หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ออมช่วยลดขาดดุล บัญชีเดินสะพัดได้อย่างไร?

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th  มติชนรายวัน วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10036

"…ดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คงขาดดุลพอประมาณไม่มากนัก แต่เราไม่อยากให้อนาคตในปี 2551 และ 2552 มันขาดดุลมากเกินไป เราควรต้องเริ่มออมซะเดี๋ยวนี้ ทำอะไรก็ได้มันจะได้ทันเวลาพอดี อย่าให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมันขาดหนัก ส่วนวิธีการที่เสนอคงมีในหลายลักษณะ อย่างการออกพันธบัตรออมทรัพย์และการใช้มาตรการดอกเบี้ยก็น่าจะมีส่วน…"

คำพูดข้างต้นเป็นของ ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านไป ถ้าอ่านดูก็เข้าใจว่าเราต้องลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และต้องรีบแก้ไขตั้งแต่เดี๋ยวนี้ แต่ถ้าคิดลึกลงไปคงจะงงเหมือนกันว่าเหตุใดเราต้องออมเงินกันเพิ่มขึ้นเพื่อจะทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง

การใช้จ่ายเงินน้อยลง(ออมมากขึ้น) เกี่ยวพันกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างไร?

ก่อนอื่นต้องย้อนถามว่าดุลบัญชีเดินสะพัด(current account) คืออะไร และทำไมบัญชีมันต้อง "สะพัด หรือ current" ด้วย

"ดุลบัญชีเดินสะพัด"(current account) คือสถานะของการไหลเข้าและไหลออกของเงินตราต่างประเทศสุทธิ อันเนื่องมาจากการส่งออกสินค้าและบริการ(เงินตราต่างประเทศไหลเข้า) และการนำเข้าสินค้าและบริการ(เงินตราต่างประเทศไหลออก) เป็นสำคัญ

ทำไมเรียกว่า "สะพัด"? ก็เพราะทุกรายการที่เกิดขึ้นนี้ล้วนจบสิ้นไม่มีผลต่อเนื่องเกินกว่า 1 ปีทั้งนั้น

ในบัญชีการค้าระหว่างประเทศนั้น เรามียอดบัญชีแรกคือดุลการค้า ซึ่งก็คือมูลค่าสินค้าส่งออก(ให้ค่าเป็นบวกเพราะเงินไหลเข้า) เปรียบเทียบกับมูลค่าสินค้านำเข้า(ให้ค่าลบเพราะเงินไหลออก)

การขาดดุลการค้ามีค่าเป็นลบ หมายถึงสำหรับรายการซื้อขายสินค้าที่จับต้องได้นี้ มีการไหลออกของเงินตราต่างประเทศมากกว่าการไหลเข้า หรือมีการนำเข้ามากกว่าการส่งออกนั่นเอง

ส่วนอีกยอดบัญชีหนึ่งคือดุลบริการ ซึ่งหมายถึงการบันทึกรายการเงินตราต่างประเทศทั้งเข้าและออกที่ไม่เป็นสินค้า เช่น การขนส่ง ประกันภัย เดินทางต่างประเทศ เงินใช้จ่ายรัฐบาลใน ต่างประเทศ ฯลฯ

อีกบัญชีหนึ่งคือ ดุลรายได้ ซึ่งเป็นการบันทึกรายการเงินตราต่างประเทศเข้าและออก จากการทำงานต่างประเทศ และจากกำไรในการลงทุนต่างประเทศ

นอกจากนั้นยังมีดุลการโอนเงินตราต่างประเทศข้ามประเทศของรัฐและเอกชนทั้งเข้าและออก เช่น ส่งเงินให้ญาติ จ่ายค่าสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ เป็นต้น

เมื่อนำดุลการค้า ดุลบริการ ดุลรายได้ และดุลการโอน ซึ่งแต่ละดุลอาจเป็นบวก (เงินตราต่างประเทศไหลเข้ามากกว่าไหลออก อันเกิดจากกิจกรรมประเภทนั้นๆ) หรือเป็นลบ(เงินตราต่างประเทศไหลออกมากกว่าไหลเข้า) มารวมกันแล้วก็จะได้ดุลบัญชีเดินสะพัด

ถ้าดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นลบหรือที่เรียกกันว่าขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็หมายถึงว่า ณ สิ้นสุดปีปฏิทินนั้นๆ เงินตราต่างประเทศไหลออกมากกว่าไหลเข้า หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าเงินตราต่างประเทศสุทธิ ไหลออกจากธุรกรรมที่จบสิ้นในปีนั้นเลย

คราวนี้กลับมาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกับการออม โดยทั่วไปสามัญสำนึกบอกว่า ถ้าใช้จ่ายกันสนุกมือ ไม่มีการออมก็จะทำให้ใช้น้ำมันเปลือง ซื้อของหลายอย่างที่ทำให้สูญเสียเงินตราต่างประเทศ จนขาดดุลบัญชีการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในที่สุด อย่างไรก็ดี ถ้าจะให้ลึกซึ้งกว่านี้ก็ต้องกลับไปพื้นฐานเศรษฐศาสตร์

ในการพิจารณาเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัด การไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศโดยแท้จริงแล้ว ก็เปรียบเสมือนกับการที่คนต่างประเทศใช้ทรัพยากรของประเทศไทยไป กล่าวคือ เมื่อมีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศก็เกิดการใช้ทรัพยากรในประเทศไม่ว่าแรงงาน ทุน ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลิต สินค้าส่งออกไป การให้บริการขนส่งหรือประกันภัยแก่ต่างประเทศก็คือการใช้ทรัพยากรในประเทศอีกเช่นกัน เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวของคนต่างชาติ(ล้วนใช้ทรัพยากรของประเทศเรา)

ในทางตรงกันข้ามการไหลออกของเงินตราต่างประเทศก็เปรียบเสมือนกับการที่คนในประเทศไทยไปใช้ทรัพยากรของต่างประเทศ เช่น สินค้านำเข้า น้ำมัน การใช้บริการขนส่งประกันภัยของต่างประเทศ การไปท่องเที่ยวในต่างประเทศของคนไทย ฯลฯ

ถ้าดุลบัญชีเดินสะพัดสมดุลก็หมายถึงว่าการใช้ทรัพยากรในประเทศของเราโดยคนต่างประเทศ กับการใช้ทรัพยากรของคนบ้านเราในต่างประเทศในปีนี้ มีมูลค่าเท่ากัน แต่ถ้าขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (เงินตราต่างประเทศไหลออกมากกว่าเข้าประเทศ) ก็หมายถึงว่ามีการใช้ทรัพยากรจากต่างประเทศ โดยคนของเรามากกว่าที่ต่างประเทศใช้ทรัพยากรของเรา หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า "อยู่เกินตัว" กล่าวคือถ้าอยู่อย่างปกติไม่เกินตัวก็หมายถึงว่ามีการใช้ทรัพยากรของประเทศเรา โดยคนต่างชาติไปอย่างสมดุลกับที่คนของเราใช้ทรัพยากร

การใช้ทรัพยากรต่างประเทศหมายถึงว่าเราต้องเอาเงินของเราไปใช้จ่าย ส่วนการใช้ทรัพยากรของเรา โดยคนต่างชาติหมายถึงว่าเราได้เงินมา ดังนั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจึงเปรียบเสมือนกับการใช้จ่ายเงิน เกินกว่าที่เราหามาได้จากต่างประเทศ

ถ้าเรามองในแง่ของการใช้ทรัพยากร การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็หมายความว่าเรามีการใช้ทรัพยากรจากต่างประเทศ มากกว่าที่คนต่างประเทศใช้ทรัพยากรของเรา ซึ่งหมายถึงว่ามันมีความก้ำกึ่งกันอยู่และส่วนแตกต่างนั้น คือทรัพยากรที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ดังนั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจึงหมายถึงการเกิดช่องว่างทรัพยากรขึ้น (Resource Gap) กล่าวคือมีการ "ใช้" จริงมากกว่าที่ตนเอง "มี" หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่ายอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะเท่ากับ Resource Gap (ช่วงห่างทรัพยากร)

หากมองในด้านของการระดมทรัพยากร เงินออม (S Saving) ซึ่งหมายถึงเงินหรือทรัพยากรที่เหลือจากการบริโภค ที่นำมาใช้ให้เกิดการผลิตมากขึ้นอีกในอนาคต ส่วนเงินลงทุน (I Investment) คือทรัพยากรที่ต้องการใช้ เพื่อให้เกิดการผลิตเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

หากประเทศใดมีเงินออมเพียงพอต่อการลงทุนที่ปรารถนา ก็แสดงว่าไม่ต้องไปหาทรัพยากรมาเพิ่มเติมจากต่างประเทศอีก ดังนั้น มันจึงสะท้อนในตัวเลขของดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดขึ้นคือสมดุล หรือพูดอีกอย่างว่าไม่เกิดปัญหา Resource Gap กล่าวคือมีเงินออมเท่ากับเงินลงทุน

แต่ถ้ามีเงินออมไม่เพียงพอต่อการลงทุนที่มุ่งหวังก็สะท้อนให้เห็นในตัวเลขจริงของ ดุลบัญชีเดินสะพัด คือขาดดุล กล่าวคือเกิดปัญหา Saving-Investment Gap หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเกิด Resource Gap ขึ้น

ดังนั้น ปีใดที่เกิดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดขึ้นจึงหมายถึงว่ามีเงินออมของประเทศไม่เพียงพอต่อการลงทุนตามที่ปรารถนา

ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปีจะเท่ากับยอดขาดแคลนเงินทุน ซึ่งหมายถึงความไม่เพียงพอของเงินออมสำหรับการลงทุนเสมอ

เงินออม คือทรัพยากรการเงินที่มีเหลือให้ใช้รวมกันของภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐบาลในแต่ละปี หากมีไม่เพียงพอต่อการลงทุน (ความต้องการใช้ทรัพยากรเงินของทั้งสามภาคนี้เพื่อผลิตเพิ่มขึ้น) ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เกิดความไม่สมดุลขึ้น กล่าวคือดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลหรือเกิดปัญหา Saving-Investment Gap ขึ้น จำต้องได้รับการแก้ไข

ด้วยเหตุผลนี้แหละผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจึงอยากให้มีการออมกันมากขึ้น เพื่อจะได้ทำให้ Saving-Investment Gap เล็กลง ซึ่งหมายถึงยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงนั่นแล

ที่ท่านไม่ได้พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือถ้าออมเพิ่มไม่ได้ก็จำต้องลดการลงทุนลง (ซึ่งจะทำให้ไม่มีรถไฟฟ้าหลายสาย และไม่มีหลายโครงการลงทุนใหญ่) ถ้าหากไม่ต้องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง หากปล่อยไว้ไม่แก้ไขอาจขึ้นไปถึงร้อยละ 5-6 ของ GDP ซึ่งเป็นระดับอันตรายเหมือนก่อนวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่แล้ว

ถ้าหากขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ เพราะถ้าไม่มีการเกินดุลบัญชีทุนหรือ capital account (เงินทุนไหลเข้ามาเพื่อการลงทุนหรือกู้ยืมมากกว่าที่ไหลออกในเรื่องเดียวกัน) มากจนสามารถชดเชยยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้แล้ว ก็จะขาดดุลการชำระเงิน (balance of pavement) ในที่สุดซึ่งหมายถึงว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะต้องลดลง และหากเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องกันแล้ว เงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็จะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ จนกระทบความสามารถในการรักษาค่าเงินบาท และบ่อนเซาะความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย

ถ้าพลเมืองของเรา "อยู่เกินตัว" ใช้เงินกันเพลิดเพลินจนแทบไม่มีเงินออมแล้ว ชะตาเศรษฐกิจของเรา ก็จะถูกแขวนไว้อย่างน่าหวาดเสียว กับเงินทุนที่จะไหลเข้ามาจากต่างประเทศ เหมือนตอนก่อนที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

การแก้ไขปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลโดยแท้จริงแล้ว จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเร่งส่งออกให้เพิ่มขึ้น และลดการนำเข้าเพื่อให้ขาดดุลการค้าน้อยลง ซึ่งอาจช่วยให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง หากหัวใจของการลดขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อยู่ที่พฤติกรรมในการออมของภาคครัวเรือน ภาครัฐบาล และภาคเอกชน จนทำให้มีเงินออมอย่างเพียงพอต่อความปรารถนาที่จะลงทุน

หน้า 6