หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
181 หรือ 233 บาท เท่าไหร่ เหมาะสมกว่ากัน?

ECO-NO-MISS : ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย Bizweek กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

ในช่วงนี้มีคำถามที่ใช้หยอกเอินกันบ่อยครั้งคือ “ข้าวของมีแต่ปรับราคาเพิ่มขึ้น แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่มีการปรับขึ้นเลย สิ่งนั้นคืออะไรเอ่ย” ผู้คนก็จะตอบแบบอาการเซ็งๆ ว่า “เงินเดือนไง”

คำตอบนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจใช้ได้ครับ แต่ตอนนี้ อาจใช้ไม่ได้ในบางกลุ่มอาชีพ เช่น ข้าราชการที่รัฐบาลมีแผนในการปรับเงินเดือนให้สูงขึ้นประมาณ 5% โดยจะปรับขึ้นตั้งแต่ตุลาคมนี้ เป็นต้นไป และล่าสุดแรงงาน โดยคณะกรรมการค่าจ้างกลางมีมติให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจากเดิมอีก 2-8 บาทต่อวัน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม

จังหวัดที่มีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจำนวน 8 บาทต่อวัน ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยปรับสูงขึ้นจาก 139 บาท เป็น 147 บาท เนื่องจากเป็นพื้นที่ใกล้เคียงจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งนายจ้างมีความสามารถในการจ่ายค่าจ้างได้

ส่วนจังหวัดที่ได้มีการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 6 บาท มีจำนวนทั้งสิ้น 16 จังหวัด เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑลปรับค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้นจากวันละ 175 บาท เป็น 181 บาท สำหรับจังหวัดที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างจำนวน 3 บาท 4 บาท และ 5 บาท มี 19 จังหวัด 22 จังหวัด และ 16 จังหวัด ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่ปรับขึ้น 2 บาท มีเพียงจังหวัดเดียวคือ จังหวัดอำนาจเจริญ ทั้งนี้ จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดเดียวที่ไม่ได้ขอปรับขึ้นและไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยยังใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมที่ 139 บาทต่อวัน

การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ ทำให้อัตราค่าจ้างใน 76 จังหวัดของประเทศไทย มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่ำสุด (หรือเรียกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน) ที่ 139 บาทต่อวัน และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดที่ 181 บาทต่อวัน

นอกจากนี้ กรรมการค่าจ้างกลางฝ่ายลูกจ้างยังเปิดเผยว่า หลังจากการปรับขึ้นค่าจ้างในครั้งนี้ คณะกรรมการค่าจ้างกลางจะทบทวนโครงสร้างค่าจ้างพื้นฐานเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาปรับค่าจ้างในครั้งต่อไป เนื่องจากเห็นว่าฐานค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ในข้อนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าต้องมีการพิจารณากันจริงจัง เพราะอัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกลางตกลงให้มีการปรับให้อยู่ในระดับ 139-181 บาทต่อวัน ตามแต่ละจังหวัดนั้น ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่แรงงานเรียกร้องหรือมีความเห็นว่าค่าจ้างขั้นต่ำควรอยู่ที่ระดับ 233 บาทต่อวันเท่ากันทั่วประเทศ

ในคอลัมน์นี้ผมขอพูดในสองประเด็นคือ ผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำต่อระบบเศรษฐกิจ และอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรปรับให้สูงขึ้นอีกหรือไม่ และเมื่อไร

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนครับว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ควรจะเป็นนั้นควรเป็นค่าจ้างต่อวันที่แรงงาน (ในทางปฏิบัติควรรวมถึงแรงงาน คู่สมรสและบุตร) มีรายได้เพียงพอในการดำรงชีพในชีวิตประจำวันครับ

ดังนั้นค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละจังหวัดจึงไม่เท่ากันเนื่องจากแต่ละจังหวัดมีค่าครองชีพไม่เท่ากัน

สำหรับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละครั้ง จะมีการปรับเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นเพื่อให้แรงงานอำนาจซื้อเท่าเดิม ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพและมีเงินเหลือเก็บบ้างเล็กน้อย ซึ่งโดยปกติการปรับค่าจ้างขึ้นต่ำจะมีการปรับขึ้นให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยจะปรับให้เท่ากับหรือมากกว่าอัตราเงินเฟ้อโดยปกติ

นอกจากนี้การปรับค่าจ้างจะปรับขึ้นตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำก็จะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก เช่น ในปี 2541-2543 จะไม่มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2540 (ดังแสดงในตาราง)

คำถามข้อแรกที่ต้องตอบคือ "การปรับค่าจ้างในครั้งนี้เหมาะสมหรือไม่" ต้องตอบว่า “เฉพาะครั้งนี้ เหมาะสม”

เนื่องจากการปรับในปีนี้ มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจาก 170 บาทในสิ้นปี 2547 เป็น 181 บาท ในปัจจุบันนั้นเป็นการปรับ 2 ครั้งในปีนี้ รวมทั้งสิ้นประมาณ 11 บาท หรือเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 6.5% ซึ่งสูงเกินกว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ที่คาดว่าอยู่ในระดับ 4.0%

หรือถ้ารวมอัตราเงินเฟ้อในปีทีผ่านมาด้วย จะมีอัตราเงินเฟ้อในปี 2547-2548 รวมกันประมาณ 6.7% ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นในระดับเดียวกับค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับสูงขึ้นประมาณ 7.1% ในปี 2547-2548 ดังนั้น การปรับค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ ปรับได้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ เท่ากับเป็นการเพิ่มค่าจ้างให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้

นอกจากนี้ ต้องบอกว่าการปรับค่าจ้างสูงขึ้น 2-8 บาทในครั้งนี้ เป็นการปรับขึ้นค่าจ้างในสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมาก จากการที่ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 7-9 บาทต่อลิตร หรือปรับตัวสูงขึ้นกว่า 50%

หากนายจ้างปรับค่าแรงสูงขึ้นกว่านี้จะทำให้นายจ้างประสบผลกระทบด้านการเงินได้ และอาจจะปรับลดการจ้างงานลงได้

การปรับค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้จึงเป็นการพบกันครึ่งทาง คือนายจ้างช่วยเพิ่มรายได้ให้ลูกจ้าง และลูกจ้างช่วยลดต้นทุนให้นายจ้าง ซึ่งสอดรับกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงแต่มีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

สำหรับคำถามที่สองคือ “การปรับค่าจ้างในครั้งนี้มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด และในด้านใดบ้าง” ต้องตอบว่า “การปรับขึ้นค่าแรงงาน 6 บาทนั้น จะไม่กระทบต่อภาวะเงินเฟ้อมากนัก"

เนื่องจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้จะทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงสิ้นปี เพียง 1,500-2,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อประมาณ 0.1-0.2%

ทั้งจากการกระตุ้นความต้องการสินค้าเนื่องจากรายได้ของแรงงานมีมากขึ้นและทางด้านต้นทุนของผู้ผลิตที่สูงขึ้นจากการขึ้นค่าแรง แต่ค่าแรงที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นไม่มากนักเมื่อเทียบกับการสูงขึ้นของราคาน้ำมัน เนื่องจากสัดส่วนของค่าแรงต่อราคาสินค้ามีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

ส่วนผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจหากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนข้าราชการจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวเพิ่มประมาณ 0.1% เนื่องจากการปรับขึ้นค่าจ้างและเงินเดือนทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มเติมในระบบเศรษฐกิจไม่มากนักโดยรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 7,000-10,000 ล้านบาทเท่านั้น

การปรับค่าจ้างในครั้งนี้ เป็นเพียงการรักษาสถานภาพการใช้จ่ายของคนให้อยู่ในระดับเดิม ไม่ใช่การเพิ่มรายได้ที่แท้จริงให้กับแรงงานเพิ่มขึ้น การปรับค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ได้ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจมากนัก

อย่างไรก็ตาม คำถามที่สุดคือ “ระดับค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันที่ระดับ 181 บาทต่อวัน เหมาะสมที่สุดหรือยัง หรือระดับค่าจ้างที่ 233 บาทต่อวัน ทั่วประเทศเหมาะสมกว่า” ต้องตอบว่า “ต้องทำการศึกษาอย่างจริงจังครับ” แต่ที่ผมสามารถตอบได้อย่างชัดเจนก็คือ ค่าจ้างขั้นต่ำไม่จำเป็นต้องเท่ากันทั่วประเทศ เนื่องจากค่าครองชีพของแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน

สำหรับ การปรับอัตราค่าจ้างควรจะเป็นเท่าไร และควรจะปรับอีกครั้งเมื่อไร คงจะต้องพิจารณาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอีกครั้งว่าควรจะปรับเท่าใด และเมื่อไร

สำหรับผมคงมีความเห็นว่า ค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันที่ระดับ 139-181 บาทต่อวัน น่าจะเป็นอัตราที่ต่ำเกินไป เนื่องจาก ในปี 2541-2543 ค่าครองชีพหรืออัตราเงินเฟ้อในช่วงเวลาดังกล่าวสูงขึ้นรวมกันประมาณ 10% แต่เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ทำให้ผมมีความเห็นว่า ค่าจ้างขั้นต่ำของไทยน่าจะต่ำกว่าค่าครองชีพอย่างน้อย 10%

ดังนั้น หากคณะกรรมการค่าจ้างกลางจะทบทวนโครงสร้างค่าจ้างพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาปรับค่าจ้างในครั้งต่อไป ผมคิดว่าจะต้องปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้นก่อนอย่างน้อยอีก 10% ซึ่งหมายความว่าฐานในการพิจารณาใหม่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานค่าจ้างที่ระดับ 155-200 บาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากฐานในปัจจุบัน แล้วค่อยปรับตามอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตามการปรับค่าจ้างขั้นต่ำควรปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยการปรับแต่ละครั้งไม่ควรทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น หรือปรับค่าจ้างสูงเกินไปจนทำให้นายจ้างปรับลดคนงาน

เรื่องนี้ละเอียดอ่อนครับ แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในอนาคตเพราะเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับค่าจ้างขั้นต่ำ ถึงแม้แรงงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลงครับ เรื่องนี้คงต้องหาจุดที่เหมาะสมและพูดคุยกันในอนาคตต่อไปครับ