หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง

คอลัมน์ ECO-NO-MISS : ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  กรุงเทพธุรกิจ Bizweek วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

วันนี้หลายคนคงจะพูดถึงเรื่อง “หยวน” ว่าปรับตัวแข็งขึ้น 2.1% จะส่งผลกระทบกับไทยอย่างไรกันมากทีเดียว ส่วนใหญ่หลายฝ่ายยังมีความเห็นว่า ไทยน่าจะได้รับประโยชน์โดยสุทธิจากการปรับค่าหยวนในครั้งนี้

เรื่องของ "หยวน" ต้องขอบอกว่าคนพูดกันมากแล้วครับ ผมขอหลีกไม่พูดก็แล้วกัน ยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องดุลการค้าในเดือนมิถุนายน ขาดดุลสูงถึง 1,884 ล้านดอลลาร์ ทำให้ครึ่งแรกของปีนี้ ไทยขาดดุลการค้า 8,154 ล้านดอลลาร์

แน่นอนครับเรื่องนี้มีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับเศรษฐกิจไทย แต่ผมอยากดูข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัด ของธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนแล้วค่อยวิเคราะห์

สัปดาห์นี้ ขอพูดถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน หลังจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นว่าจะเป็นอย่างไร จะปรับตัวลดลงคล้ายกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 37 เดือนหรือไม่

ทั้งนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (Thai Industries Sentiment Index : TISI) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2545 ที่ผ่านมา และได้มีการดำเนินการจัดแถลงผลของดัชนีอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา

ในเดือนมิถุนายน 2548 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างจากผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม ทั้งที่เป็นและไม่เป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย เป็นจำนวน 490 ตัวอย่าง

แยกเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนคนงาน 1 - 49 คน จำนวนคนงาน 50 - 199 คน และจำนวนคนงาน 200 คนขึ้นไป ประมาณ 47.4% 27.9% และ 24.7% ตามลำดับ

ผลการสำรวจพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมโดยรวมในเดือนมิถุนายน 2548 มีค่าเท่ากับ 78.8 ปรับตัวลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับค่าดัชนีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 90.5

โดยค่าดัชนียังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 100 (ซึ่งเป็นระดับที่แสดงถึงความเชื่อในในระดับปกติ) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และถือเป็นระดับดัชนีความเชื่อมั่นที่มีค่าต่ำที่สุดในรอบ 2 ปีนับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม

แสดงว่าผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจต่ำกว่าระดับปกติ

เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการ (ตารางที่ 2 ) พบว่า อัตราดอกเบี้ยเงิน กู้ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการร้อยละ 17.2 พิจารณาว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในปัจจุบันไม่มีผลกระทบต่อกิจการ และร้อยละ 82.8 พิจารณาว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในปัจจุบันมีผลกระทบต่อกิจการ

ในจำนวนนี้ร้อยละ 41.4 คิดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในปัจจุบันส่งผลให้กิจการดีขึ้น ส่วนอีกร้อยละ 41.4 เช่นเดียวกันคิดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในปัจจุบันส่งผลให้กิจการแย่ลง

ทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทต่อเงินดอลลาร์ มีผู้ประกอบการร้อยละ 54.7 พิจารณาว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทต่อเงินดอลลาร์ ในปัจจุบันไม่มีผลกระทบต่อกิจการ และผู้ประกอบการอีกร้อยละ 45.3 มองว่าอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทต่อเงินดอลลาร์ในปัจจุบัน มีผลกระทบกับกิจการโดยในจำนวนนี้ร้อยละ 36.0 คิดว่าอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้กิจการดีขึ้น

ส่วนอีกร้อยละ 9.3 คิดว่าอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้กิจการแย่ลง จากการสอบถามผู้ประกอบการถึงระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม ในความคิดเห็นของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการเห็นว่าระดับอัตราแลกเปลี่ยนระดับที่เหมาะสมอยู่ที่ระดับ 40.30 บาทต่อดอลลาร์

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบจากการที่รัฐบาลได้ทำการเจรจาเพื่อที่จะเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ ก็ยังคงมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการในระดับที่ต่ำอยู่เช่นเดียวกับในช่วงที่ผ่านมาโดยในปัจจุบันผู้ประกอบการเพียงร้อยละ 15.8 มองว่าการเปิดเขตการค้าเสรีดังกล่าวมีผลกระทบกับกิจการ โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 8.8 มองว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าวส่งผลดีต่อกิจการ

ส่วนอีกร้อยละ 7.0 มองว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าวส่งผลเสียต่อกิจการ ส่วนผู้ประกอบการร้อยละ 84.2 มองว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อกิจการ

ในด้านของระดับราคาน้ำมันที่มีผลกระทบต่อกิจการมีผู้ประกอบการร้อยละ 7.6 มองว่าระดับราคาน้ำมันในปัจจุบัน ไม่มีผลกระทบต่อกิจการ และผู้ประกอบการร้อยละ 92.4 มองว่าระดับราคาน้ำมันในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกิจการ

ในจำนวนนี้ร้อยละ 2.3 มองว่าระดับราคาน้ำมันส่งผลให้กิจการดีขึ้น ส่วนอีกร้อยละ 90.1 มองว่าระดับราคาน้ำมัน ส่งผลให้กิจการแย่ลงซึ่งเป็นสัดส่วนที่เท่ากับสัดส่วนในเดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการสำรวจระดับราคาน้ำมันดีเซล ที่ใช้เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการต้องการ และสามารถรับได้ควรจะอยู่ที่ระดับราคา 22.92 บาทต่อลิตร

บริการสาธารณูปโภคโดยรวมมีผู้ประกอบการร้อยละ 10.1 พิจารณาว่าบริการสาธารณูปโภคโดยรวมในปัจจุบัน ไม่มีผลกระทบต่อกิจการ ในขณะที่ผู้ประกอบการร้อยละ 89.9 พิจารณาว่าบริการสาธารณูปโภคโดยรวมมีผลกระทบต่อกิจการ โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 16.9 คิดว่าบริการสาธารณูปโภคโดยรวมในปัจจุบันส่งผลให้กิจการดีขึ้น ส่วนอีกร้อยละ 73.0 คิดว่าบริการสาธารณูปโภคโดยรวมในปัจจุบันส่งผลให้กิจการแย่ลง

สำหรับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณของการชะลอตัวลงจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นนั้น ผู้ประกอบการร้อยละ 18.3 มองว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ไม่มีผลต่อการดำเนินการของกิจการ ในขณะที่ผู้ประกอบการร้อยละ 81.7 พิจารณาว่าผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีผลกระทบต่อกิจการ

ในจำนวนนี้ร้อยละ 4.5 คิดว่าผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันส่งผลให้กิจการดีขึ้น ส่วนอีกร้อยละ 77.2 คิดว่าผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลให้กิจการแย่ลง

ทางด้านผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงมีผลต่อกิจการหรือไม่ ผู้ประกอบการร้อยละ 21.7 มองว่าสภาวะเศรษฐกิจในประเทศปัจจุบันไม่มีผลต่อการดำเนินการของกิจการในขณะที่ผู้ประกอบการร้อยละ 78.3 พิจารณาว่าผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศปัจจุบันมีผลกระทบต่อกิจการ โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 9.0 คิดว่าผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศปัจจุบันส่งผลให้กิจการดีขึ้น ส่วนอีกร้อยละ 69.3 คิดว่าผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศปัจจุบันส่งผลให้กิจการแย่ลง

ผลกระทบจากภาวะภัยแล้งต่อกิจการมีผู้ประกอบการร้อยละ 84.5 พิจารณาว่าภาวะภัยแล้งในปัจจุบันไม่มีผลกระทบต่อกิจการ ในขณะที่ผู้ประกอบการร้อยละ 15.5 พิจารณาว่าภาวะภัยแล้งมีผลกระทบต่อกิจการ โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 1.0 คิดว่าภาวะภัยแล้งในปัจจุบันส่งผลให้กิจการดีขึ้น ส่วนอีกร้อยละ 14.5 คิดว่าภาวะภัยแล้งในปัจจุบันส่งผลให้กิจการแย่ลง

ในการสำรวจภาคสนามในเดือนมิถุนายน 2548 เมื่อพิจารณาถึงบรรยากาศการดำเนินกิจการ พบว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับที่ลดลงอย่างมากเนื่องจากไม่มีปัจจัยบวกใด ๆ เข้ามาสนับสนุน

ในทางกลับกันมีปัจจัยลบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของระดับราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นเดือนแรกที่รัฐบาลปล่อยให้ระดับราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว ส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 8 ครั้งในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว

นอกจากความกังวลของผู้ประกอบการที่มีต่อระดับราคาน้ำมันดังกล่าวแล้วผู้ประกอบการยังคงขาดความเชื่อมั่น ในด้านของระดับราคาบริการสาธารณูปโภคโดยรวมที่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามการเพิ่มสูงขึ้นของระดับราคาน้ำมัน

และในช่วงเดือนมิถุนายนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนจะเป็นช่วงที่ภาวะการประกอบการ อยู่ในระดับที่ไม่ดีนักในทุกๆ ปี อีกปัญหาด้านภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในแต่ละอุตสาหกรรม ทั้งการแข่งขันภายในประเทศและการแข่งขันจากอุตสาหกรรมภายนอกประเทศ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ รวมทั้งปัญหาภาวะภัยแล้งในบางพื้นที่ก็ยังคงเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ

เมื่อผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นลดลง จะส่งผลให้ในช่วงนี้ผู้ประกอบการจะชะลอการลงทุนและจ้างงานเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ซึ่งความเชื่อมั่นที่ลดลงสอดคล้องกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง ซึ่งคาดว่าจะทำให้การใช้จ่ายซื้อสินค้าของภาคประชาชน ชะลอตัวลง และจากการที่การส่งออก และการท่องเที่ยวยังขยายตัวไม่มาก ทำให้บทบาทในการพยุง และกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะเป็นหน้าที่ของภาครัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้