หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การออมระยะยาว เราเตรียมพร้อมเพื่อสถานการณ์นั้นดีแล้วหรือยัง

คอลัมน์ นอกรอบ  โดย ดร.นิตินัย  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3719 (2919)

เมื่อวันที่ 17-18 สิงหาคม 2548 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมการสัมมนาวิชาการประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย ในหัวข้อเรื่อง "Thailand"s Financial Challenges in the Medium Term" ที่จัดที่ ESCAP Hall, United Nations Conference Center (UNCC) โดยการนำเสนอบทความหนึ่งในการสัมมนาดังกล่าว เรื่อง "Long-Term Saving in Thailand : Are We Saving Enough and What are the Risks ?" ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจและต้องการเอามาเล่าสู่กันฟังในวันนี้

บทความเรื่องนี้นำเสนอโดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล คุณธรรมนูญ สดศรีชัย และ ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา และมีผู้ร่วมวิจารณ์บทความ 2 ท่าน คือ ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย และ ดร.รพีสุภา หวังเจริญรุ่ง จากกระทรวงการคลัง

บทความนี้มุ่งศึกษากระบวนการการออมของประเทศไทยทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค และได้นำเสนอผลการศึกษาที่น่าสนใจที่ว่า การออมจะเป็นประเด็นทางนโยบายที่สำคัญต่อไปในอนาคต เนื่องจากความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจมหภาคจากปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องมีการเร่งระดมเงินออมภายในประเทศเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รวมทั้งปัญหาในเชิงจุลภาคจากการลดลงของสัดส่วนการออมภาคครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคที่มีการนิยมการบริโภคมากขึ้น

ผู้วิจารณ์ทั้งสองท่านได้ให้ความเห็นว่า แม้ว่าประเด็นเกี่ยวกับการออมตามที่เสนอในบทความนั้น จะมีความสำคัญอย่างมากก็ตาม ปัญหาที่เกี่ยวกับการออมที่สำคัญของประเทศไทยอีกประการที่ไม่สามารถจะละเลยไปได้ คือ ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างของประชากรและปัญหาวิกฤตผู้สูงอายุ (old age crisis) เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความคุ้มครองด้านชราภาพจากระดับการจ่ายผลประโยชน์ทดแทน จากกองทุนบำเหน็จบำนาญต่างๆ ในปัจจุบัน ยังพบว่าผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับนั้น ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ระดับที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพในวัยเกษียณ แม้ว่าจะมีการพิจารณาว่าระดับรายได้ภายหลังจากการเกษียณอายุ (replacement rate) จะแค่ 50% ของรายได้สุดท้ายก่อนการเกษียณอายุเพื่อทำให้สามารถมีชีวิตต่อไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีก็ตาม

นอกจากนี้ ระบบการออมในปัจจุบันหลายระบบของไทยก็ยังประสบกับปัญหาความยั่งยืนในการดำเนินการ และปัญหาที่สำคัญมากในอนาคตทั้งในระดับรัฐบาลและระดับบุคคล ดังนั้น แนวทางที่สำคัญในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ คือ การพัฒนาระบบความปลอดภัยทางสังคมของไทยให้มีความยั่งยืน และสามารถให้ความคุ้มครองแก่ประชากรของประเทศได้ และไม่เป็นภาระทางงบประมาณต่อรัฐบาลในอนาคต (contingent liability) โดยมีแนวทางการดำเนินการที่สำคัญ คือ การพัฒนาและปฏิรูประบบเครือข่ายความปลอด ภัยในด้านของการออมเพื่อการชราภาพของประเทศ โดยหน่วยงานต่างกำลังร่วมมือในการรับมือกับปัญหาดังกล่าวอยู่

(ดูกราฟโครงสร้างประชากร)

ทุกท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับ การจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) หรือ National Pension Fund (NPF) นะครับ กองทุนนี้เกิดมาเพื่อช่วยสนับสนุนแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานในภาคเอกชนให้มีการออม ที่เพียงพอที่จะใช้ในชีวิตภายหลังการเกษียณอายุ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแนวความคิดของการสร้างความคุ้มครองหลายชั้น ให้แก่ประชากรของประเทศ โดยเฉพาะการออมสำหรับแรงงานที่อยู่ในภาคเอกชนผ่านการออมหลายรูปแบบ (multi pillar system) โดยมีกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการวิเคราะห์และจัดตั้ง ผมคิดว่าทุกท่านอาจจะมีข้อสงสัยหลายประการ เกี่ยวกับการจัดตั้งดังกล่าว และมองว่ามีความน่าเคลือบแคลงหลายอย่า งเกี่ยวกับกองทุนนี้ ผมเลยอยากจะอธิบายความคืบหน้าและลักษณะเด่นเกี่ยวกับกองทุนนี้ให้ผู้อ่านทุกท่านทราบนะครับ

ระบบ กบช.มีลักษณะที่สำคัญ คือ เป็นระบบการออมที่มีรูปแบบการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ 2 ฝ่าย คือนายจ้างและลูกจ้าง (ต่างจากระบบการประกันสังคมที่เป็นการสมทบ 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง) ปัจจุบันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอัตราเงินสมทบให้เหมาะสมกับความต้องการ และสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกองทุนนี้กับกองทุนประกันสังคม คือ ในกองทุนนี้ไม่มีการกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำและเพดานเงินเดือน ทำให้แรงงานสามารถออมได้เท่าที่ต้องการ กระทรวงการคลังได้มีการพิจารณามาตรการทางการคลัง (ภาษี) ในการส่งเสริมให้เกิดการออมโดยเป็นแบบ EEE (ยกเว้นภาษีเงินสะสม เงินผลประโยชน์ของเงินสะสม และเงินที่ได้รับเวลาที่เกษียณอายุ)

ไม่ว่ารัฐบาลจะออกนโยบายส่งเสริมการออมมามากมายขนาดไหนก็ตาม แต่หากคนไทยมีอุปนิสัยการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย ไม่ว่านโยบายดีๆ อย่างไรจะออกมา การออมก็คงไม่เพิ่มขึ้น นโยบายต่างๆ คงต้องเป็นหมันไปละครับ

หน้า 2