหวังไว้

การจ้างหน่วยงานภายนอก พิจารณาการทำสัญญากับบริการที่ถูกคัดเลือกจากภายนอก- ผู้รับเหมาชอบที่จะจ่ายค่าจ้างเชิงแข่งขันกัน การบริการที่จะพิจารณา ได้แก่ การตรวจสอบน้ำหนักและมาตรการ (เช่น ในสถานีบริการน้ำมัน) การตรวจสอบอาคาร การจัดเก็บค่าปรับการจราจรและการจอดรถ และการติดตั้งและการอ่านมาตรวัดสาธารณูปโภค

การชำระภาษี ทำให้มันง่ายสำหรับประชาชนที่จะคิดจำนวนเงินภาษีรายได้ที่พวกเขาต้องชำระ โดยการใช้แบบฟอร์มชำระภาษีอย่างง่ายๆ และทำให้มีแบบฟอร์มเปล่าและคำแนะนำไว้ใช้ได้ในสถานที่สาธารณะ เช่นเดียวกัน มีหน่วยงานจัดเก็บรายได้ที่ให้ความช่วยเหลือในการกรอกแบบฟอร์ม

การเข้าแถวตามลำดับ ในที่ที่มีการเข้าแถวสำหรับการดำเนินการของภาคราชการ การประยุกต์ใช้ดังกล่าวสำหรับใบอนุญาต การใช้เครื่องแจกหมายเลขที่ระบุลำดับที่ซึ่งประชาชนจะได้รับบริการตรวจตามลำดับในแถว ตัวอย่างเช่น โดยผ่านกล้องวิดีโอ เพื่อป้องกันการลัดแถวและการขายหมายเลขลำดับ

ความสุภาพ แม้แต่ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ที่สุดก็ยังให้ภาพลักษณ์เชิงลบของรัฐบาล ถ้าเขาหรือเธอหยาบคาย ไม่พอใจ หรือไม่สามารถจัดการกับความยุ่งยากได้

สำหรับเหตุผลนี้ ให้การฝึกอบรมในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการจัดการความขัดแย้ง กับข้าราชการที่ทำงานกับสาธารณชน เช่นเดียวกัน สนับสนุนประชาชนที่ใช้บัตรแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับคุณภาพของการบริการที่พวกเขาได้รับ ติดตามผลการตอบสนองที่กล่าวถึงปัญหา

หน้า 6


ผลวิจัยการทุจริตในวงราชการ การต่อสู้กับการทุจริต (5)

บทความพิเศษ  โดย บริษัทแกรนท์ ธอนตัน www.grantthornton.com/publicsector  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3724 (2924)

ผู้ให้ข้อมูลการสำรวจได้มีข้อเสนอแนะหลายๆ ประการเกี่ยวกับสิ่งที่ภาครัฐสามารถดำเนินการได้เพื่อลดการทุจริต และผลกระทบในเรื่องดังกล่าวที่มีต่อประชาชน สังคม และหน่วยงานต่างๆ

ประสบการณ์ของ ICGFM พบว่า หลายๆ ประเทศส่วนใหญ่ที่มีการทุจริตรุนแรงและเรื้อรังจะต้องพัฒนา และริเริ่มการต่อต้านการทุจริตให้ครอบคลุมทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชีอย่างใกล้ชิดตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ทั้งหมด และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราได้แบ่งส่วนนี้ออกเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคม วัฒนธรรม การเมือง และหน่วยงาน/สถาบัน

แนวทางแก้ไขปัญหาในด้านวัฒนธรรมและสังคม

ในส่วนแรกนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสาเหตุการทุจริตทางด้านวัฒนธรรมและสังคม เราได้รายงานว่า ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนเชื่อว่า ประชาชนในบางประเทศยอมรับว่าการทุจริตเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวิถีชีวิตของพวกเขา การเอาชนะทัศนคตินี้ต้องแก้ที่สาเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องในทางการเมืองและทางสถาบัน

เมื่อพิจารณาถึงการดำเนินการดังกล่าวของภาครัฐ ผู้ให้ข้อมูลคนหนึ่งได้กล่าวว่า "มันเป็นเรื่องพื้นฐานที่จะต้องต่อสู้กับการทุจริตที่ และเป็นเรื่องที่ทุกคนจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วม

เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมกับภาครัฐ ผู้ให้ข้อมูลหลายคนได้กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องให้การศึกษากับประชาชนในด้านค่านิยมของสังคมที่ปลอดการทุจริต ควรให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐในผลที่เป็นด้านลบของการทุจริต

จุดประสงค์อื่นๆ ของการรณรงค์/โฆษณาดังกล่าวก็เพื่อสร้างความเข้าใจว่า ภาครัฐให้การบริการประชาชน โดยปราศจากการทุจริต ซึ่งผู้ให้ข้อมูลคนหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ ส่วนคนอื่นๆ เชื่อว่าการรณรงค์/การโฆษณา "...ควรทำอย่างสม่ำ เสมอ โดยการใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการให้ความรู้และสนับสนุนในด้านการหารือในกลุ่มคนที่เกี่ยว ข้องกับปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้เกิดการทุจริต สิ่งนี้จะต้องรวมโครงการศึกษาในโรงเรียนต่างๆ เข้าไปด้วย"

ตามที่ได้แสดงในกรอบเรื่องการรณรงค์/การโฆษณาทางสื่อชื่อเรื่อง Cineminutos (ดูกรอบข้างล่าง) รัฐบาลของประเทศเม็กซิโกได้จัดให้มีการรณรงค์/การโฆษณาทางโทรทัศน์ในด้านการให้บริการของรัฐ เพื่อประชาสัมพันธ์แสดงเป็นเรื่องราวสั้นๆ ถึงสาเหตุและผลของการติดสินบนและทุจริต (เราสื่อโดยไม่มีการสัมภาษณ์ ในประเทศเม็กซิโก) อย่างไรก็ตาม การแสดงให้คนเห็นถึงการลงโทษแบบธรรมดาในด้านความผิดของการทุจริตนั้น อาจจะเป็นปัญหาอุปสรรคอย่างหนึ่งได้

แนวทางแก้ไขปัญหาทางการเมือง

ไม่ว่าแนวทางแก้ไขปัญหาใดก็ตามที่ประเทศหนึ่งๆ ได้นำมาใช้ การปฏิรูปทางการเมืองก็ยังเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ผู้ให้ข้อมูลหลายคนได้กล่าวว่า การต่อสู้กับการทุจริตของภาครัฐควรจะเริ่มต้นโดยการเลือกเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสม ขึ้นมาเพื่อพิจารณาแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต การทำให้กฎหมายดังกล่าว ให้มีจุดแข็งมากขึ้น รวมทั้งการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย การให้ความคุ้มครองประชาชน ที่รายงานการทุจริต โดยเฉพาะข้าราชการตามกฎหมาย (เช่น กฎหมาย "ร้องทุกข์") เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ที่ได้เลือกมานั้นต้องสามารถตรวจสอบการทุจริตผู้บริหารภาครัฐในหน่วยงานของพวกเขาได้ รวมทั้งจัดตั้ง "กลุ่มที่มีความสามารถสูงสุด" ที่สามารถแทรกซึมลงไปสู่ลูกจ้างระดับหัวแถวได้

ในช่วงท้าย ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งได้กล่าวว่า ประเทศต่างๆ ควรจะกระจายอำนาจ และจัดฟังก์ชันหน้าที่ไปสู่ภูมิภาคหรือการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งประชาชนสามารถกำกับตรวจสอบพวกเขาได้อย่างใกล้ชิด

หน้า 6


ผลวิจัยการทุจริตในวงราชการ การต่อต้านทุจริตที่มีประสิทธิภาพ (จบ)

บทความพิเศษ  โดย บริษัทแกรนท์ ธอนตัน www.grantthornton.com/publicsector  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3725 (2925)

"หน่วยงานพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตหลายๆ แห่งได้เริ่มมีผลงานปรากฏออกมามาก ในการทำลายจุดที่ได้ชื่อว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อมทั้งหมดที่มีความมั่นคง และหลักการปกครองที่ได้ผล"

ที่มา : หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ กลยุทธ์ในการต่อต้านการทุจริต มกราคม ค.ศ 2005 หน้า 17

(US. Agency for International Development, Anticorruption Strategy, January 2005, page 17)

คณะกรรมาธิการต่อต้านการทุจริต

บางประเทศรวมทั้งหลายประเทศที่ได้สำรวจในครั้งนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระ และคณะกรรมการก็ได้รับผิดชอบ ในด้านการจัดการกับการทุจริต ประเทศอื่นๆ ที่ได้สำรวจในครั้งนี้มีหน่วยงานหลายแห่งที่มีกฎบัตรที่เกี่ยวข้องแบบกว้างๆ ด้วย แต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ

ความรับผิดชอบในแต่ละแบบของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ได้รวมเอาการป้องกันการทุจริตไว้ด้วย อาทิ การสนับสนุนภาครัฐในการตรวจสอบ การสืบสวนสอบสวน การช่วยดำเนินการกดดันการทุจริต และให้การศึกษาแก่ประชาชน เช่น การโฆษณาผ่านสื่อ

ความเห็นในด้านขีดความสามารถของคณะกรรมการดังกล่าวของผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงตั้งแต่ "ไม่มีประสิทธิภาพ" จนถึง "มีประสิทธิภาพมาก" ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่พิจารณาคณะกรรมการบางคนเป็นเพียงแค่มีชื่อตำแหน่งทางการเมือง แต่คิดว่าคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องประสบผลสำเร็จมากกว่าในเรื่องการต่อต้านการทุจริต ซึ่งเป็นผลมาจากการมีประสบการณ์ และการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ทางธุรกิจที่จริงจังนั่นเอง

ลักษณะของคณะกรรมการการต่อต้านการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ

ผู้เข้าร่วมสำรวจได้เสนอข้อเสนอแนะรูปแบบการพิจารณาให้กับหลายๆ ประเทศ หรือสนับสนุนให้มีคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตดังนี้ ; ประการแรก คณะกรรมการที่มีประสิทธิภาพต้องมีอิสระจริงๆ รวมทั้งมาจากสาขาของผู้บริหารซึ่งจะลดการพิจารณาในด้านประสิทธิภาพและศักยภาพได้ ผู้ให้ข้อมูลบางคนคิดว่าคณะกรรมการควรเป็นสาขาที่ 4 ของภาครัฐไปเลยทีเดียว (แต่ยังมีข้อระมัดระวังอยู่บ้าง เช่น ตำแหน่งคณะกรรมการสามารถใช้กลั่นแกล้งศัตรูของพวกเขาได้) นอกจากนี้คณะกรรมการควรได้รับการบริหารจัดการ โดยผู้นำที่เข้มแข็งเพียงคนเดียว รวมทั้งต้องแน่ใจในระยะเวลาการดำรงตำแหน่งซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีความสัมพันธ์ กับการบริหารงานเป็นการเฉพาะอย่าง หรือกับพรรคการเมืองเสียงข้างมาก

ความอิสระดังกล่าวควรจะรวมไปถึงเสรีภาพที่จะติดตามการชี้นำใดๆ ในการตัดสินใจของคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรต่างๆ ทรัพยากรเหล่านี้ต้องรวมทั้งเจ้าหน้าที่และงบประมาณที่มากพอ เพื่อให้ลูกจ้างของคณะกรรมการสามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่เกิดความล่าช้า เจ้าหน้าที่ควรได้รับเงินค่าจ้างที่ยุติธรรม และได้รับการเรียนรู้มาเป็นอย่างดีในด้านทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดี กับสื่อมวลชน สามารถใช้เป็นทรัพยากรที่ดีได้อันหนึ่ง สำหรับคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ แต่ความอิสระจะใช้ในขอบเขตนี้พอๆ กับด้านอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การทำงานของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและเจ้าหน้าที่สามารถทำให้คนหลายคนเสียหายได้ ซึ่งจะมีผลกับคณะกรรมการมากยิ่งขึ้น มีศัตรูมากขึ้น ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการในด้านการรักษาความปลอดภัย ให้กับคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ทั้งหมด และครอบ ครัวของพวกเขาด้วย

ประการสุดท้าย คณะกรรมการหรือคณะกรรมาธิการต่อต้านการทุจริตยังสู้กฎหมายหรือกฎระเบียบในประเทศที่มีการต่อสู้กับการทุจริตไม่ได้ รวมถึงเจตนาของภาครัฐที่จะใช้พวกเขาด้วย

การปฏิรูประบบราชการอาจมีความจำเป็น เพื่อสร้างกรอบที่เหมาะสมในการจำกัดวงการทุจริตและดำเนินการฟ้องร้องกับคนที่ประพฤติผิดดังกล่าว

แนวทางการแก้ไขปัญหา

ผู้ให้ข้อมูลหลายคนกล่าวว่า ก้าวแรกที่สำคัญในการปฏิรูปการต่อต้านการทุจริตก็คือ ตั้งหรือทำให้คณะกรรมการ หรือคณะกรรมาธิการต่อต้านการทุจริตอิสระที่มีอยู่มีจุดแข็งมากขึ้นดังที่กล่าวมาข้างต้น

กฎหมายการให้บริการประชาชนที่ลดการหมุนเวียนลูกจ้างของรัฐทุกระดับทั้งหมดภายหลังการเลือกตั้งจะช่วยป้องกันรูปแบบ "เครือข่ายการสมคบกัน" ซึ่งจะเอื้อในการฉ้อฉลและการทุจริตได้

เช่นเดียวกัน การว่าจ้าง การส่งเสริม และการโอนย้ายลูกจ้างของรัฐมนตรีต่างๆ อาจจำเป็นต้องหยุด หรือจำกัด หรือทดแทน โดยข้าราชการ อย่างไรก็ตามบุคลากรในตำแหน่งที่ง่ายต่อการทุจริต ควรจะมีการสับเปลี่ยนโยกย้ายในหน้าที่ตามวาระ ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งกล่าวว่า จุดนี้จะช่วยป้องกันการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายปกปิดซ่อนเร้นของพวกเขาได้ ผู้ให้ข้อมูลคนอื่นได้กล่าวว่า การประเมินนโยบายและขั้นตอนต่างๆ ในการต่อต้านการทุจริตอยู่เป็นประจำ ก็จะช่วยรักษาประสิทธิภาพมาตรฐานในการทำงานของพวกเขาได้เช่นกัน

เงินเดือนสำหรับข้าราชการและตำรวจควรกำหนดในระดับที่สมเหตุสมผล ตรงนี้จะช่วยลดความยั่วยวนใจของลูกจ้าง ที่จะยึดติดกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยจ่ายเงินเดือนตามความจำเป็นของชีวิต

ในมุมกลับกันลูกจ้างภาครัฐควรได้รับการฝึกอบรมในด้านการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต และมีการรายงานการปฏิบัติงานดังกล่าว และมีการติดตามในด้านประสิทธิผลในด้านขีดความสามารถในการทำงาน ของพวกเขาด้วย

ขั้นตอนร้องทุกข์ที่ได้ผลสำหรับข้าราชการควรส่งไปกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่ได้กล่าวไว้ในแนวทางแก้ไขปัญหาทางการเมืองก่อนหน้านี้ ในรายงานฉบับนี้ ทั้งเพื่อปรับปรุงแก้ไขการรายงาน และเพื่อคุ้มครองผู้ร้องทุกข์ ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนกล่าวว่า รัฐบาลของพวกเขาได้นำระบบการร้องเรียน การต่อต้านการทุจริตทางโทรศัพท์มาใช้  เพราะในคำพูดของเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง "เราจะได้ฟังเกี่ยวกับการทุจริตในทางนั้นมากกว่าคุยกันที่โต๊ะกินข้าว"

จุดที่ควรดูแลพิเศษสำหรับผู้บริหารทางการเงิน ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะจากผู้ให้สัมภาษณ์หลายๆ คน เพื่อให้สามารถควบคุมระบบภายในของภาครัฐให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดยเน้นเฉพาะในเรื่องการป้อง กันการฉ้อฉลและการกระทำผิด การจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาการควบคุมระบบภาย ในซึ่งควรมีหลายๆ ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บรายได้ การจัดหาและการทำธุรกรรมทางการเงิน การนำระบบการจัดหาและการจ่ายเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ควรพัฒนาการควบคุมระบบภายในให้ดีให้เหมาะกับกระบวนการต่างๆ

นอกจากนี้รูปแบบการทำงานที่เป็นแบบมืออาชีพทางด้านการเงินสำหรับภาครัฐ ก็ควรได้รับการฝึกอบรม เพื่อปรับปรุงคุณภาพการตรวจสอบภาครัฐ โดยตรงนี้ต้องรวมไปถึงการมีผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับการรับรอง หรือมีบริษัทบัญชีภาครัฐอิสระซึ่งมีข้อผูกพันในการตรวจสอบภายในของภาครัฐ

หน้า 6