|
||||||||||||||
|
เมกะโปรเจ็กรถไฟรางคู่
ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2548 ได้ยินข่าวเรื่องคนกรุงเทพฯ ในพื้นที่ๆ เคยมีการวางแผนว่าจะมีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนผ่าน แต่ถูกตัดออกไปออกมาประท้วงแล้วรู้สึกไม่สบายใจ และกังวลใจยิ่งขึ้นเมื่อมีความพยายามผลักดันให้เป็นไปตามแผนเดิม หรืออย่างน้อยก็เกือบเหมือนเดิม การตัดสินใจทางเศรษฐกิจกำลังจะถูกทำให้เป็นการตัดสินใจทางการเมืองไปแล้ว และนี่คือสิ่งที่ควรพิจารณา เพราะหากเป็นไปกันทั้งหมดในโครงการเมกะโปรเจ็กที่ว่ากันว่าจะใช้เงินถึง 1.7 ล้านล้านบาท (ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ 5.5 แสนล้านบาท) แล้ว ก็จะเกิดความเสียหายต่อชาติอย่างยิ่ง เหตุผลของการตัดบางสายออกไปก็คือ อัตราผลตอบแทน (เข้าใจว่าทางการเงิน) ต่ำเพียง 6% ซึ่งไม่น่าจะเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินใจ เพราะบ่อยครั้งที่โครงการมีผลตอบแทนทางการเงินต่ำ แต่มีผลตอบแทนทางสังคมสูงก็เป็นไปได้ ตัวอย่างเช่น สร้างโรงเรียนหรือโรงพยาบาลในเขตทุรกันดารของภาครัฐ ในเชิงการเงินแล้วอยู่ไม่รอด เพราะผลตอบแทนทางการเงินติดลบ แต่ในทางสังคมแล้วมีผลตอบแทนที่สูง หากตัดสินใจโดยใช้เงินทองเป็นเกณฑ์แล้วก็จะทำให้ตัดสินใจผิดแน่นอน ในเรื่องเมกะโปรเจ็กนี้มี 2 คำถามที่ควรใคร่ครวญ 1.เหตุใดการตัดสินใจในเรื่องเมกะโปรเจ็กจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จนต้องดูไปถึงเรื่องผลตอบแทนทางสังคม? คำตอบก็คือทุกการตัดสินใจมีทางเลือกด้วยกันทั้งสิ้น เงินลงทุน 2-3 แสนล้านบาทต่อรถไฟหนึ่งสาย สามารถเอาไปลงทุนพัฒนาครู หรือพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษของเด็กไทยทั้งประเทศ หรือเอาไปใช้สงเคราะห์คนยากไร้อย่างแท้จริง หรือเอาไปสร้างรถไฟรางคู่วิ่งเหนือจดใต้ได้ทั้งนั้น การลงทุนแต่ละโครงการให้ผลตอบแทนในระดับที่แตกต่างกัน บางโครงการอาจให้ผลตอบแทนทางการเงินสูง แต่ผลตอบแทนทางสังคมต่ำ หรืออาจเป็นไปในทางกลับกันก็เป็นได้ ดังนั้น การเลือกโครงการลงทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าตัดสินใจผิดในเรื่องโครงการขนส่งมวลชน ไม่เพียงแต่จะมีรถไฟที่โหรงเหรงเกือบตลอดเวลา และมีรางรถไฟที่ทอดยาวเป็นงูยักษ์ที่ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่แล้ว ยังเสียโอกาสในการเอาเงินลงทุนจำนวนเดียวกัน ไปลงทุนในโครงการอื่น ที่อาจให้ประโยชน์มากกว่าก็เป็นได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าลงทุนผิดก็จะมี "งูขาว" นอนทอดยาวอย่างขี้เกียจแทนที่จะมีเด็กไทยฉลาด คิดเป็น ทำเป็น และเก่งภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนคน การพิจารณาเลือกสรรโครงการอย่างรอบคอบ อย่างถูกหลักวิชาการ ไม่ให้ปัจจัยทางการเมืองมาบดบังความมีเหตุมีผล จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ เงินก้อนใหญ่เช่นนี้จำต้องมาจากการกู้ ซึ่งก็คือการนำรายได้ของภาครัฐในอนาคตมาใช้ไปก่อน และการกู้นั้นต้องมีดอกเบี้ย (เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ถ้ากู้มาในอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 1 หมื่นล้านบาท) เป็นภาระควบคู่ไปกับการจ่ายเงินต้นในอนาคต ดังนั้น ถ้าตัดสินใจผิดแล้วนอกจากจะเห็น "งูขาว" นอนทอดยาวอยู่แล้ว ยังต้องมีภาระเงินกู้ซึ่งต้องจ่ายออกมาจากส่วนหนึ่งของงบประมาณประจำปีของรัฐบาลในแต่ละปีอีกด้วย ภาระเช่นนี้ในอนาคตก็หมายความถึง การทารุณกรรม ลูกหลาน และการเสียโอกาสที่จะลงทุนในเรื่องที่มีประโยชน์มากๆ ในอนาคต เนื่องจากไม่สามารถลงทุนดังปรารถนาได้ เพราะลูกหลานมี "มรดกบาป" ที่ต้องแบกอยู่อีกหลายสิบปี 2.เหตุใดจึงควรพิจารณาทำหลายเมกะโปรเจ็กในต่างจังหวัด เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์โดยทั่วหน้ากัน คำตอบก็คือเงินที่จะใช้คืนเงินที่กู้มาเพื่อเมกะโปรเจ็กนั้น ต้องมาจากภาษีอากรที่เก็บมาจากคนทั้งประเทศ ดังนั้น เพื่อความยุติธรรมจึงสมควรอย่างยิ่งที่ผู้จ่ายซึ่งเป็นคนทั้งประเทศ ควรได้รับประโยชน์อย่างสมน้ำสมเนื้อ กับเงินที่ตนเองจ่ายไปด้วย การที่คนกรุงเทพฯ ได้ประโยชน์เป็นส่วนใหญ่ และคนที่เหลือของประเทศร่วมใช้หนี้นั้น ขัดกับหลักการ Quid Pro Quo หรือ Benefit Principle ของเศรษฐศาสตร์การคลังที่ ระบุว่า ผู้ได้รับประโยชน์ควรเป็นผู้จ่าย หากได้รับประโยชน์มากก็ควรจ่ายมาก ทำไมคนที่อยู่ภูเก็ตและไม่เคยใช้รถไฟด่วน ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรทั้งนั้นต้องร่วมใช้หนี้จากการสร้างรถไฟผ่านการเสียภาษีอากรด้วย ถ้าจะให้คนทั้งประเทศร่วมใช้คืนหนี้แบบนี้ ทำไมไม่เอาเงินมาลงทุนสร้างระบบขนส่งมวลชนเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศเล่า ประเด็นความยุติธรรม (equity) เป็นสิ่งที่สมควรได้รับการพิจารณาในเรื่องเมกะโปรเจ็ก เพราะมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนผู้เสียภาษี (ในรูปของความยินยอม และความเต็มใจในการเสียภาษี ซึ่งอาจกระทบถึงระบบการเก็บภาษีโดยรวมในอนาคตได้) และก่อให้เกิด "การได้เสีย" กันขึ้นในหมู่ประชาชน ซึ่งเป็นความอยุติธรรมที่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในความเห็นของผู้เขียน ถึงแม้แผนการลงทุนเมกะโปรเจ็กยังไม่ลงตัวทั้งหมด และภาครัฐก็มีแผนการสร้างระบบขนส่งมวลชน ในต่างจังหวัดอยู่บ้าง แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่ "สะใจ" กล่าวคือ ยอดเงินรวมของการสร้างรถไฟด่วนในกรุงเทพฯ นั้น ดูจะท่วมท้นโครงการอื่นๆ ที่กระจายกันอยู่ในหลายเรื่องหมด ถ้าจะมองในเรื่องประโยชน์จากโครงการลงทุนในเชิงสังคม เศรษฐกิจ และความเป็นธรรมชนิดที่ผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่ายแล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่า การเร่งรัดลงทุนสร้างรถไฟรางคู่จากเหนือจดใต้และขยายไปยังพื้นที่ๆ ยังไม่ถึง น่าจะเป็นเมกะโปรเจ็กที่เหมาะสม การเดินทางและขนส่งด้วยระบบรางที่มีประสิทธิภาพนั้น เป็นการประหยัดพลังงานของประเทศ ก่อให้เกิดความสะดวก ลดต้นทุนการผลิต ลดการสร้างมลภาวะในอากาศ ลดการนำเข้าน้ำมันและชิ้นส่วนรถยนต์อย่างมาก อย่างไรก็ดี การจะบรรลุสภาวะข้างต้นได้โดยเปลี่ยนแปลงจากสภาพปัจจุบันของรถไฟรางเดียว ซึ่งมีอยู่เป็นระยะทางเกือบ 80% ของระยะทางรถไฟทั้งหมด ต้องการการลงทุนขนาดเมกะโปรเจ็ก เราผิดพลาดกันมาตั้งแต่เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจแผนแรกในปี 2504 ที่ไม่ใช้รถไฟเป็นระบบขนส่งหลัก แต่เลือกการขนส่งทางบกด้วยรถยนต์ที่สิ้นเปลืองพลังงาน ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายเงินกระเป๋าสตางค์ของครัวเรือนอย่างมาก จึงน่าจะเริ่มศักราชใหม่ของการให้ความสำคัญแก่การขนส่ง และเดินทางด้วยระบบรางที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการมีเมกะโปรเจ็กรางรถไฟคู่
|