|
||||||||||||
|
รัฐ-ปัจเจกชน-สิทธิมนุษยชน
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3708 (2908) ความขัดแย้งทางความคิดในเรื่องรัฐกับปัจเจกชนมีนานแล้ว ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เมื่อมีสงครามระหว่างรัฐต่างๆ ในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมนี เมื่อรัฐต่างๆ ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก กับรัฐที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ทำสงครามกันไปกันมากว่า 30 ปี พวกสแกนดิเนเวียก็เข้าช่วยเหลือรัฐที่นับถือนิกายโปรเตสแตนต์ พวกสเปน โปรตุเกส และฝรั่งเศส ก็เข้าช่วยเหลือพวกที่นับถือนิกายคาทอลิก ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากหลายสิบล้านคน สงครามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1648 ด้วยการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลีย หรือ "Peace of Westphalia" ยอมรับอำนาจอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนซึ่งกันและกันทั่วทั้งยุโรป ทุกรัฐมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชาชนของตนอย่างสมบูรณ์ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ รัฐอธิปไตยมีอำนาจเด็ดขาดในการปฏิบัติต่อประชาชนของตน ประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าเชื้อชาติใด ภาษาใด ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎหมาย ระเบียบแบบแผนที่ "รัฐ" หรือ องค์อธิปัตย์เป็นผู้กำหนด แม้กระทั่งการนับถือลัทธิศาสนา ดังภาษิตกฎหมายระหว่างประเทศสมัยนั้น ภาษาลาตินว่า "cyjus regio ejus religio" แปลเป็นภาษาไทยว่า "ศาสนาในรัฐใดก็เป็นของรัฐนั้น" ประชาชนที่อยู่ในรัฐที่ถือศาสนาใดต้องนับถือศาสนานั้น หรือผู้ปกครองถือศาสนาใด ประชาชนก็ต้องถือศาสนานั้น เพราะผู้ปกครองคือ "รัฐ" ดังที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เคยตรัสว่า "รัฐนั้นคือฉัน" หรือ L"etat, c"est moi" ถ้าใครไม่ชอบใจก็อพยพไปอยู่เสียที่อื่น ความคับแค้นใจของประชาชนจึงมีมาก การต่อสู้ระหว่าง "ประชาชน" กับ "รัฐ" จึงเกิดขึ้นด้วยความคิดเรื่อง "ปัจเจกชนนิยม" ความคิดต่อต้าน "รัฐ" ที่ว่า รัฐควรมีหน้าที่ให้การคุ้มครองจากการที่จะถูกข้าศึกรุกราน ปกครองให้การคุ้มครองในชีวิตและทรัพย์สินจากโจรผู้ร้าย ดูแลให้ทุกคนปฏิบัติตามสัญญาค้าขายระหว่างกันก็ควรจะเพียงพอ เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การทำมาค้าขายดำเนินไปได้เท่านั้น ส่วนใครจะเชื่ออย่างไร นับถือศาสนาใด ตราบใดที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมก็ควรมีสิทธิที่จะทำได้ เลือกได้ ซึ่งก็เป็นความคิดสุดโต่งไปอีกทางหนึ่ง ในสังคมแองโก-แซกซอน หรือพวกเชื้อสายอังกฤษ การต่อสู้ระหว่างความคิดเรื่องขอบเขตของ "อำนาจรัฐ" และสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนเข้มข้นมาก จนมีภาษิตของพวกอังกฤษว่า "บ้านคือปราสาทของฉัน" ใครจะมารบกวนความเป็นส่วนตัวไม่ได้ แม้กระทั่ง "รัฐ" การเกิดขึ้นของอเมริกาส่วนหนึ่งก็คือ การหนี "อำนาจรัฐ" จากอังกฤษและประเทศอื่นๆ มาตั้งรกรากอยู่ในที่แห่งใหม่เพื่อจะได้มีเสรีภาพในการถือศาสนา ความคิดเรื่อง "ปัจเจกชน" จึงเฟื่องฟูอย่างมากในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้รับมรดกตกทอดมาจากยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอังกฤษ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 การละเมิดอำนาจระหว่างรัฐต่อรัฐเกิดขึ้นอีก แต่คราวนี้เป็นเรื่องการไม่เคารพต่อบูรณภาพของดินแดนระหว่างกันในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างรัฐใหญ่กับรัฐเล็ก เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ผู้ชนะสงครามก็ประกาศยืนยันหลักการที่ว่า "รัฐอธิปไตยทุกรัฐไม่ว่ารัฐใหญ่หรือรัฐเล็ก ย่อมได้รับการเคารพต่ออธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนเสมอกัน ผู้ใดจะละเมิดมิได้" ซึ่งเป็นหลักการของสันนิบาตประชาชาติ การก้าวก่ายแทรกแซงกิจการของรัฐอื่น ถือว่ากระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการดังกล่าวได้รับการยอมรับมาเรื่อย จนกระทั่งนาซีฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และทำการรุกรานประเทศอื่น และที่สำคัญคือการเข่นฆ่าพลเมืองเยอรมนีเชื้อสายยิวเป็นจำนวนมากกว่า 6 ล้านคน เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ฝ่ายพันธมิตรได้จัดตั้งศาลขึ้นพิจารณาความผิดของผู้นำนาซี ที่เมืองนูเรมเบอร์ก "Nueremberg" โดยระดมนักกฎหมายมือดีจากทั่วโลกมาพิจารณาเอาผิดนาซี ผู้นำนาซีต่างก็ปฏิเสธความผิด โดยอ้างว่าทำตามคำสั่งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองสูงสุดหรือ "องค์อธิปัตย์" ของ "รัฐอธิปไตย" การปฏิบัติต่อประชาชนของตนของ "รัฐ" ย่อมไม่ผิดตามหลักการของสนธิสัญญาสันติภาพแห่งเวสต์ฟาเลีย ในที่สุดคณะผู้พิพากษาจึงตัดสินว่า แม้แต่องค์อธิปัตย์หรือผู้ปกครองของรัฐอธิปไตย ก็ไม่สามารถทำการเข่นฆ่า ทรมานหรือกระทำการอย่างอื่นอันเป็นการละเมิด "สิทธิมนุษยชน" ประชาชนของตนได้ และถือว่าการกระทำเช่นนั้นกับประชาชนของตนเองเป็นความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ คำว่า "สิทธิมนุษยชน" จึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้นมา และเป็นหลักการสำคัญขององค์การสหประชาชาติด้วย นอกเหนือจากหลักการเคารพต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐอธิปไตย ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้องเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป เมื่อมีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติแล้ว ก็ควรจะถือเป็นหลักว่า ผู้ดูแลหรือ "ตำรวจโลก" ที่จะตรวจสอบและบังคับให้ประเทศต่างๆ เคารพต่อ "สิทธิมนุษยชน" ของประชาชนของตนเองก็คือองค์การสหประชาชาติ เหมือน กับดูแลมิให้ประเทศใดถูกละเมิดอธิปไตย หรือบูรณภาพแห่งดินแดนโดยประเทศอื่น แต่ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสงครามเย็น มติของคณะมนตรีความมั่นคงที่เกี่ยวกับสองเรื่องนี้ไม่ค่อยจะผ่านได้ เพราะมหาอำนาจที่แบ่งแยกเป็นสองขั้วต่างก็ใช้อำนาจยับยั้งอยู่เสมอ แล้วแต่ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นพันธมิตรของใคร หลายครั้งอเมริกาจึงกลายเป็น "ตำรวจโลก" ไปโดยปริยาย โดยผ่านสหประชาชาติบ้าง ไม่ผ่านบ้าง ในยุคหลังสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาก็ยังเป็นผู้ยืนยันหลักการนี้อีก ดังสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน ที่สหประชาชาติ เมื่อวันที่ 6 กันยายน ปี ค.ศ.2000 ว่า "ทุกวันนี้ แม้ว่าสงครามระหว่างชาติต่างๆ จะน้อยลง แต่สงครามระหว่างกันในชาติที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนามีมากขึ้น ในระหว่าง 10 ปีที่แล้วมามีผู้คนล้มตายถึง 5 ล้านคน เราจึงต้องช่วยกันปกป้องประชาชน นอกเหนือจากปกป้องดินแดนในทุกวิถีทางไม่ว่าทางการทูต การลงโทษ หรือแม้แต่การใช้กำลังร่วมกันเข้าบังคับ" หลักการนี้แม้ว่าจะถูกต้อง แต่ความอ่อนแอของสหประชาชาติที่จะดำเนินการ รวมทั้งสิทธิยับยั้งของมหาอำนาจในคณะมนตรีความมั่นคง หากมีกรณีเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเองดังเช่นกรณีที่เมืองเวคโก ที่ทางการสหรัฐเข้าปราบปรามผู้คนที่ท้าทายอำนาจรัฐ มีผู้คนล้มตายไปเกือบ 80 คน ก็ไม่มีใครกล้ายกเรื่องขึ้นว่ากล่าวว่าสหรัฐละเมิด "สิทธิมนุษยชน" ของตนหรือไม่ ในกรณีรัฐบาลยูโกสลาเวียโดยชาวเซิฟซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาคริสต์ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยการเข่นฆ่าชาวบาสเนียและโครเอเชียอย่างแจ้งชัด สมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคง ก็ไม่สู้เต็มใจจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย เมื่อมีการใช้กองกำลังสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกาก็เลยต้องทำหน้าที่ "ตำรวจโลก" ในนามของสหประชาชาติต่อไปเหมือนยุคสงครามเย็น แทนที่สหประชาชาติจะเป็นหลัก เมื่อสหรัฐอเมริกาต้องทำหน้าที่ "ตำรวจโลก" แม้บางครั้งจะทำในนามของสหประชาชาติก็ตาม ก็เป็นของธรรมดาที่สหรัฐเลือกทำตามผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของตนเอง และบางครั้งก็ทำตามกระแสความคิดของคนในอเมริกาเอง ทั้งที่การเข้าไปดำเนินการลงโทษหรือกำลังบังคับตามวาทะของประธานาธิบดี คลินตัน นั้น เป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดนประเทศอื่น ควรต้องทำอย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศคือผ่านสหประชาชาติ หลายครั้งสหรัฐอเมริกาก็เลือกปฏิบัติ เช่น กรณีเขมรแดงเข่นฆ่าประชาชนของตนเอง สหรัฐก็นิ่งเฉย แต่กลับสนับสนุนเขมรแดงผ่านประเทศพันธมิตรของตน เพราะเขมรแดงต่อต้านเวียดนาม แต่ในกรณีอิรัก มติเข้าแทรกแซงใช้กำลังบังคับรัฐบาลฮุสเซน ไม่ผ่านคณะมนตรีความมั่นคง สหรัฐก็เลือกเข้าไปแทรกแซงเอง ในกรณีประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็ก เราก็ควรจะเข้าใจบทบาทของเรา ว่าเราไม่มีสิทธิที่จะเป็น "ตำรวจโลก" หรือแม้แต่จะผสมโรงเป็น "ตำรวจโลก" ไปกับสหรัฐอเมริกา เที่ยวไปกดดันประเทศอื่น เพราะเราไม่มีพลังอำนาจอะไรที่จะไปกระทำการเช่นนั้นได้ น่าจะเป็นเรื่องของมหาอำนาจที่ประกอบกันเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แม้แต่สหประชาชาติก็ทำอะไรไม่ได้ กลายเป็นเรื่องของ "ตำรวจโลก" ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และกระแสความคิดของประชาชนของเขาเป็นหลัก ซึ่งไม่น่าจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และกระแสความคิดอ่านของประชาชนในบ้านเรา เราจะผสมโรงก็ต่อเมื่อสอดคล้องกับผลประโยชน์ที่แท้จริงของเราเท่านั้น เราต้องคอยระวังอย่าให้ต่างชาติรวมถึงสหประชาชาติใช้เหตุผลเรื่อง "สิทธิมนุษยชน" มาเป็นข้ออ้างที่จะเข้ามาแทรกแซงละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเรา การผดุงไว้ซึ่ง "อำนาจรัฐ" ไม่ให้อ่อนแอหรือถูกท้าทายเป็นสิ่งที่จะต้องทำ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและดินแดน เพราะเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลในอันที่จะทำการคุ้มครองให้ราษฎรมีความมั่นคงในชีวิต ร่างกาย จิตใจ และทรัพย์สิน แต่ในขณะเดียวกันการปกปักษ์พิทักษ์ "สิทธิมนุษยชน" ก็ต้องทำ มิฉะนั้น ก็จะเป็นจุดอ่อนที่สหประชาชาติและต่างชาติใช้เป็นข้ออ้าง ที่จะเข้ามาแทรกแซงอธิปไตยของเรา ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับประเทศเล็ก ที่อำนาจรัฐยังไม่เข้มแข็งพอ การรักษาความสมดุลระหว่างสองเรื่องนี้ เป็นเรื่องค่อนข้างยาก และเปลี่ยนแปลงเสมอตามกาลเวลา ตามการเมืองระหว่างประเทศ และกระแสความคิดของประชาชนในประเทศและรัฐบาลประเทศมหาอำนาจ เท่าที่ผ่านมาประเทศของเราทำได้ดีตลอดมา หน้า 2
|