หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

ทรัพย์สินทางปัญญาคือผลงานประดิษฐ์คิดค้นใหม่ที่อาจจับต้องได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ใหม่ เครื่องหมายการค้า รูปแบบแผงวงจรรวม พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรืออาจจับต้องไม่ได้ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพลง ดนตรี ซึ่งในปัจจุบันถือว่าเป็น "ทรัพย์สิน" ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลสามารถเป็นเจ้าของผูกขาดการใช้และแสวงหาประโยชน์ได้

การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือผลผลิตให้ดีขึ้น เป็นลักษณะพื้นฐานของวิวัฒนาการสังคมมนุษย์ แต่สิ่งประดิษฐ์จะกลายเป็น "ทรัพย์สิน" ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลสามารถ "เป็นเจ้าของ" ผูกขาดได้ในระดับการพัฒนาสังคมขั้นหนึ่งเท่านั้น

ในสังคมก่อนทุนนิยม แม้จะมีการประดิษฐ์คิดค้นใหม่อยู่เสมอ แต่สิ่งประดิษฐ์ก็ยังไม่พัฒนาเป็น "ทรัพย์สิน" เพราะไม่มี "ตลาด" สำหรับสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ ไม่มีการเสนอซื้อและเสนอขาย ไม่มีการระบุกรรมสิทธิ์เด็ดขาด ไม่มีการอนุญาตให้เช่า หรือใช้ประโยชน์เพื่อแลกกับผลตอบแทนเป็น "ค่าเช่า"

แม้ว่าในยุคนั้น ได้มีความพยายามผูกขาดสิ่งประดิษฐ์เพื่อแสวงหาประโยชน์ระยะยาว เช่น ความรู้ทางงานฝีมือ หรือสิ่งประดิษฐ์ซึ่งผูกขาดถ่ายทอดกันเฉพาะในครอบครัวหรือในชุมชนจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน แต่ความลับหรือสิ่งประดิษฐ์ก็ยังไม่เข้าขั้นเป็น "ทรัพย์สิน" เพราะยังไม่มีการตีราคา ไม่มีการซื้อขาย

เมื่อสังคมมนุษย์พัฒนาเข้าสู่ระบบทุนนิยม สิ่งประดิษฐ์ใหม่จึงถูกพัฒนาให้เป็น "ทรัพย์สินทางปัญญา" ที่มีตลาดซื้อขายและให้เช่าเช่นเดียวกับทรัพย์สินทั่วไป เช่น บ้าน ที่ดิน คือมีการผูกขาดการหาประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น เช่น ให้เช่า จำหน่ายจ่ายโอน แลกเปลี่ยนกันได้

แต่ทรัพย์สินทางปัญญาก็ไม่ใช่ทรัพย์สินแท้จริงในความหมายเดียวกันกับทรัพย์สินทั่วไป เพราะทรัพย์สินอื่นๆ นั้นไม่สามารถ "ผลิตซ้ำ" ได้ เช่น ที่ดินแปลงหนึ่งไม่สามารถ "ผลิตซ้ำ" เป็นสองแปลงที่มีคุณลักษณะเหมือนกันทุกอย่างได้ แต่ทรัพย์สินทางปัญญาสามารถ "ผลิตซ้ำ" ได้เป็นจำนวนมากๆ อย่างง่ายดายด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำ

นอกจากนี้ ทรัพย์สินทั่วไปจะคงอยู่ตลอดไปตราบเท่าที่เจ้าของยังถือครองและใช้ประโยชน์ แต่ทรัพย์สินทางปัญญามี "วันหมดอายุ" เช่น 20 ปี ซึ่งเมื่อพ้นอายุแล้ว ผู้อื่นก็สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่จำกัด นัยหนึ่ง ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอำนาจผูกขาดที่มีอายุความจำกัด

สาเหตุคือ ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งต้องยกระดับความสามารถในการผลิต ให้สูงขึ้นต่อเนื่อง ฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจและบรรษัทเอกชนจึงต้องพึ่งพานักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักประดิษฐ์ ที่จะแสวงหากระบวนการผลิตใหม่ๆ ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าและกำไรของสินค้า สร้างตลาดสินค้าใหม่ กระตุ้นความต้องการบริโภคใหม่ๆ

แต่ปัญหาของสิ่งประดิษฐ์ใหม่คือ ผู้ประดิษฐ์ต้องลงทุนสูง ใช้เวลานาน และประสบความล้มเหลวอยู่เนืองๆ กว่าที่จะได้สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่มีคุณค่าทางตลาดจริงๆ สักชิ้นหนึ่ง แต่เมื่อนำสิ่งประดิษฐ์นั้นออกสู่ตลาดเพื่อแสวงกำไร คู่แข่งทางธุรกิจกลับสามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย ทำให้ราคาตกต่ำ ผู้ประดิษฐ์รายแรกสูญเสียอำนาจผูกขาด และไม่สามารถแสวงหาประโยชน์ในรูป "กำไรส่วนเกิน" ได้

หากเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้ประดิษฐ์และธุรกิจก็จะไม่มีแรงจูงใจพัฒนาสิ่งใหม่เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ต่อไป ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมก็จะสะดุดหยุดนิ่ง พลังการผลิตไม่มีการพัฒนา

รัฐบาลในระบบทุนนิยมจึงต้องมีกฎหมายบัญญัติให้ผู้ประดิษฐ์รายแรกมี "อำนาจผูกขาด" แสวงหากำไรจากผลงานของตน และสามารถกีดกันผู้อื่นได้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้นักประดิษฐ์และธุรกิจกล้าที่จะลงทุนค้นคว้าและประดิษฐ์สิ่งใหม่ออกมา และเนื่องจากเป็น "อำนาจผูกขาด" ที่คล้ายคลึงกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั่วไป กฎหมายจึงเรียกอำนาจผูกขาดในสิ่งประดิษฐ์ว่าเป็น "ทรัพย์สิน"

สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสังคมโดยรวมได้มากขึ้นไปอีก ถ้าสาธารณชนสามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์ได้โดยไม่มีการกีดกัน เช่น กระบวนการผลิตใหม่ หรือวัตถุดิบแบบใหม่ ฉะนั้น รัฐจึงให้ "อำนาจผูกขาด" ของผู้ประดิษฐ์รายแรกมีผลอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เพียงพอที่จะตักตวงผลตอบแทน "อย่างเหมาะสม"

"ทรัพย์สินทางปัญญา" จึงต้องมีอายุความจำกัดซึ่งต่างจากทรัพย์สินทั่วไป หัวใจของกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาคือ ต้องหาความสมดุลระหว่างการคุ้มครองอำนาจผูกขาดของผู้ประดิษฐ์ กับผลประโยชน์ที่เศรษฐกิจสังคม จะได้รับจากสิ่งประดิษฐ์ในระยะยาว

ถ้าให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวด และมีอายุความยาวเกินไป ก็จะเกิดอำนาจผูกขาดเบ็ดเสร็จที่ยาวนาน ระบบเศรษฐกิจไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ ในขณะที่ผู้ประดิษฐ์ และธุรกิจก็ขาดแรงจูงใจที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ต่อไปเพราะยังได้รับ "กำไรส่วนเกิน" จากสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเดิมอยู่ แต่ถ้าให้การคุ้มครองหละหลวมและมีอายุความสั้นเกินไป นักประดิษฐ์และธุรกิจก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะคิดค้นเช่นกัน เพราะไม่สามารถตักตวงผลประโยชน์จากผลงานของตนได้เต็มที่ ระบบเศรษฐกิจก็จะก็ไม่มีการพัฒนาก้าวหน้า เป็นผลเสียต่อสังคม

ส่วนความเข้มงวดและอายุความที่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญากำหนดไว้นั้น ขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และเทคโนโลยีของแต่ละประเทศ คือหากกำหนดไว้เข้มงวดเกินไปหรืออ่อนเกินไป ก็จะไม่เป็นการกระตุ้นการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีของประเทศ

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันระบบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญายังค่อนข้างอ่อนแอและไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร ทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิของผู้ประดิษฐ์ การป้องกันการละเมิด การชดเชยความเสียหาย และเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้นักประดิษฐ์ และธุรกิจไทยไม่มีแรงจูงใจที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ ประเทศไทยจึงยังไม่สามารถพัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนด้วยการประดิษฐ์คิดค้นอย่างแท้จริงได้