|
||||||||||||||
|
"ข้อคิดจากการเพิ่มค่าเงินหยวน"
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ Varakorn@dpu.ac.th มติชนรายวัน วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10001 จีนประกาศปรับค่าเงินหยวนให้สูงขึ้นจาก 8.277 หยวนต่อหนึ่งเหรียญเป็น 8.11 หยวนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ข่าวใหญ่นี้รอคอย และวิเคราะห์กันมานานและเมื่อเกิดขึ้นจริง ก็ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลที่จะเกิดขึ้นต่อไปอย่างกว้างขวาง หลังจากที่จีนปรับค่าเงินหยวนลงครั้งใหญ่ร้อยละ 33 ในต้นปี 1994 แล้ว จีนก็หันไปใช้ระบบควบคุมค่าเงินหยวนให้คงที่ โดยไปผูกไว้กับเหรียญสหรัฐที่ 8.277 หยวนต่อเหรียญ ซึ่งเมื่อ 11 ปีผ่านไป ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นค่าที่ต่ำกว่าราคาตลาด จนมีส่วนอย่างสำคัญทำให้จีนเกินดุลชำระเงินมากมายต่อเนื่องกันหลายปีจนยอดเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นไปถึง 711 พันล้านเหรียญสหรัฐ (มากที่สุดอันดับสองในโลกโดยรองจากญี่ปุ่น) เมื่อเหรียญสหรัฐมีค่าลดต่ำลงใน 2 ปีที่ผ่านมา จีนก็ยิ่งได้เปรียบในการส่งออกมากยิ่งขึ้น เพราะเงินหยวนที่ผูกไว้ยิ่งมีค่าลดต่ำลง เมื่อเทียบกับเงินยูโร เยน และสกุลอื่นๆ อีกหลายสกุล ในขณะที่ยังคงสามารถส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาได้เหนือคู่แข่งขันอื่นๆ โดยอาศัยค่าเงินที่ผูกไว้กับเหรียญสหรัฐที่เชื่อกันว่าต่ำกว่าความเป็นจริงมาก จีนถูกบีบให้เพิ่มค่าเงินหยวนโดยสหรัฐอเมริกาและคู่ค้าอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดดุลการค้า แต่จีนก็หน่วงเหนี่ยวมาเรื่อย จนในที่สุดสินค้าที่จีนส่งไปขายในสหรัฐอเมริกาจะถูกเก็บภาษีขาเข้าอย่างหนัก กอบกับเศรษฐกิจจีนอยู่ในฐานะเข้มแข็ง (เศรษฐกิจขยายตัวร้อยละ 9.5 ส่งออกขยายตัวร้อยละ 33 เกินดุลการค้า 40 พันล้านเหรียญสหรัฐใน 6 เดือนแรก) จนไม่อาจมีข้ออ้างในการไม่ปรับค่าเงินได้ ในการปรับค่าเงินครั้งนี้มีหลายประเด็นที่พึ่งพิจารณาดังต่อไปนี้ หนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอเมริกัน ผู้ต่อต้านการกำหนดค่าเงินหยวน ไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงเรียกการปรับครั้งนี้ว่า "Baby Step" หรือการเปลี่ยนแปลงที่น้อยมาก เพราะปรับค่าขึ้นเพียงร้อยละ 2.1 เท่านั้น อีกทั้งยอมให้ผันผวนไปจากนี้ได้ไม่เกินร้อยละ 0.3 ต่อวันของค่าเงินที่จะถูกกำหนดโดย "ตะกร้าเงินตราต่างประเทศ" (ตามรูปแบบเดียวกับที่สิงคโปร์ใช้) ในแต่ละวัน ไม่มีใครเชื่อจริงจังว่าการปรับครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากนัก แต่นับได้ว่าเป็นการกระทำที่ฉลาดของจีน คือ "ทำตามเสียงเรียกร้องกดดันโดยไม่ทำ" กล่าวคือยอมปรับขึ้นอย่างดูเหมือนทำตามความต้องการของตนเองโดยไม่มีใครมาบีบ แต่แท้จริงแล้วแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในผลที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของตนเองซึ่งกำลังร้อนแรง แถมยังได้รับเสียงปรบมือจากชาวโลกอีกด้วย สอง ถึงแทบจะไม่มีผลกระทบในระยะสั้น แต่การปรับค่าขึ้นครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบ กำหนดอัตราแลกเปลี่ยน จากคงที่มาเป็นลอยตัวภายใต้การกำกับ ตามระบบตะกร้าเงินอย่างเข้มงวด ซึ่งหมายถึงการสามารถปรับค่าให้สูงขึ้นกว่านี้ได้อีกในอนาคต นอกจากนี้ยังเป็นการจบสิ้นลงของยุคแห่งความแน่นอน ของค่าเงินที่ยาวต่อเนื่องกันมา 11 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการที่นักลงทุนต่างประเทศ ตัดสินใจค้าขายลงทุนกับจีนอีกด้วย เมื่อความแน่นอนหายไปก็หมายถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมาเยือน ต่อนี้ไปธนาคารกลางจีน ต้องมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจกำหนดค่าเงินหยวน ซึ่งอาจถูกหรือผิดได้ในแต่ละครั้ง ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ที่ทุกฝ่ายรู้แน่ชัดว่า ผูกไว้กับเหรียญสหรัฐจนทำให้การวางกลยุทธ์ตลอดจนการปรับตัวไม่ซับซ้อน สาม ในการรักษาค่าเงินหยวนไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง ทางการจีนต้องใช้เงินหยวนจำนวนมากไล่ซื้อเงินเหรียญสหรัฐในตลาด เพื่อไม่ให้เหรียญสหรัฐมีราคาลดลง(เพื่อไม่ให้ค่าเงินหยวนสูงขึ้น เช่น จาก 8.277 หยวนต่อเหรียญเป็น 8.0 หยวน) เมื่อมีเงินเหรียญสหรัฐในมือและเงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหรียญสหรัฐ ก็เอาไปซื้อตราสารหนี้ของสหรัฐอเมริกา (U.S.Treasury Securities) ที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำแต่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมากเป็นจำนวนเงินมหาศาล การกระทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่ารัฐบาลอเมริกันได้เงินกู้ราคาแสนถูกมาใช้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณขนาดใหญ่ของตน การปรับค่าเงินหยวนขึ้นก็คือการส่งสัญญาณว่าทางการจีนอาจซื้อตราสารหนี้ดังกล่าวโดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันน้อยลง ซึ่งเท่ากับเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่ทางการจีน พยายามหันมาถือเงินยูโร และสกุลหลักอื่นๆ ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น การซื้อพันธบัตรน้อยลงก็หมายความว่าจะมีเงินทุนให้รัฐบาลกู้น้อยลง ดังนั้น การแย่งชิงทุนที่มีน้อยลง จึงหมายถึงแรงกดดัน ให้อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาสูงขึ้น และเมื่ออัตราดอกเบี้ยต้นน้ำภายใต้ความเสี่ยงน้อยสุด ซึ่งเป็นตัวอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงขยับสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยปลายน้ำในประเทศอื่นๆ ก็จำต้องขยับตัวสูงขึ้นในระยะปานกลาง หรือยาวตามไปด้วย สี่ การเพิ่มขึ้นของค่าเงินหยวนครั้งนี้อาจไม่มีผลในทางเพิ่มขึ้นจริงในขั้นสุดท้ายก็เป็นได้ ทั้งนี้เนื่องจากทางการจีนจะใช้ "ตะกร้าเงินตราต่างประเทศ" เป็นตัวกำหนดค่าเงินหยวนในแต่ละวัน ซึ่งคาดเดาได้ว่าเงินยูโร จะเป็นเงินสกุลที่มีน้ำหนักสำคัญในตะกร้า ในปัจจุบันเงินยูโรกำลังมีค่าลดลงเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ ดังนั้น "ตะกร้าเงิน" จึงอาจดึงค่าเงินหยวนให้ต่ำลง เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐจนอาจกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมคือ 8.277 หยวนก็เป็นได้ การลดลงจนกลับไปอยู่ในระดับเดิม ของเงินหยวนเช่นนี้มีความชอบธรรม เพราะเป็นไปตามกลไกตลาดถึงแม้จะเป็นกลไกที่ลึกลับดำมืด เพราะจีนเป็นผู้กำหนดเอง (จีนไม่ประกาศน้ำหนักของเงินสกุลต่างประเทศในตะกร้า เช่นเดียวกับสิงคโปร์เพราะเกรงว่านักเก็งกำไรจะคาดเดาได้ถูก) ห้า การปรับค่าเงินหยวนครั้งนี้เท่ากับเป็นการเชื้อเชิญ "hot money" (เงินที่เข้าไปเพื่อเก็งกำไร) ให้เข้าจีนหนักหน่วงขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงซื้อในประเทศหรือเปรียบเสมือนกับน้ำมันที่ราดลงไปใน "ไฟเงินเฟ้อ" ที่ร้อนรุ่มอยู่แล้วในเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้อาจทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้นได้ในการควบคุมเงินไหลเข้าออกในอนาคต ถึงแม้ว่าจีนสามารถควบคุมได้อย่างแข็งขันอยู่แล้วในปัจจุบันก็ตาม ในแต่ละปีมี hot money เข้าจีนไปต่ำกว่า 50-60 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ไม่ถือว่าสูงนักเพราะเป็นเพียงร้อยละ 8 ของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในระบบเศรษฐกิจ แต่ในสองสามปีที่ผ่านมามีเงินจากนักลงทุนต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 300 พันล้านเหรียญสหรัฐไหลเข้าไปซื้อที่ดิน ทรัพย์สิน สร้างโรงงาน ลงทุนในหุ้น ฝากไว้ในธนาคาร ฯลฯ ซึ่งถือไม่ได้ว่าเพื่อเก็งกำไรอย่างเดียว เหตุที่เงินเหล่านี้ไหลเข้าและแปรเปลี่ยนเป็นหยวน ก็เพราะเชื่อว่าในอนาคต หยวนต้องปรับค่าขึ้นอย่างแน่นอน (ธนาคารโลกเคยประมาณการว่าค่าหยวนจะมีค่าขึ้นไปถึง 5.8 หยวนต่อเหรียญสหรัฐก่อนปี 2010 และขึ้นไปถึง 2.8 หยวนก่อนปี 2020) และเมื่อนั้นก็จะเอาเงินหยวนมาแลกเป็นเหรียญสหรัฐกลับก็จะทำให้ได้กำไร เพราะจะแลกเป็นจำนวนเหรียญได้มากขึ้นกว่าเมื่อตอนนำเงินเหรียญเข้ามา เมื่อเงินหยวนปรับค่าครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการยืนยันความเชื่อ ดังนั้น จึงคาดว่าจะมี hot money ไหลเข้าอีกเพราะนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าภายใน 1 ปี เงินหยวนน่าจะมีค่าสูงขึ้นถึงร้อยละ 10 ก็เป็นได้ หก ในความเห็นส่วนตัว ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยจากการขึ้นค่าเงินหยวนครั้งนี้จะมีไม่มากนักในระยะสั้น เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวนน้อยมากคือเพียงร้อยละ 2 และในสามวันแรกหลังประกาศ ค่าเงินบาท ก็แข็งขึ้นตามค่าเงินหยวนด้วย ประมาณร้อยละ 1 ดังนั้น ผลลัพธ์สุทธิของการได้เปรียบจากการส่งออก แข่งกับจีนจึงมีน้อยมาก และไทยก็มีสินค้ารายการเดียวกัน ที่แข่งกับจีนไม่มากนักอีกด้วย ผลด้านบวกที่อาจเกิดขึ้นกับไทยอาจมาจากนักท่องเที่ยวจีน ที่การเพิ่มค่าเงินหยวนทำให้การท่องเที่ยวต่างประเทศถูกลงแต่ก็ถือได้ว่าน้อยมากๆ จีนได้เพิ่มค่าเงินหยวนตามเสียงเรียกร้องของชาวโลกแล้วถึงแม้จะน้อยมากจนมีผลกระทบในระยะสั้นน้อย แต่หากมองว่าการเปลี่ยนระบบกำหนดค่าเงินหยวนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของค่าเงินหยวน มากกว่าปัจจุบันแล้วเหตุการณ์ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ หน้า 6
|